ต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อชะลอ แข่งราคายิ่งเหนื่อย นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ SME ไทยกำลังเผชิญในวันที่โลกธุรกิจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะวันนี้ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “ขายของยาก” แต่คือ “ขายได้แต่กำไรหาย” จากต้นทุนแฝงที่เพิ่มขึ้นทุกด้าน ทั้งค่าขนส่ง วัตถุดิบ ค่าแรง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในโลกออนไลน์
เวที ETDA Live ตอน “ทางรอด SMEs GROWTH ในวันที่ต้นทุนไม่เคยรอใคร” จึงสะท้อนภาพชัดว่าผู้ประกอบการ SME ไทยกำลังเจอการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ที่บังคับให้ธุรกิจต้องปรับตัวเร็วกว่าที่เคย ไม่เช่นนั้นอาจอยู่รอดได้ยากในระยะยาว
ผู้แทนจาก สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เห็นตรงกันว่า จุดอันตรายที่สุดของ SME วันนี้ อาจไม่ใช่ยอดขายตก แต่คือ “ระบบธุรกิจที่ไม่พร้อมโต”
หลายธุรกิจยังมีต้นทุนแฝงจำนวนมาก ทั้งการจัดการสต็อกไม่มีประสิทธิภาพ ขาดข้อมูลลูกค้า ใช้งบการตลาดแบบหว่าน หรือใช้ดิจิทัลแบบแยกส่วน ทำให้ลงทุนเพิ่ม แต่ไม่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง
แม้ SME ไทยจำนวนมากเริ่มใช้ดิจิทัลแล้ว ทั้งขายออนไลน์ ยิงโฆษณา หรือใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แต่ปัญหาคือ “ใช้แล้วไม่เชื่อมกัน” ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่สามารถนำมาวิเคราะห์ต้นทุนหรือพฤติกรรมลูกค้าได้จริง จึงยังไม่เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
เวทีเสวนาชี้ว่า ทางรอดของ SME ไม่ได้เริ่มจากการลงทุนเทคโนโลยีราคาแพง แต่เริ่มจาก “เข้าใจธุรกิจตัวเอง” ให้ชัดก่อน ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ต้นทุนใดกำลังกินกำไร และลูกค้าต้องการอะไรจริงๆ
ตัวอย่าง SME ที่ปรับตัวได้ เริ่มจากการใช้ดิจิทัลแก้ Pain Point ตรงจุด เช่น ภาคเกษตรใช้ระบบ Smart Farming และโดรนลดต้นทุนแรงงาน ร้านอาหารใช้ระบบ POS และวิเคราะห์สต็อกเพื่อลดของเสีย ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มใช้ข้อมูลลูกค้ามาทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล แทนการใช้งบแบบเดิมที่หว่านกว้างแต่ไม่ตรงเป้า
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า “ดิจิทัล” ไม่ใช่ทางลัดสู่ความสำเร็จ แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของธุรกิจ ใครใช้ข้อมูลได้ดีกว่า เข้าใจลูกค้าได้ลึกกว่า และปรับตัวได้เร็วกว่า ก็มีโอกาสอยู่รอดมากกว่า
จากโจทย์ดังกล่าว จึงเป็นที่มาของโครงการ SMEs Growth ของ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่เดินหน้าต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยวางบทบาทเป็น “กลไกปิดช่องว่าง” ให้ SME ไทย ทั้งด้านดิจิทัล ความรู้ เงินทุน และเครือข่ายธุรกิจ
จุดเด่นสำคัญ คือ การทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน เพื่อออกแบบการช่วยเหลือให้ตรงกับ Pain Point ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ มากกว่าการใช้สูตรเดียวกับทุกคน เพราะ SME แต่ละพื้นที่เผชิญปัญหาไม่เหมือนกัน บางรายขาดทักษะดิจิทัล บางรายติดเรื่องเงินทุน ขณะที่บางธุรกิจมีศักยภาพ แต่ยังไม่มีระบบรองรับการเติบโต
ในปี 2026 โครงการจึงขยายลงพื้นที่ 4 ภูมิภาค 16 จังหวัด เพื่อเข้าใจปัญหาจริงของผู้ประกอบการ และช่วยให้ SME เริ่มต้นได้จริงไม่ใช่แค่เข้าฟังอบรมแล้วจบไป
บทสรุปสำคัญจากเวทีนี้ คือ SME ไทยยังมีทางรอด หากเริ่มปรับตัวให้ถูกจุด เพราะในวันที่ต้นทุนไม่เคยรอใคร ความได้เปรียบใหม่ของธุรกิจอาจไม่ใช่ใครมีทุนมากกว่า แต่คือใครเข้าใจธุรกิจตัวเองเร็วกว่า และกล้าปรับตัวก่อนคู่แข่ง

