วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

อีคอมเมิร์ซอาเซียนทะยาน 9.38 ล้านล้านบาท ขึ้นแท่นตลาดโตเร็วอันดับ 2 โลก

ตลาดอีคอมเมิร์ซและดิจิทัลเพย์เมนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอีในภูมิภาค รวมถึงไทย เร่งปรับระบบชำระเงินและขยายตลาดข้ามพรมแดน รับการแข่งขันเศรษฐกิจดิจิทัลที่เข้มข้นขึ้น

ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) เผยรายงาน “How Southeast Asia Buys and Pays 2026: Unlocking SMEs’ Potential” ซึ่งจัดทำโดยไอดีซี ระบุว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเติบโต 85.4% มูลค่า แตะ 2.9 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 9.38 ล้านล้านบาท ภายในปี 2572

ทั้งนี้ อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของตลาดอีคอมเมิร์ซอาเซียนในช่วงปี 2567-2572 จะอยู่ที่ 13.2% ส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียนก้าวขึ้นเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดีย

อีคอมเมิร์ซอาเซียนทะยาน 9.38 ล้านล้านบาท ขึ้นแท่นตลาดโตเร็วอันดับ 2 โลก

วรฉัตร ลักขณาโรจน์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ทูซีทูพี บาย แอนทอม กล่าวว่า การเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซในภูมิภาค ทำให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับพฤติกรรมการชำระเงินที่มีความซับซ้อนและแตกต่างกันในแต่ละประเทศ

โดยเอสเอ็มอีถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาค ทั้งด้านการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และการจ้างงาน โดยมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของ GDP ในหลายประเทศหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคิดเป็น 64.6% ของกำลังแรงงานทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนมากยังเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และการรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดิจิทัลเพย์เมนต์ครอง 97% อีคอมเมิร์ซ

วรฉัตร เผยว่า ความซับซ้อนของระบบการชำระเงินในแต่ละประเทศกำลังกลายเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของธุรกิจที่ต้องการขยายตลาดระดับภูมิภาค

ผู้ประกอบการต้องรองรับวิธีการชำระเงินที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด ภาคธุรกิจจึงต้องการโซลูชันที่ช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการเงิน รองรับรูปแบบการชำระเงินที่หลากหลาย และเชื่อมต่อการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

รายงานของ ไอดีซี ระบุว่า การชำระเงินดิจิทัลมีแนวโน้มกลายเป็นช่องทางหลักของธุรกรรมอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยภายในปี 2572 คาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึง 97% ของธุรกรรมทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 89% ในปี 2567

แรงหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของระบบการชำระเงินภายในประเทศ (Domestic Payments) และกระเป๋าเงินดิจิทัล (Mobile Wallet) โดยเฉพาะในตลาดสำคัญอย่างอินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม

อีคอมเมิร์ซอาเซียนทะยาน 9.38 ล้านล้านบาท ขึ้นแท่นตลาดโตเร็วอันดับ 2 โลก

ไอดีซี ประเมินว่า ระบบการชำระเงินภายในประเทศจะเติบโต 104% แตะมูลค่า 9.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.98 ล้านล้านบาท ภายในปี 2572 ก้าวขึ้นแซงหน้าการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและเดบิต กลายเป็นช่องทางการชำระเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะที่กระเป๋าเงินดิจิทัลมีแนวโน้มเติบโต 107% แตะมูลค่า 7.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.56 ล้านล้านบาท ภายในปี 2572

ส่วนบริการ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 174% และมีมูลค่าตลาดแตะ 1.89 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.11 แสนล้านบาท ภายในปี 2572

ข้อมูลจากธนาคารโลกยังระบุว่า ประชากรกว่า 56% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการบัตรเครดิตและเดบิต ส่งผลให้ดิจิทัลเพย์เมนต์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน และช่วยอุดช่องว่างของระบบธนาคารแบบดั้งเดิมในหลายประเทศทั่วภูมิภาค

อีคอมเมิร์ซอาเซียนทะยาน 9.38 ล้านล้านบาท ขึ้นแท่นตลาดโตเร็วอันดับ 2 โลก

เอสเอ็มอีกว่า 66% ขายออนไลน์เพิ่ม

จากการศึกษาพฤติกรรมของ เอสเอ็มอี จำนวน 600 ราย ใน 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพื่อศึกษาทั้งประเด็นที่ธุรกิจให้ความสำคัญ การนำดิจิทัลเพย์เมนต์มาปรับใช้ และความพร้อมในการรองรับเทรนด์การชำระเงินรูปแบบใหม่

พบว่าเอสเอ็มอีกว่า 66% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการมากกว่า 1 ใน 3 ยังคงพึ่งพาเงินสดเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจ

ขณะที่ 63% มองว่าระบบการชำระเงินที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ และจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับพฤติกรรมการชำระเงินของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

รายงานยังระบุว่า ความซับซ้อนของระบบ ความกังวลด้านการฉ้อโกง ค่าธรรมเนียมในระดับสูง และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของ เอสเอ็มอี ในภูมิภาค

ไทยเร่งดิจิทัลเพย์เมนต์รับ ‘การค้าข้ามแดน’

สำหรับประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า เอสเอ็มอีไทยหันมาใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ การค้าข้ามพรมแดน และการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งยังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย

เอสเอ็มอีไทยให้ความสำคัญกับการขยายตลาดและการพัฒนาโซลูชันด้านการชำระเงินในสัดส่วนเท่ากันที่ 31% รองลงมาคือการบริหารจัดการทางการเงิน 25%

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดย 36% ระบุว่า ค่าธรรมเนียมที่อยู่ในระดับสูงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ 28% กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการฉ้อโกง และอีก 28% มองว่าการเชื่อมต่อระบบยังมีความซับซ้อน

แม้ปัจจุบันจะมีเอสเอ็มอีไทยเพียง 49% ที่ดำเนินธุรกิจการค้าข้ามพรมแดน แต่มากกว่า 3 ใน 4 มีแผนขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า

ไอดีซี ประเมินว่า หากเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนได้มากขึ้น จะสามารถสร้างมูลค่าการขายเพิ่มขึ้นได้ถึง 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.73 แสนล้านบาท ภายในปี 2572