วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม 2569

Login
Login

วิเคราะห์ศึก 'AIS-TRUE' เข้าสู่เฟสใหม่ วัดกันที่ AI-โครงข่ายอัจฉริยะ เลิกแข่งราคา?

วิเคราะห์ศึก 'AIS-TRUE' เข้าสู่เฟสใหม่  วัดกันที่ AI-โครงข่ายอัจฉริยะ เลิกแข่งราคา?

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายหลักในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ทั้ง บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) และฝั่งบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 อย่างเป็นทางการ โดยในส่วนของ TRUE นั้นกำลังแสดงให้ตลาดเห็นว่า “ดีลควบรวม” ระหว่างทรูและดีแทคเริ่มเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เชิงต้นทุนอย่างจริงจัง หลังประกาศกำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาท ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 พร้อมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 4.8 พันล้านบาท ขณะที่ EBITDA เพิ่มขึ้นแตะ 2.8 หมื่นล้านบาท เติบโต 10.9%

ส่วน AIS แม้ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นเรื่อง “Turnaround” เหมือนกับคู่แข่งแต่ยังรักษาสถานะเครื่องจักรทำกำไรของอุตสาหกรรมได้อย่างแข็งแรง ด้วยกำไรสุทธิ 13,496 ล้านบาท จากรายได้รวม 58,197 ล้านบาท สะท้อนฐานธุรกิจที่ยังมั่นคง และการเปลี่ยนผ่านสู่ “Digital Infrastructure Company” ที่ชัดเจนมากขึ้น

เมื่อมองลึกลงไป ตัวเลขของทั้งสองบริษัทกำลังสะท้อนว่า เกมการแข่งขันในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ “ใครมีลูกค้ามากกว่า” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องว่า “ใครสร้างระบบนิเวศดิจิทัลรองรับเศรษฐกิจ AI ได้ก่อน”

จาก “ผู้เล่นเบอร์สอง” สู่บริษัทโทรคมนาคมที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุด

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ TRUE ในไตรมาสนี้ ไม่ใช่เพียงกำไรสุทธิที่กลับมาเป็นบวกต่อเนื่อง แต่คือ คุณภาพของกำไรที่เริ่มเปลี่ยนไปโดยก่อนหน้านี้ ตลาดทุนเคยกังวลว่าการควบรวมทรู-ดีแทคจะสร้างภาระหนี้มหาศาล และต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็น Synergy จริง แต่ผลประกอบการล่าสุดกำลังตอบคำถามนั้นอย่างเป็นรูปธรรม

ต้นทุนการดำเนินงานของทรู ลดลงถึง 29.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายลดลง 25.2% หลังได้รับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ และทยอยลดภาระเช่าโครงข่ายจาก บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด หรือ NT

นั่นหมายความว่า TRUE เริ่มเปลี่ยนจากบริษัทที่เคย “เผาเงินเพื่อแข่งขัน” มาเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย “Operational Efficiency”

ยิ่งเมื่อพิจารณา EBITDA Margin ที่พุ่งขึ้นมาอยู่ระดับ 68.3% จะเห็นว่าการรวมโครงข่าย การลดไซต์ซ้ำซ้อน และการบริหารคลื่นความถี่ร่วมกัน เริ่มสร้างผลลัพธ์เชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน

แนวคิดดังกล่าวกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมโลก ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ AI มาวิเคราะห์ทราฟฟิกแบบเรียลไทม์ ปรับโหลดเครือข่ายอัตโนมัติ และลด Downtime ซึ่งทรูระบุว่าเวลาระบบขัดข้องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมคะแนนความพึงพอใจลูกค้า (NPS) สูงสุดเป็นประวัติการณ์

นั่นทำให้ TRUE กำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “Telco แบบดั้งเดิม” ไปสู่ “Data-driven Telecom Operator”

อีกประเด็นสำคัญคือ ฐานลูกค้า 5G ของทรูที่เพิ่มเป็น 18.4 ล้านราย ใกล้เคียง AIS อย่างมาก สะท้อนว่าหลังควบรวม บริษัทสามารถเร่ง Migration ลูกค้าจาก 4G สู่ 5G ได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญยังอยู่ที่ “รายได้รวม” ซึ่งยังหดตัวจากธุรกิจ Pay TV และรายได้ค่าเช่าโครงข่ายกับ NT ที่สิ้นสุดลง สะท้อนว่าบริษัทยังอยู่ในช่วง “ปรับโครงสร้างรายได้” จากธุรกิจเก่าสู่ธุรกิจดิจิทัลยุคใหม่

คำถามสำคัญคือ TRUE จะสร้าง New S-Curve ได้เร็วเพียงใด เพราะแม้ต้นทุนลดลงมาก แต่หากรายได้ใหม่ไม่โตทัน ก็อาจทำให้การเติบโตระยะยาวชะลอลงได้เช่นกัน

AIS : เดิมพันระยะยาวด้วย “Digital Infrastructure”

หาก TRUE กำลังชนะเกม Efficiency ฝั่ง AIS กำลังชนะเกม Strategic Positioning

AIS เลือกเดินเกมต่างออกไปอย่างชัดเจน โดยพยายามขยายบทบาทจากผู้ให้บริการมือถือ ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งชาติ”

จะเห็นได้ว่าในการแถลงผลประกอบการครั้งนี้ AIS ไม่ได้พูดเรื่องจำนวนลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่พูดถึง AI Ecosystem, Cloud, Data Center และ Intelligent Network อย่างต่อเนื่อง นี่สะท้อนว่าบริษัทกำลังมองไกลกว่า “รายได้ค่าโทร” ซึ่งเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวแล้ว และจะไม่มีการแข่งขันด้านสงครามราคาอีกต่อไป

การเปิดตัว “AIS 5G-ADVANCED” ถือเป็นตัวอย่างสำคัญ เพราะเป็นการวาง Positioning ว่า AIS ต้องการเป็นผู้นำโครงข่ายยุค AI

โดยตัวเทคโนโลยี 5G-Advanced ถูกมองว่าเป็น สะพานก่อนเข้าสู่ 6G โดยเพิ่มความสามารถด้าน Latency ต่ำ, Network Slicing และ AI-native Network ซึ่งสำคัญต่ออุตสาหกรรมอัตโนมัติ รถไร้คนขับ และโรงงานอัจฉริยะในอนาคต

สิ่งที่สะท้อนภาพตอนนี้คือ AIS จึงกำลังเดิมพันว่า “อนาคตของโทรคมนาคม” จะไม่ได้อยู่ที่จำนวนเสาสัญญาณ แต่คือ “ใครควบคุมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของเศรษฐกิจ AI”

จุดแข็งสำคัญอีกด้านคือ Ecosystem ที่ AIS สร้างขึ้นเริ่มครบวงจรมากขึ้น ทั้งมือถือ เน็ตบ้าน คลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ คอนเทนต์ กีฬา และบริการองค์กร

โดยเฉพาะธุรกิจ Enterprise ที่ยังเติบโตได้ 1.7% แม้เศรษฐกิจผันผวน ถือเป็นสัญญาณสำคัญ เพราะรายได้กลุ่มนี้มักมี Margin สูง และเชื่อมโยงกับเทรนด์ Digital Transformation ขององค์กรไทย

ขณะที่ธุรกิจเน็ตบ้าน AIS 3BB FIBRE3 ก็กลายเป็นฐานยุทธศาสตร์สำคัญ หลังลูกค้ารวมทะลุ 5.3 ล้านราย และเติบโตเร็วต่อเนื่อง

สิ่งที่ AIS ทำต่างจากคู่แข่ง คือการใช้ “คอนเทนต์” เป็นเครื่องมือรักษาฐานลูกค้า ทั้ง EPL, NBA, NFL และ Bundesliga เพื่อดึงให้ลูกค้าอยู่ใน Ecosystem นานที่สุด

โมเดลนี้ใกล้เคียงแนวทางของผู้ให้บริการระดับโลก ที่มองว่ารายได้ในอนาคตไม่ได้มาจาก Connectivity เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง Digital Engagement

เกมต่อไป : ใครจะเป็น “AI Infrastructure Leader”

หากเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์ จะเห็นว่าทั้งสองบริษัทกำลังเดินคนละเกม

TRUE เน้น ทำองค์กรให้ Lean ที่สุด” ผ่านการควบรวม ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่าย เพื่อเร่งสร้างกระแสเงินสดและลดภาระหนี้

AIS กำลังใช้ฐานะการเงินที่แข็งแรง เดินหน้าลงทุนเชิงรุก เพื่อยึดตำแหน่ง Digital Infrastructure Leader

ในมุมหนึ่ง TRUE ดูเหมือนบริษัทที่กำลังฟื้นหลังผ่านช่วงลงทุนหนักมาหลายปี ขณะที่ AIS คือองค์กรที่พยายามขยายอาณาจักร ไปไกลกว่า Telecom แบบเดิม

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตา ไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ใช้บริการรายไตรมาส แต่คือ ใครจะครองโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ซึ่งอุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่ยุค ลงทุนสูงแต่คนรอดจะเหลือน้อยอย่างเลี่ยงไม่ได้

แม้ผลประกอบการของทั้ง TRUE และ AIS จะออกมาแข็งแกร่ง แต่ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมกลับกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ การแข่งขันในยุค AI ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ทั้งคลื่นความถี่ ดาต้าเซ็นเตอร์ GPU Cloud และโครงข่ายอัจฉริยะ นั่นทำให้ “Economy of Scale” กลายเป็นปัจจัยชี้ชะตา

และจากทิศทางที่เกิดขึ้นในวันนี้ เห็นชัดว่า ศึก AIS กับ TRUE ได้ขยับจากสงครามราคา มาสู่สงคราม “AI Infrastructure” อย่างเต็มรูปแบบแล้ว

ดังนั้น ต้องดูกันว่า ใครจะกลายเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในอีก 5-10 ปีข้างหน้า