วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ค่าโง่ 600 ล้าน! หลอนบอร์ด กสทช. ถอดบอลโลก พ้นกฎ Must Have จับตา ครม.ชี้ชะตาดูฟรีปี 2026

ค่าโง่ 600 ล้าน! หลอนบอร์ด กสทช. ถอดบอลโลก พ้นกฎ Must Have จับตา ครม.ชี้ชะตาดูฟรีปี 2026

"ค่าโง่" 600 ล้านบาท จากมหากาพย์ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกกาตาร์ 2022 ยังคงตามหลอกหลอนวงการโทรทัศน์ไทย และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้บอร์ด กสทช. ลงมติเอกฉันท์ 7:0 ถอด "ฟุตบอลโลก" ออกจากกฎ Must Have ปิดประตูการใช้เงินกองทุนสาธารณะอุดหนุนค่าลิขสิทธิ์อีกต่อไป

ขณะที่วันนี้ (12 พ.ค.2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมหารือหาข้อสรุปว่า คนไทยจะได้ดูฟุตบอลโลก 2026 ฟรีหรือไม่ ท่ามกลางค่าลิขสิทธิ์ที่พุ่งสูงแตะระดับ 1,500 ล้านบาท

จุดเริ่มต้นของปัญหาย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2565 ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์จะเปิดฉากขึ้น ขณะนั้นไทยยังไม่มีผู้ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ทำให้เกิดแรงกดดันอย่างหนักจากสังคม เพราะฟุตบอลโลกถูกกำหนดอยู่ในกฎ "Must Have" ของ กสทช. ซึ่งบังคับให้กีฬาสำคัญ 7 ประเภทต้องออกอากาศผ่านฟรีทีวี เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

วันที่ 9 พ.ย.2565 ที่ประชุม กสทช. จึงอนุมัติใช้งบจากกองทุนวิจัย และพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ กองทุน กทปส. วงเงิน 600 ล้านบาท สนับสนุนการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2022 ครบทั้ง 64 นัด โดยให้เหตุผลว่าเป็นการคุ้มครองสิทธิประชาชนในการเข้าถึงบริการสาธารณะ 

เงินหนุน 600 ล้านแต่ยังเกิดปัญหา "จอดำ"

และไม่นาน กกท.ได้ทำข้อตกลงให้ กลุ่มทรู (TRUE) เป็นผู้สนับสนุนหลักค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 โดยทรูสนับสนุนเงิน 300 ล้านบาท แลกกับสิทธิขาดในการถ่ายทอดสดแบบ Exclusive ผ่านช่องทางของทรู ทั้งกล่องทีวี TrueID และ IPTV ในช่วงแรก ซึ่งนำไปสู่ประเด็นข้อพิพาทเรื่องการถ่ายทอดสด 

ซึ่งกลุ่มทรูได้รับสิทธิถ่ายทอดสด 32 แมตช์แรก และสิทธิในการเลือกแมตช์สำคัญก่อน รวมถึงสิทธิเด็ดขาดผ่านทาง IPTV และ OTT ของทรูเอง แบบนี้ก็เป็นเรื่องเกิดปัญหาเรื่อง "จอดำ" สัญญาของทรูขัดกับกฎ Must Carry ของ กสทช. ทำให้เกิดปัญหาจอดำในกล่อง IPTV ค่ายอื่น เช่น AIS PLAYBOX จนต้องมีการฟ้องร้องมาถึงวันนี้ คำถามในตอนนั้นคือ เงิน 600 ล้านบาท เป็นไปเพื่อความเท่าเทียมหรือไม่และทำไมยังเกิดปัญหาจอดำ

นอกจากนั้น การอนุมัติงบดังกล่าวกลับกลายเป็น "ระเบิดเวลา" ภายในองค์กร กสทช. เพราะถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการนำเงินกองทุนสาธารณะไปอุดหนุนคอนเทนต์กีฬาที่มีมูลค่าทางธุรกิจสูง จนต่อมานำไปสู่การตรวจสอบภายในและความขัดแย้งในบอร์ด

จนวันที่ 23 ม.ค.2566 บอร์ด กสทช. มีมติเสียงข้างมากปลด นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล จากตำแหน่งรักษาการเลขาธิการ กสทช. ระหว่างถูกตรวจสอบกรณีอนุมัติเงิน 600 ล้านบาท ดังกล่าว พร้อมแต่งตั้งรักษาการเลขาธิการคนใหม่แทน ก่อนเรื่องจะลุกลามเป็นคดีฟ้องร้องภายในองค์กร และกลายเป็นหนึ่งในปมขัดแย้งสำคัญของ กสทช. มาจนถึงปัจจุบัน

มติบอร์ด 7:0 ถอดบอลโลกจาก Must Have

บาดแผลจาก "ฟุตบอลโลก 2022" ทำให้แนวคิดเรื่องการใช้เงินรัฐอุดหนุนลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก พุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมมาก

เป็นเหตุให้ที่ประชุมบอร์ด กสทช. 2 เม.ย.2567 นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช. มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ให้ถอน "ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย" ออกจากประกาศ Must Have โดยจะยังคงกีฬาสำคัญประเภทอื่นไว้ตามเดิม

โดยประกอบด้วย 6 รายการ 

  1. ซีเกมส์ (SEA Games)
  2. อาเซียนพาราเกมส์ (ASEAN Para Games)
  3. เอเชียนเกมส์  (Asian Games)
  4. เอเชียนพาราเกมส์ (Asian Para Games)
  5. โอลิมปิกฤดูร้อน (Olympics Games)
  6. พาราลิมปิกฤดูร้อน (Paralympics Games)

ลิขสิทธิ์แพงลิ่วต้องปล่อยเป็นกลไกตลาด

เหตุผลสำคัญคือ ฟุตบอลโลกมี "มูลค่าเชิงพาณิชย์" สูง และสามารถดำเนินการตามกลไกตลาดได้ แตกต่างจากกีฬาสาธารณะบางประเภทที่รัฐจำเป็นต้องสนับสนุน อีกทั้งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฟุตบอลโลกเป็นรายการที่สร้างปัญหา และข้อขัดแย้งต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการใช้งบกองทุน กทปส.

นอกจากนี้ ในการหารือภายในยังมีข้อเสนอว่า ฟุตบอลโลกไม่ใช่ "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ที่รัฐจำเป็นต้องใช้งบประมาณสนับสนุน เพราะไทยไม่ได้มีทีมชาติลงแข่งขัน ต่างจากกีฬาอย่างโอลิมปิกหรือเอเชียนเกมส์ที่นักกีฬาไทยเข้าร่วมโดยตรง จึงมองว่า หากเอกชนเห็นโอกาสทางธุรกิจก็ควรเป็นผู้ลงทุนเอง

ผลจากมติดังกล่าว หมายความว่า ฟุตบอลโลก 2026 ที่จะเตะกันในต้นเดือนมิ.ย.นี้ โดยมี 3 ชาติร่วมเป็นเจ้าภาพได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก จะไม่สามารถใช้เงินกองทุน กทปส. มาสนับสนุนค่าลิขสิทธิ์ได้อีกต่อไป และภาระทั้งหมดอาจตกอยู่กับภาคเอกชนหรือรัฐบาล หากต้องการให้คนไทยได้รับชมฟรี

รัฐบาลอื่นดูได้ทำไมรัฐบาล "หนู" จะไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายการเมืองยังพยายามหาทางออกเรื่องนี้ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรียืนยันว่า คนไทยต้องได้ดูฟุตบอลโลก 2026 ฟรีทุกนัด พร้อมระบุว่ารัฐบาลพร้อมเป็นตัวกลางประสานภาคเอกชนเพื่อจัดหาลิขสิทธิ์ แม้จะมีมูลค่าสูงราว 1,500 ล้านบาทก็ตาม

ขณะที่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 11 พ.ค.69 ว่า หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน และหลัง กสทช. ถอนฟุตบอลโลกออกจาก Must Have ก็ต้องรอดูว่าจะมีเอกชนรายใดสนใจเข้ามาซื้อลิขสิทธิ์หรือไม่

ขณะนี้รัฐบาลยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าคนไทยจะได้ดูฟรีหรือไม่ เพราะต้องพิจารณาทั้งเรื่องงบประมาณ และรูปแบบการลงทุน รวมถึงการเจรจากับเจ้าของลิขสิทธิ์ที่เหลือเวลาไม่มาก

ทำให้การประชุม ครม. วันนี้ (12 พ.ค.69) ถูกจับตาอย่างมาก ว่ารัฐบาลจะเลือกเดินหน้าในแนวทางใด ระหว่างปล่อยให้เป็นกลไกตลาดเต็มรูปแบบ หรือหาทางสนับสนุนบางส่วนเพื่อรักษาโอกาสให้คนไทยได้ชมมหกรรมฟุตบอลโลกฟรีอีกครั้ง

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์