โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เตรียมเดินทางเยือนจีนสัปดาห์นี้ โดยมีรายชื่อผู้ติดตามที่บ่งชี้ว่า วาระสำคัญของการเดินทางครั้งนี้คือ “การหารือด้านเทคโนโลยี” กับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน
อย่างไรก็ตาม การพูดคุยเชิงลึกเกี่ยวกับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอาจเกิดขึ้นหลังจากประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สถานการณ์ความตึงเครียดในอิหร่านถูกหยิบยกขึ้นหารือก่อน เนื่องจากเป็นประเด็นด้านความมั่นคงที่มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ซีอีโอเทคโนโลยีระดับโลกร่วมขบวน
ตามรายงานของเดอะการ์เดียน ระบุว่า ทิม คุก (Tim Cook) ซีอีโอ Apple ที่กำลังจะพ้นตำแหน่ง และ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซีอีโอ SpaceX และ Tesla จะร่วมเดินทางไปพร้อมกับทรัมป์ด้วย
นอกจากสองชื่อดังกล่าวแล้ว ยังมีผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอีกหลายราย ได้แก่ ดีนา พาวเวลล์ แมคคอร์มิก (Dina Powell McCormick) ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานของ Meta, ซานเจย์ เมโรตรา (Sanjay Mehrotra) ซีอีโอของ Micron บริษัทผู้ผลิตหน่วยความจำคอมพิวเตอร์
ชัค ร็อบบินส์ (Chuck Robbins) ซีอีโอของ Cisco ยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ดำเนินกิจการมาอย่างยาวนาน และ คริสเตียโน อามอน (Cristiano Amon) ซีอีโอของ Qualcomm ผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์รายสำคัญ
เจนเซน หวง ไม่ร่วมทริป, ดีลชิปยังคลุมเครือ
ชื่อที่โดดเด่นและขาดหายไปจากรายชื่อคณะผู้ติดตามครั้งนี้คือ เจนเซน หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของ Nvidia บริษัทผู้ผลิตชิปที่ทรงอิทธิพล โดยเฉพาะในด้านเอไอ แม้ว่าหวงจะเป็นที่รู้กันว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทรัมป์ก็ตาม
ก่อนหน้านี้ หวงเคยวิจารณ์มาตรการจำกัดการขายชิปของสหรัฐให้จีน โดยระบุว่า ไม่ต้องการให้ “ความคิดแบบคนแพ้” มาทำลายความได้เปรียบด้านเอไอของสหรัฐ
การไม่เข้าร่วมของซีอีโอ Nvidia ทำให้ผู้สังเกตการณ์บางส่วนมองว่า โอกาสที่จะมีการประกาศข้อตกลงใหญ่ด้านเซมิคอนดักเตอร์ระหว่างสองประเทศอาจลดลง เนื่องจาก Nvidia ถือเป็นผู้ผลิตชิปเอไอที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในโลก
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นไปได้ว่าบริษัทอย่าง Micron อาจมีการประกาศความร่วมมือหรือข้อตกลงบางอย่างในช่วงการเยือนครั้งนี้
By Reuters
ทิม คุก นักการทูตธุรกิจผู้คุ้นเคยกับปักกิ่ง
ในบรรดาผู้บริหารที่ร่วมเดินทางทั้งหมด ทิม คุก ถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีน้ำหนักเป็นพิเศษในการเจรจาครั้งนี้ เพราะ Apple มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับจีนมาอย่างยาวนาน
ปัจจุบัน Apple ยังคงผลิตสินค้าส่วนใหญ่ในจีน แม้จะเริ่มทยอยย้ายสายการผลิตบางส่วนไปยังอินเดียและเวียดนามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ
ล่าสุด iPhone 17 ประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาดจีน ส่งผลให้รายได้รายไตรมาสของ Apple พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นว่าจีนยังคงเป็นตลาดที่ขาดไม่ได้สำหรับบริษัท
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อ Apple ประกาศการเกษียณของคุก บริษัทยังระบุชัดเจนว่าบทบาทในอนาคตของเขาจะรวมถึงการทำงานร่วมกับผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งหมายความ ว่าการเดินทางในลักษณะนี้อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของตารางงานประจำของเขาในอนาคตอันใกล้
ความหวังดีลเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจ
คำถามที่หลายฝ่ายจับตาคือ การเยือนจีนครั้งนี้จะก่อให้เกิดดีลธุรกิจและเทคโนโลยีครั้งใหญ่เหมือนกับที่เกิดขึ้นในการเยือนตะวันออกกลางเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2568 หรือไม่
ในครั้งนั้น ทรัมป์สามารถประกาศความร่วมมือและดีลทางธุรกิจมูลค่ามหาศาลกับหลายประเทศในภูมิภาคได้สำเร็จ การเดินทางครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นการที่รัฐบาลทรัมป์ต้องการแสดงให้โลกเห็นถึงพลังของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐ ซึ่งเติบโตมาภายใต้นโยบายที่เปิดกว้างให้ภาคเอกชนพัฒนาโดยไม่แทรกแซงมากนัก
ทำเนียบขาวเริ่มเดินตามรอยปักกิ่ง
สิ่งที่น่าสังเกตและขัดแย้งกันอยู่ในตัวเองคือ ในขณะที่ทรัมป์กำลังนำผู้นำธุรกิจเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐไปโชว์ศักยภาพในจีน รัฐบาลของเขากลับกำลังนำแนวทางควบคุมเอำอแบบเดียวกับที่ปักกิ่งใช้มาปรับใช้ในสหรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ
ในจีน กฎหมายกำหนดให้บริษัทที่พัฒนาเอำอต้องส่งโมเดลของตนให้รัฐบาลกรุงปักกิ่งตรวจสอบก่อนเปิดใช้งาน การตรวจสอบนี้ครอบคลุมทั้งในแง่ความมั่นคงของชาติ และการประเมินว่าเนื้อหาที่เอำอสร้างขึ้นมีความอ่อนไหวทางการเมืองหรือไม่
กล่าวคือ รัฐบาลจีนไม่เพียงแต่ห้ามเนื้อหาที่คุกคามความมั่นคง แต่ยังห้ามเนื้อหาใดๆ ก็ตามที่รัฐมองว่าไม่เหมาะสมอีกด้วย
ปัจจุบัน ทำเนียบขาวกำลังพิจารณาออกคำสั่งผู้บริหารในลักษณะเดียวกัน โดยอาจกำหนดให้บริษัทเอไอต้องส่งโมเดลรุ่นใหม่ล่าสุดให้ทำเนียบขาวตรวจสอบก่อนเปิดใช้งาน
ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐได้ประกาศข้อตกลงกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำหลายแห่ง เพื่อให้มีกระบวนการตรวจสอบด้านความมั่นคงแห่งชาติสำหรับโมเดลเอไอรุ่นใหม่
บริษัทที่เข้าร่วมข้อตกลงนี้แล้ว ได้แก่ Google DeepMind, Microsoft และ xAI โดยผู้รับผิดชอบการตรวจสอบคือ ศูนย์นวัตกรรมและมาตรฐานเอไอ หรือ Center for AI Standards and Innovation (CAISI) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ
ความขัดแย้งระหว่าง Anthropic และกระทรวงกลาโหมสหรัฐ
ท่ามกลางภาพรวมนี้ ความขัดแย้งระหว่าง Anthropic บริษัทผู้พัฒนาเอไอ เจ้าของ Claude ยังคงยืดเยื้ออยู่ในชั้นศาลกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐ โดยมีสองประเด็นหลักที่ขัดแย้งกัน คือ เรื่องการนำเอไอไปใช้ในภารกิจทางทหาร และการที่กระทรวงกลาโหมประกาศให้ Anthropic เป็น “ความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน” ซึ่ง Anthropic ไม่เห็นด้วย
นอกจากนี้ ตามรายงานของเดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ (JD Vance) ยังได้ส่งสัญญาณให้ Anthropic ชะลอการขยายการเข้าถึงโมเดล Mythos ออกไปก่อน
Mythos เป็นโมเดลเอไอที่บริษัทพัฒนาขึ้นโดยเน้นด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยเฉพาะ และมีขีดความสามารถสูง แวนซ์ต้องการให้จำกัดการใช้งานไว้เฉพาะกลุ่มพันธมิตรเริ่มต้นที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่ให้ขยายออกไปวงกว้างกว่านี้
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในบริบทที่การแข่งขันด้านเอไอระหว่างสหรัฐกับจีนทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่การพัฒนาเทคโนโลยี การควบคุมการส่งออกชิป และแนวทางการกำกับดูแลระบบเอไอ ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่กำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของโลก
อ้างอิง: The Guardian และ WSJ

