วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม 2569

Login
Login

รัฐบาลถอยแล้ว! ไม่ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกชี้ไม่คุ้มทุน แต่ถ้าเอกชนสนใจก็ทำเองได้

รัฐบาลถอยแล้ว! ไม่ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกชี้ไม่คุ้มทุน แต่ถ้าเอกชนสนใจก็ทำเองได้

รัฐบาลส่งสัญญาณถอยซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ชี้ค่าลิขสิทธิ์พุ่งเกิน 1,300 ล้านบาท ไม่คุ้มใช้งบรัฐ เหตุเวลาแข่งไม่เอื้อคนดู-คืนทุนโฆษณายาก เปิดทางเอกชนรวมตัวซื้อเองหากเห็นว่าคุ้มค่า

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือสำนักงาน กสทช. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่าจะดำเนินการจัดซื้อลิขสิทธิ์หรือไม่ เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องประเมินความคุ้มค่ารอบด้าน ทั้งราคาลิขสิทธิ์ เงื่อนไขการถ่ายทอดสด ช่วงเวลาแข่งขัน โอกาสในการหารายได้จากโฆษณา และความเหมาะสมของการใช้งบประมาณเพื่อประโยชน์สาธารณะ

แหล่งข่าวระบุว่า แนวทางการเจรจาของฝ่ายไทยยังยึดกรอบวงเงินใกล้เคียงกับที่สำนักงาน กสทช. เคยสนับสนุนการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกครั้งก่อนคือ อยู่ที่ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 600 ล้านบาท

ดังนั้น เมื่อฝ่ายไทยเสนอกรอบราคาที่ไม่เกินระดับดังกล่าว การเจรจากลับเผชิญข้อจำกัด เนื่องจากราคาที่ผู้ถือลิขสิทธิ์คาดหวังยังอยู่ในระดับสูงกว่ากรอบที่ไทยสามารถรับได้ โดยตัวแทน (เอเยนต์) ระบุว่าจะขายในระดับไม่ต่ำกว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 1,300 ล้านบาท

ทั้งนี้ แหล่งข่าวย้ำว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การไม่ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก แต่ต้องพิจารณาว่างบประมาณที่ใช้จะคุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ เพราะฟุตบอลโลก 2026 มีระยะเวลาแข่งขันเพียงประมาณ 1 เดือน แต่ค่าลิขสิทธิ์อยู่ในระดับสูงมาก ขณะที่รัฐบาลได้หารือกับสมาคมกีฬาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลบางส่วนก็มีความเห็นว่า หากต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในระดับดังกล่าว อาจควรนำงบไปใช้ในภารกิจอื่นที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า

นอกจากนี้ ฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งจัดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ยังมีข้อจำกัดสำคัญเรื่องเวลาแข่งขันตามเวลาประเทศไทย โดยบางคู่เริ่มแข่งขันประมาณ 03.00 น.และบางคู่จบในช่วงเช้าประมาณ 10.00 น. ทำให้พฤติกรรมการรับชมของคนไทยอาจไม่คึกคักเท่าการแข่งขันที่จัดในยุโรปหรือเอเชีย อีกทั้งธุรกิจที่เคยได้รับอานิสงส์จากฟุตบอลโลก เช่น ร้านอาหาร สถานบันเทิง หรือกิจกรรมชมฟุตบอลร่วมกัน อาจไม่สามารถใช้โอกาสนี้สร้างรายได้เต็มที่ แต่หากเอกชนประเมินแล้วว่าคุ้มค่า และอยากจะรวมตัวกันไปซื้อลิขสิทธิ์ก็สามารถดำเนินการได้

ขณะเดียวกัน การขายโฆษณา และการหารายได้เชิงพาณิชย์จากการถ่ายทอดสดก็อาจทำได้ยากขึ้น เนื่องจากช่วงเวลาแข่งขันไม่เอื้อต่อการรับชมในวงกว้าง ส่งผลให้ภาคเอกชนยังไม่แสดงความสนใจชัดเจนในการร่วมสนับสนุนงบประมาณซื้อลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะเมื่อประเมินแล้วว่าโอกาสคืนทุนจากรายได้โฆษณาอาจไม่สูงพอเมื่อเทียบกับต้นทุนลิขสิทธิ์

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ราคาลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกในตลาดต่างประเทศอยู่ในระดับหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีการเปรียบเทียบกับบางประเทศที่มีจำนวนประชากรมากกว่าไทยหลายเท่า เช่น จีนเสนอซื้อที่ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,800 ล้านบาท แต่มีเงื่อนไขถ่ายทอดปี 2026 และปี 2030 

ส่วนอินเดียขอซื้อที่ 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,050 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อประชากรต่ำกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 60 กว่าล้านคน หากต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ในระดับสูงใกล้เคียงกับประเทศขนาดใหญ่ ก็อาจทำให้ต้นทุนต่อหัวสูงเกินไป และยิ่งทำให้ประเด็นความคุ้มค่ากลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังต้องรอการแถลงจากผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประเมินข้อมูลทั้งหมด ทั้งด้านราคา เงื่อนไขการถ่ายทอดสด ความพร้อมของภาคเอกชน และประโยชน์ต่อประชาชน เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างเหมาะสมที่สุด โดยน่าจะมีการหารืออีกครั้งในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (19 พ.ค.69) อีกครั้ง

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์