การแชร์เรื่องราวและภาพถ่ายลูกบนโซเชียลมีเดียกลายเป็นพฤติกรรมปกติของครอบครัวยุคดิจิทัล แต่ท่ามกลางความสะดวกและการสร้างปฏิสัมพันธ์ออนไลน์ ความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย งานวิจัยล่าสุดสะท้อนว่า ความมั่นใจและประสบการณ์ของผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญต่อการจัดการความปลอดภัยทางดิจิทัลของครอบครัว
งานวิจัยล่าสุดของ แคสเปอร์สกี้ ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีสิงคโปร์ ในหัวข้อ “Small Shares, Big Risks: How Parents Assess Threats and Cope with Sharing of Children’s Data” ระบุว่า ผู้ปกครองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและอียิปต์มองว่าการปกป้องเด็กในโลกออนไลน์ทำได้ง่ายขึ้นเมื่อมีอายุมากขึ้น ขณะที่สัญชาตญาณการปกป้องของแม่ส่งผลให้มีพฤติกรรมด้านความเป็นส่วนตัวดิจิทัลที่เข้มข้นมากกว่า
รายงานระบุว่า พฤติกรรม “Sharenting” หรือการแชร์เรื่องราว ภาพถ่าย และข้อมูลของบุตรหลานผ่านช่องทางออนไลน์ กลายเป็นเรื่องปกติในยุคดิจิทัล เนื่องจากชีวิตประจำวันของผู้ปกครองผูกพันกับเทคโนโลยีมากขึ้น แม้การแชร์ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยสร้างชุมชนออนไลน์ บันทึกความทรงจำ และแลกเปลี่ยนคำแนะนำด้านการเลี้ยงดู แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน
ผลการศึกษาพบว่า ความมั่นใจในความสามารถของตนเองในการจัดการความเสี่ยงดิจิทัล เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อการใช้มาตรการป้องกันความเป็นส่วนตัวของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว การจำกัดการเปิดเผยข้อมูล หรือการจัดการข้อมูลที่บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงได้
ผู้ปกครองมากกว่าสี่ในห้าเชื่อว่าสามารถหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบุตัวตนได้ เช่น วันเกิด โรงเรียน หรือที่อยู่ คิดเป็น 85% รวมถึงหลีกเลี่ยงการแชร์ภาพที่อาจสร้างความอับอายให้บุตรหลานในอนาคตในสัดส่วนเท่ากัน ขณะที่ 84% ระบุว่าสามารถจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาเฉพาะครอบครัวและเพื่อนสนิท และ 83% ระบุว่าสามารถหลีกเลี่ยงการโพสต์ข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบุตัวตนได้
นอกจากนี้ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นว่าสามารถใช้มาตรการเพิ่มเติมเพื่อควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลของบุตรหลานบนโลกออนไลน์ โดย 80% ระบุว่าสามารถปิดสิทธิ์การแชร์ต่อ และ 78% สามารถปิดการใช้งานเมตาดาต้าและการระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ได้
ผลสำรวจยังพบว่า ผู้ปกครองจำนวนมากให้ความสำคัญกับการสื่อสารภายในครอบครัวเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวดิจิทัล โดย 84% ระบุว่าสามารถชักชวนคนในครอบครัวและเพื่อนใกล้ชิดให้ร่วมพูดคุยเรื่องการปกป้องข้อมูลของเด็ก และ 82% ระบุว่าสามารถขออนุญาตบุตรหลานก่อนโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับเด็กได้
เมื่อผู้ปกครองเชื่อว่าการกระทำของตนสามารถลดความเสี่ยงได้จริง ก็มีแนวโน้มจะปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องมากขึ้น
ในด้านอายุ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ปกครองที่มีอายุมากขึ้นมักมองเห็นอุปสรรคในการใช้มาตรการด้านความเป็นส่วนตัวลดลง โดย “ต้นทุนในการตอบสนอง” หรือความพยายามที่รับรู้ว่าจำเป็นต่อการจัดการการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและการใช้แพลตฟอร์มที่ปลอดภัย มีแนวโน้มลดลงตามอายุ
ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนถึงความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมดิจิทัลและประสบการณ์ออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ปกครองพร้อมใช้มาตรการป้องกันมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ความแตกต่างด้านเพศยังส่งผลต่อพฤติกรรมการปกป้องข้อมูลเด็ก โดยแม่มีแนวโน้มใช้แนวทางด้านความปลอดภัยดิจิทัลมากกว่าพ่อ เนื่องจากเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของมาตรการด้านความเป็นส่วนตัว และมั่นใจในความสามารถของตนเองในการใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างปลอดภัยมากกว่า
สัญชาตญาณในการปกป้องบุตรหลานของแม่ขยายมาสู่พื้นที่ดิจิทัล ส่งผลให้พฤติกรรมการแชร์ข้อมูลมีความระมัดระวังมากขึ้น
ทริเซีย อ็อกตาเวียโน ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการศึกษาด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า เมื่อผู้ปกครองมีอายุมากขึ้น มักมีประสบการณ์ในการเลี้ยงดูและเข้าใจภัยคุกคามทั้งออนไลน์และออฟไลน์มากขึ้น จึงมีแนวโน้มตอบสนองต่อความเสี่ยงและปกป้องบุตรหลานมากขึ้น
พร้อมระบุว่า การให้ความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์และการรู้เท่าทันสื่อยังคงมีความจำเป็นสำหรับผู้ปกครองทุกช่วงวัย
ด้าน รองศาสตราจารย์เจียว ฮี จี รองผู้อำนวยการ สถาบันการสอนและการเรียนรู้แห่ง Singapore Institute of Technology กล่าวว่า การแชร์ช่วงเวลาของครอบครัวทางออนไลน์อาจช่วยสร้างความสัมพันธ์และการสนับสนุนภายในครอบครัว แต่ก็อาจทำให้เด็กเผชิญความเสี่ยงจากการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล การติดตามที่ไม่พึงประสงค์ และการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดได้เช่นกัน
แคสเปอร์สกี้ ยังแนะนำแนวทางพื้นฐานในการดูแลความเป็นส่วนตัวดิจิทัลของครอบครัว เช่น การลบบัญชีที่ไม่ได้ใช้งาน ตั้งค่าบัญชีเป็นส่วนตัว ตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบนโซเชียลมีเดียอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการเปิดเผยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ในโพสต์ รวมถึงติดตามกิจกรรมออนไลน์ของบุตรหลานอย่างต่อเนื่อง

