ประเด็นค่าธรรมเนียม แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หรือ ค่า GP กำลังลุกลามจากปัญหาต้นทุนร้านค้าออนไลน์ ไปสู่โจทย์เชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย โดยสมาคมอีคอมเมิร์ซไทย เตรียมเข้ายื่นหนังสือต่อรัฐสภาในวันนี้ (14 พ.ค.2569) เพื่อเรียกร้องมาตรการคุ้มครอง และช่วยเหลือ ผู้ประกอบการ SME ไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากแพลตฟอร์มรายใหญ่ที่ทยอยประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขาย ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 เป็นต้นไป
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังกลายเป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อโครงสร้างตลาดออนไลน์ของไทย เมื่อผู้ขายรายย่อย และเอสเอ็มอี ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นหลายด้าน ขณะที่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่มีอำนาจมากขึ้นในการกำหนดเงื่อนไขของตลาด ตั้งแต่การมองเห็นสินค้า ระบบโฆษณา การชำระเงิน การขนส่ง ไปจนถึงข้อมูลลูกค้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากตั้ง
คำถามว่า การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลกำลังสร้างโอกาสให้รายเล็กจริง หรือกำลังเพิ่มอำนาจต่อรองให้แพลตฟอร์มรายใหญ่เหนือผู้ขายมากขึ้น
อย่าปล่อย ‘กขค.’ เป็นเสือกระดาษ
แม้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) จะออกประกาศกำกับพฤติกรรมของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.2569 เพื่อป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรม การใช้อำนาจเหนือตลาด และการจำกัดการแข่งขัน แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการยังมองว่าแพลตฟอร์มรายใหญ่ไม่ได้ปรับพฤติกรรมอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะเรื่องการเปิดทางเลือกให้ผู้ขายเลือกบริการขนส่งได้อย่างเสรี หลังผู้ขายบางส่วนระบุว่าอาจถูกจำกัดให้ใช้ผู้ให้บริการบางรายภายใต้เงื่อนไขของแพลตฟอร์ม รวมถึงปัญหาการเปลี่ยนค่าธรรมเนียม การลดการมองเห็นสินค้า และระบบร้องเรียนที่ยังไม่ตอบโจทย์ร้านค้ารายย่อยอย่างเพียงพอ
โดยเฉพาะ TikTok Shop ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วจากพลังของคอนเทนต์ วิดีโอสั้น ไลฟ์คอมเมิร์ซ และระบบแอฟฟิลิเอตที่ดึงครีเอเตอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการขายสินค้า ส่งผลให้ผู้ขายจำนวนมากต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มมากขึ้นเพื่อเข้าถึงผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวกลับมาพร้อมต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าธรรมเนียมการขาย ค่าโปรโมตสินค้า ค่านายหน้าครีเอเตอร์ ค่าบริการเสริม และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการทำให้สินค้าถูกมองเห็นบนระบบของแพลตฟอร์ม
กรณีที่ 'แพรี่ ไพรวัลย์' เปิดเผยยอดขายทุเรียนผ่าน TikTok Shop ประมาณ 2,859,148 บาท ภายในราว 1 สัปดาห์ แต่ถูกหักค่าธรรมเนียมกว่า 729,300.9 บาท หรือประมาณ 25% จึงกลายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า การขายผ่านแพลตฟอร์มไม่ได้มีต้นทุนเพียงค่าคอมมิชชันหลัก หากยังมีค่าใช้จ่ายอื่นซ้อนอยู่ในระบบจำนวนมาก
โมเดลแพลตฟอร์มกินรวบตั้งแต่ต้นน้ำ
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้บุกเบิกวงการอีคอมเมิร์ซไทย และผู้ก่อตั้ง TARAD.com ระบุว่า ค่าธรรมเนียมการขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในปัจจุบันอยู่ในระดับที่พบได้ทั่วไป และบางกรณีอาจสูงกว่าที่เห็นจากตัวเลขหลัก เพราะผู้ขายยังต้องแบกรับต้นทุนอื่นเพิ่มเติม ทั้งค่าแอฟฟิลิเอต ค่านายหน้า ค่าชำระเงิน ค่าโปรโมต และค่าบริการเสริมต่างๆ ทำให้ต้นทุนจริงของร้านค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน TikTok Shop กำลังกลายเป็นกรณีที่ถูกจับตา เพราะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงตลาดกลางซื้อขายสินค้า แต่ผูกการขายเข้ากับคอนเทนต์ อัลกอริทึม พฤติกรรมผู้ชมแบบเรียลไทม์ และระบบแอฟฟิลิเอต ส่งผลให้ผู้ขายไม่ได้แข่งขันเฉพาะราคา และคุณภาพสินค้าอีกต่อไป แต่ต้องแย่งพื้นที่การมองเห็นบนฟีด แย่งครีเอเตอร์ช่วยขาย ใช้งบโปรโมต และเข้าร่วมแคมเปญของแพลตฟอร์ม หากไม่ซื้อโฆษณาหรือไม่ ร่วมกลไกเหล่านี้ โอกาสที่สินค้าจะถูกมองเห็นก็ลดลงทันที
ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าค่าธรรมเนียม คือ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกำลังขยายบทบาทครอบคลุมทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ ตั้งแต่หน้าร้านออนไลน์ ระบบชำระเงิน คลังสินค้า ขนส่ง บริการทางการเงิน ไปจนถึงข้อมูลลูกค้า
สิ่งเหล่านี้ทำให้ ธุรกิจโลจิสติกส์ไทย ผู้ประกอบการคลังสินค้า ร้านค้าท้องถิ่น และเอสเอ็มอี อาจถูกบีบให้เหลือเพียงบทบาทรองในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ขณะที่ผู้ขายยังเผชิญข้อจำกัดเรื่องการเลือกขนส่ง การเข้าถึงข้อมูลลูกค้า และการพึ่งพาแพลตฟอร์มอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
ผูกขาดขนส่งรุกคืบตลาดโลจิสติกส์
ด้านการขนส่ง นายภาวุธ ระบุว่า เริ่มเห็นสัญญาณของการใช้อำนาจเหนือทางตลาดในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะกรณี TikTok Shop ที่ผู้ขายจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าไม่สามารถเลือกผู้ให้บริการขนส่งได้อย่างเสรี และอาจถูกผูกกับผู้ให้บริการบางราย เช่น J&T ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเงื่อนไขทางธุรกิจในระดับแพลตฟอร์ม ทำให้แพลตฟอร์มได้รับต้นทุนขนส่งที่ถูกลงจากปริมาณคำสั่งซื้อจำนวนมหาศาล ขณะที่ผู้ขายรายย่อยกลับไม่มีอำนาจต่อรองในเงื่อนไขเดียวกัน
แม้ กขค. จะออกประกาศแนวทางกำกับพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแล้ว แต่ผู้ขายจำนวนมากยังไม่เห็นการปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องค่าธรรมเนียม การลดการมองเห็นสินค้า การเลือกบริการขนส่ง ระบบร้องเรียน และการใช้บริการเสริม ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยยังถูกกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูกที่อาจไม่ได้ผ่านมาตรฐานเดียวกับสินค้าไทย ส่งผลให้ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาของร้านค้าออนไลน์รายย่อย แต่เกี่ยวพันกับเศรษฐกิจฐานราก การจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยโดยตรง
เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งนำร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า กลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาอีกครั้ง หลังร่างกฎหมายดังกล่าวเคยผ่านความเห็นชอบในหลักการ และผ่านการพิจารณาชั้นกรรมาธิการมาแล้ว โดยมองว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการลดปัญหาอำนาจเหนือตลาด
เอสเอ็มอีเดอะแบกเศรษฐกิจประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในภาพใหญ่ ประเทศไทยไม่สามารถมองเอสเอ็มอีและร้านค้ารายย่อยเป็นเพียง "ผู้ขายตัวเล็ก" บนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อีกต่อไป เพราะคนกลุ่มนี้คือ ฐานใหญ่ของเศรษฐกิจจริง ปัจจุบันไทยมีผู้ประกอบการ MSME กว่า 3.25 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด รองรับการจ้างงานกว่า 13.42 ล้านคน และพยุง GDP MSME ระดับ 1.72 ล้านล้านบาท
ขณะที่มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยคาดแตะ 5.96 ล้านล้านบาท สะท้อนชัดว่าแพลตฟอร์มไม่ได้เป็นเพียงช่องทางเสริมของธุรกิจ แต่กำลังกลายเป็นประตูหลักของการค้าไทย
ทั้งนี้ หากรัฐบาลยังปล่อยให้ผู้ขายรายเล็กต้องรับทุกต้นทุน แต่ไม่มีสิทธิร่วมกำหนดกติกา แพลตฟอร์มอาจไม่ได้ทำให้ร้านค้าเหล่านี้ล้มหายไปในวันเดียว แต่จะค่อยๆ บีบผ่านค่าธรรมเนียม การลดการมองเห็น เงื่อนไขแฝง และระบบอัตโนมัติที่ผู้ขายต่อรองไม่ได้ จนสุดท้ายเอสเอ็มอีไทยอาจเหลือเพียงสถานะ "ผู้เช่าพื้นที่" บนตลาดดิจิทัลที่ตัวเองไม่มีอำนาจต่อรอง
ชู 10 ข้อเรียกร้องแนวรัฐแก้ปัญหา
ดังนั้น รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ควรยกระดับเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วนในการจัดระเบียบแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยเอสเอ็มอี และร้านค้ารายย่อยอย่างตรงจุด โดยมีข้อเสนอสำคัญ ดังนี้
1.รัฐบาลควรมอบหมายให้กระทรวงดีอีเป็นเจ้าภาพหลัก
ในการกำหนดทิศทาง และประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA สำนักงาน กขค. กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)
2.ยกระดับกฎหมาย DPS
พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ.2565 (DPS) จากการรับแจ้งประกอบธุรกิจ ไปสู่การกำกับพฤติกรรมจริงของแพลตฟอร์ม
3.ทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ
การพึ่งกฎหมาย DPS เพียงฉบับเดียวได้ แต่ต้องเชื่อมกับ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า, พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล , กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค, กฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และกฎหมายระบบการชำระเงินภายใต้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
4.สนับสนุนให้ ETDA เป็นผู้กำกับเชิงรุกโดยเป็นการให้อำนาจตรวจสอบพฤติกรรมที่กระทบผู้ขายจริง เช่น การลดการมองเห็นสินค้า การปิดบัญชีร้านค้า การระงับการขาย การเปลี่ยนเงื่อนไขบริการ และการหักเงิน
5.ห้ามแพลตฟอร์มปิดกั้นการมองเห็นดีอี และ ETDA ควรกำหนดให้แพลตฟอร์มเปิดเผยหลักเกณฑ์สำคัญที่มีผลต่อการมองเห็นสินค้า การจัดอันดับ การค้นหา การแนะนำร้านค้า และการเข้าร่วมแคมเปญ เพื่อให้ผู้ขายรู้ว่าตนกำลังแข่งขันภายใต้กติกาใด ไม่ใช่ถูกระบบตัดโอกาสโดยไม่มีสิทธิรับรู้
6.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลทางการค้าโดยจำเป็นต้องมีการดึงกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลครอบคลุมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค เช่น ข้อมูลลูกค้า ประวัติคำสั่งซื้อ พฤติกรรมการซื้อ และข้อมูลทางการค้าของผู้ขาย เช่น ยอดขาย สินค้าขายดี ราคา ฐานลูกค้า และกลยุทธ์การขาย
7.รัฐควรประสานงานตรวจโครงสร้างต้นทุนดีอีควรประสาน กขค. และกระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บจากผู้ขาย ทั้งค่า GP ค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมการขาย ค่าธรรมเนียมธุรกรรม ค่าโฆษณา ค่าร่วมแคมเปญ ค่าบริการแฝง และค่าโครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์มที่เรียกเก็บต่อคำสั่งซื้อ
8.ตั้งระบบร้องเรียนกลางสำหรับผู้ขายเพื่อรับเรื่องจากผู้ขายที่ถูกปิดร้าน ระงับบัญชี หักเงิน ลดการมองเห็น เปลี่ยนเงื่อนไข หรือถูกลงโทษโดยไม่เป็นธรรม พร้อมกำหนดกรอบเวลาตรวจสอบ และส่งต่อหน่วยงานที่มีอำนาจ
9.เปิดสิทธิผู้ขายเลือกบริการสำคัญโมเดลของแพลตฟอร์มที่ผูกขาดตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น ระบบชำระเงิน ขนส่ง คลังสินค้า หรือบริการสนับสนุนอื่นๆ ไม่ควรถูกบังคับให้ใช้บริการที่แพลตฟอร์มกำหนดเพียงฝ่ายเดียว หากไม่มีเหตุผลด้านความปลอดภัย มาตรฐาน หรือการคุ้มครองผู้บริโภคที่ชัดเจน
10.แพลตฟอร์มต้องโตโดยไม่บดขยี้เอสเอ็มอีไทยเป้าหมายของนโยบายนี้ไม่ใช่การต่อต้านแพลตฟอร์ม เพราะแพลตฟอร์มยังเป็นโครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ต้องทำให้แพลตฟอร์มเติบโตบนกติกาที่เป็นธรรม โปร่งใส และไม่เอาเปรียบผู้ขาย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

