วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม 2569

Login
Login

บอร์ดเอ็นที หั่นงบลงทุนต่ำกว่า 4,000 ล้าน พร้อมสั่งเบรกโบนัสชี้ควรดูฐานะองค์กร

บอร์ดเอ็นที หั่นงบลงทุนต่ำกว่า 4,000 ล้าน พร้อมสั่งเบรกโบนัสชี้ควรดูฐานะองค์กร

ประธานบอร์ดเอ็นที เบรกงบลงทุน 4,800 ล้าน หลังยื่นขอวงเงินใกล้ปีก่อน สั่งหั่นต่ำกว่า 4,000 ล้าน โฟกัสดาต้า เซ็นเตอร์-คลาวด์ ย้ำโบนัสพนักงานต้องไม่สวนฐานะองค์กร

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานกรรมการบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เมื่อวันที่ 6 พ.ค.69 ได้มอบหมายให้ฝ่ายบริหารกลับไปทบทวนกรอบงบลงทุนใหม่ หลังเสนอวงเงินราว 4,800 ล้านบาท ซึ่งยังใกล้เคียงกับปีก่อน ทั้งที่ภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนไป และองค์กรยังเผชิญข้อจำกัดด้านรายได้

ทั้งนี้ บอร์ด เห็นว่า เอ็นที ไม่สามารถเดินหน้าลงทุนด้วยกรอบวงเงินระดับเดิมได้อีก จึงให้ปรับลดลงมาอยู่ในระดับไม่ถึง 4,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยเฉพาะปีนี้ ยังมีประมาณการขาดทุนราว 6,000-8,000 ล้านบาท

สั่งให้ฝ่ายบริหารกลับไปจัดลำดับความสำคัญของโครงการใหม่ โดยแยกให้ชัดระหว่างงบลงทุนใหม่กับค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาโครงข่าย เนื่องจากงบที่ถูกทบทวนในครั้งนี้เป็นงบลงทุนใหม่ จึงต้องประเมินให้รอบคอบว่าโครงการใดมีความจำเป็น และโครงการใดสามารถสร้างรายได้กลับคืนให้องค์กร

ขณะเดียวกัน บอร์ดได้ให้เอ็นที กลับไปพิจารณารายละเอียดของแผนลงทุนทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจใหม่ที่ควรเป็นฐานรายได้หลักในอนาคต เช่น ดาต้า เซ็นเตอร์ คลาวด์ เคเบิลใต้น้ำ และกิจการ ดาวเทียม

อย่างไรก็ตาม ในระยะเร่งด่วน บอร์ดต้องการให้น้ำหนักกับธุรกิจที่เห็นโอกาสเชิงพาณิชย์ชัดเจน โดยเฉพาะดาต้า เซ็นเตอร์ และ คลาวด์ แทนการกระจายงบไปยังโครงการที่ยังไม่เห็นผลตอบแทนแน่นอน หรือยังไม่ใช่ภารกิจหลักขององค์กรในช่วงที่ต้องเร่งคุมต้นทุน

นายพชร กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันทำให้เอ็นที ต้องเริ่มจากสิ่งที่ควบคุมได้ก่อน โดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่ายและชะลอการลงทุนที่ยังไม่จำเป็น เพื่อประคองฐานะการเงินให้สอดคล้องกับรายได้จริง ส่วนการพลิกฟื้นผลประกอบการในระยะต่อไปยังต้องอาศัยทั้งการสร้างรายได้ใหม่ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด

สำหรับความคืบหน้าการพิจารณาตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ นายพชรกล่าวว่า บอร์ดได้ประเมินผลการดำเนินงานของ พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ คนปัจจุบันแล้ว โดยผลการประเมินอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์และเป็นที่ยอมรับของคณะกรรมการ แม้ภารกิจของเอ็นที ในช่วงที่ผ่านมาอยู่ภายใต้ข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งภาระต้นทุน โครงสร้างธุรกิจเดิม และโจทย์การสร้างรายได้ใหม่

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระบวนการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ตามปกติต้องใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือน ขณะที่ พ.อ.สรรพชัยย์ ยังสามารถดำรงตำแหน่งได้ตามข้อบังคับของบริษัทจนถึงอายุ 60 ปี หรือราวกลางปี 2570 บอร์ดจึงหารือในเบื้องต้นให้ไปพิจารณารายละเอียดว่า จะสามารถให้ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องจนถึงเกษียณได้หรือไม่ เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการบริหารองค์กรในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ทั้งนี้ เบื้องต้นยังไม่พบว่าการให้ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องจะขัดต่อข้อกฎหมาย แต่ต้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องตรวจสอบรายละเอียดให้ครบถ้วน ก่อนเสนอเข้าสู่การประชุมบอร์ดครั้งถัดไปในวันที่ 25 พ.ค.69 นี้

ขณะเดียวกัน หากมีการจ้างต่อเนื่อง เรื่องผลตอบแทนจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ปกติ เนื่องจากการจ้างต่อมีขั้นตอนที่ซับซ้อนน้อยกว่าการเริ่มกระบวนการจ้างใหม่ ซึ่งต้องตั้งคณะกรรมการ กำหนดโครงสร้างผลตอบแทน และดำเนินขั้นตอนต่างๆ ใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ดี บอร์ดจะเริ่มกระบวนการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างด้านการบริหารเมื่อถึงช่วงเปลี่ยนผ่านจริง

ส่วนกรณี สหภาพแรงงานเอ็นที  เรียกร้องเรื่องโบนัส นายพชรกล่าวว่า ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์และข้อเท็จจริงของผลประกอบการ แม้ปีนี้เอ็นทีจะมีการรับรู้กำไรบางส่วน แต่ต้องพิจารณาว่ากำไรดังกล่าวเกิดจากรายได้จากการดำเนินงานจริง หรือเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น การประหยัดรายจ่าย หรือการชนะคดี เพราะหากกำไรไม่ได้มาจากรายได้หลักของธุรกิจ การพิจารณาโบนัสในระดับสูงสุดอาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ขององค์กร

การจ่ายโบนัสถือเป็นขวัญกำลังใจและเป็นสิทธิของพนักงานตามหลักเกณฑ์ แต่ฝ่ายจัดการจำเป็นต้องหารือกับสหภาพแรงงานให้สอดคล้องกับฐานะการเงินของ เอ็นทีในปัจจุบัน เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่องค์กรต้องเผชิญภาระด้านรายได้และต้นทุนอย่างหนัก

การพิจารณาผลตอบแทนต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างขวัญกำลังใจของพนักงานกับความมั่นคงทางการเงินขององค์กรในระยะยาว