วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ศาลจีนสั่งบริษัทจ่ายชดเชย 1.5 ล้านบาท หลังเลิกจ้างพนักงาน อ้าง AI ทำงานแทนได้

ศาลจีนสั่งบริษัทจ่ายชดเชย 1.5 ล้านบาท หลังเลิกจ้างพนักงาน อ้าง AI ทำงานแทนได้

ศาลระดับกลางในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน ตัดสินให้พนักงานรายหนึ่งชนะคดี หลังถูกบริษัทเทคโนโลยีเลิกจ้าง โดยให้เหตุผลว่า เอไอสามารถทำงานแทนเขาได้ พร้อมสั่งให้บริษัทจ่ายเงินชดเชย 260,000 หยวน หรือราว 1.5 ล้านบาท

เดอะการ์เดียน ระบุว่า พนักงานรายนี้มีนามสกุลว่า โจว (Zhou) เข้าทำงานกับบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งในเมืองหางโจวเมื่อปี 2565 ตำแหน่งผู้ดูแลงานประกันคุณภาพ โดยมีหน้าที่กำกับดูแลการทำงานของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นระบบเอไอที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ของบริษัท

ต่อมาบริษัทแจ้งกับโจวว่า ระบบเอไอสามารถทำงานในตำแหน่งของเขาได้ทั้งหมด และเสนอให้เขาย้ายไปทำตำแหน่งที่ต่ำลง พร้อมลดเงินเดือนลงประมาณ 40% เมื่อโจวปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว บริษัทจึงตัดสินใจเลิกจ้างเขา

หลังจากนั้น โจวได้ยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาล โดยในเดือนเมษายน 2569 ศาลระดับกลางของเมืองหางโจวมีคำตัดสินว่าการเลิกจ้างครั้งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสั่งให้บริษัทจ่ายเงินชดเชยให้แก่เขา ทั้งนี้ ชื่อของบริษัทไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสังคมจีน เพราะสะท้อนให้เห็นความตึงเครียดระหว่างการเร่งนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้ในภาคธุรกิจ กับประเด็นความมั่นคงในการจ้างงานของแรงงาน โดยเฉพาะในช่วงที่จีนกำลังเผชิญปัญหาการว่างงานของเยาวชนในระดับสูง

สื่อของรัฐบาลจีนรายงานถึงคำตัดสินครั้งนี้ว่า “เป็นสัญญาณที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับการคุ้มครองสิทธิแรงงานในยุคของระบบอัตโนมัติ”

โดยทั่วไปแล้ว ประชาชนในจีนมักมีทัศนคติเชิงบวกต่อเทคโนโลยีเอไอมากกว่าประเทศตะวันตก ผลสำรวจของบริษัทวิจัยความคิดเห็น Ipsos พบว่า มากกว่า 80% ของชาวจีนรู้สึกตื่นเต้นกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้เอไอ ขณะที่ในสหราชอาณาจักรและสหรัฐมีสัดส่วนไม่ถึง 40%

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันของบริษัทในหลายอุตสาหกรรมที่เร่งนำ AI มาใช้ให้เร็วที่สุด กำลังเริ่มสร้างความกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียงานมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลล่าสุดระบุว่า อัตราการว่างงานของเยาวชนจีนอายุระหว่าง 16-24 ปี อยู่ที่ประมาณ 17%

ไคล์ ชาน (Kyle Chan) นักวิจัยจาก Brookings Institution ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมของจีน ชี้ให้เห็นว่า นโยบายของปักกิ่งกำลังเปลี่ยนทิศทาง

เขาอธิบายว่า ก่อนหน้านี้ผู้กำหนดนโยบายของจีนดูเหมือนจะลดความสำคัญของความเสี่ยงเรื่องการสูญเสียงานจากเอไอ โดยการสื่อสารอย่างเป็นทางการมักเน้นว่าเอไอจะสร้างงานรูปแบบใหม่จำนวนมาก และเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกับการปรับโครงสร้างตลาดแรงงานในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ชานระบุว่า ขณะนี้เริ่มเห็นการพูดถึงมาตรการรับมือกับการว่างงานที่เกิดจากเอไอมากขึ้นในถ้อยคำจากรัฐบาลจีน

คดีก่อนหน้าที่ตัดสินทำนองเดียวกัน

คดีในเมืองหางโจวไม่ได้เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานของจีนตัดสินให้แรงงานที่สูญเสียงานเพราะเทคโนโลยีได้รับความคุ้มครอง

เมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลกรุงปักกิ่งได้เปิดเผยรายละเอียดของคดีอนุญาโตตุลาการแรงงานกรณีหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับพนักงานหญิงที่ทำงานเก็บข้อมูลด้วยตนเองให้กับบริษัทแห่งหนึ่งมาเป็นเวลานาน 15 ปี ก่อนที่บริษัทจะเลิกจ้างเธอหลังจากนำเครื่องมือเก็บข้อมูลอัตโนมัติมาใช้แทน

คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยว่า แม้บริษัทจะมีสิทธิ์นำเทคโนโลยีเอไอมาใช้ในกระบวนการทำงานของตนได้ แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ถือเป็น “การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์โดยสาระสำคัญ” ซึ่งเป็นเงื่อนไขทางกฎหมายที่ใช้เป็นเหตุผลในการยกเลิกสัญญาจ้างงานได้

คณะกรรมการยังระบุด้วยว่า ในขณะที่นายจ้างได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี นายจ้างก็ควรต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นควบคู่กันไป

เจเรมี ดอม (Jeremy Daum) นักวิชาการอาวุโสจากศูนย์จีน Paul Tsai ของมหาวิทยาลัยเยล ประจำกรุงปักกิ่ง กล่าวว่า คดีล่าสุดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า หากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่บริษัทสามารถคาดการณ์และควบคุมได้ในฐานะการอัปเกรดทางธุรกิจตามปกติ นายจ้างก็ไม่สามารถโยนต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านนั้นไปให้ลูกจ้างแบกรับแต่เพียงฝ่ายเดียวได้

อ้างอิง: The Guardian