นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าวถึง “มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2)” ที่เป็นมาตรการคุมเข้มแพลตฟอร์มดิจิทัลล่าสุดว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน หรือประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 ถือเป็นการยกระดับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลครั้งสำคัญของไทย ท่ามกลางปัญหาโฆษณาหลอกลวง การปลอมเพจ และขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่ใช้ระบบโฆษณาออนไลน์เป็นช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคไทย
สาระสำคัญของประกาศกำหนดว่า แพลตฟอร์มที่ให้บริการโฆษณาออนไลน์จะต้องให้ผู้ลงโฆษณายืนยันตัวตนก่อนทุกครั้ง หากยังไม่เคยผ่านการยืนยันภายใน 1 ปีที่ผ่านมา โดยสามารถดำเนินการผ่านระบบสแกนใบหน้าคู่บัตรประชาชน (Face Recognition) หรือใช้ระบบ Digital ID ที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มยังต้องจัดเก็บข้อมูลของผู้ลงโฆษณา รวมถึงบุคคลที่ชำระเงินแทน เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน หลังสิ้นสุดการเผยแพร่โฆษณา เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนหลังและการดำเนินคดีหากพบการกระทำผิด หรือ เพื่อให้ตามตัวได้ถ้ามีปัญหา
จุดสำคัญของมาตรการใหม่ คือ การยึด “พื้นที่เป้าหมายของโฆษณา” เป็นเกณฑ์กำกับดูแล ไม่ใช่สถานที่ตั้งของผู้ลงโฆษณา กล่าวคือ แม้ผู้ลงโฆษณาจะอยู่ต่างประเทศ แต่หากกำหนดให้โฆษณาแสดงผลต่อผู้ใช้งานในประเทศไทย แพลตฟอร์มจะต้องดำเนินการยืนยันตัวตนตามกฎหมายไทยทันที
“กฎหมายไม่ได้สนว่าคนยิงโฆษณาจะนั่งอยู่ที่กัมพูชา จีน หรือยุโรป แต่ถ้าตั้งค่าโฆษณา (Targeting) ให้มาแสดงผลบนหน้าจอของ คนในประเทศไทย แพลตฟอร์มจะต้องบังคับให้ผู้ลงโฆษณารายนั้นยืนยันตัวตนทุกครั้งก่อนการประกาศโฆษณา" นายภาวุธ อธิบาย
ประกาศยังเปิดช่องให้ชาวต่างชาติสามารถยืนยันตัวตนผ่านหนังสือเดินทาง หรือเอกสารนิติบุคคลจากต่างประเทศได้ สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการปิดช่องโหว่ “ยิงแอดข้ามชาติ” ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเครื่องมือสำคัญของขบวนการหลอกลวงออนไลน์จำนวนมาก
“ดังนั้น มิจฉาชีพต่างชาติจะลักไก่ยิงแอดเข้ามาเฉยๆ โดยไม่ส่งเอกสารยืนยันตัวตนไม่ได้แล้ว”
อีกด้านหนึ่ง กฎหมายยังเพิ่มแรงกดดันโดยตรงต่อแพลตฟอร์มระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นระบบโฆษณาของโซเชียลมีเดียหรือเสิร์ชเอนจิน หากปล่อยให้โฆษณาหลอกลวงเผยแพร่ในไทยโดยไม่ดำเนินการตรวจสอบตัวตนผู้ลงโฆษณา อาจถูกดำเนินมาตรการทางกฎหมายจากหน่วยงานรัฐไทย ทั้งในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และตำรวจไซเบอร์
นายภาวุธ ยังกล่าวด้วยว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ของระบบโฆษณาออนไลน์ไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่รัฐขยับจากการไล่จับปลายเหตุ ไปสู่การบังคับให้แพลตฟอร์มรับผิดชอบต่อกระบวนการคัดกรองผู้ซื้อโฆษณาโดยตรง
เขามองว่า ที่ผ่านมาแพลตฟอร์มดิจิทัลเปิดให้บุคคลหรือเครือข่ายจากต่างประเทศสามารถซื้อโฆษณาเข้าถึงคนไทยได้ง่าย ด้วยต้นทุนต่ำและแทบไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ทำให้เกิดปัญหาเพจปลอม หลอกลงทุน หลอกขายสินค้า และคอลเซ็นเตอร์ระบาดในวงกว้าง
“มาตรการนี้กำลังเปลี่ยนโมเดลจาก Anonymous Advertising ไปสู่ Verified Advertising หรือระบบโฆษณาที่ตรวจสอบตัวตนได้ ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนและความเสี่ยงให้กับมิจฉาชีพอย่างมีนัยสำคัญ” เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม เขาประเมินว่า ในช่วงเริ่มต้น ผู้ประกอบการออนไลน์และเอเยนซีโฆษณาอาจต้องปรับตัวกับขั้นตอน KYC ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเตรียมเอกสารยืนยันตัวตนของทั้งบุคคลและนิติบุคคล แต่ในระยะยาวจะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลไทย และสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น
“มาตรการนี้คือการบีบให้แพลตฟอร์มต้องคัดกรองคนยิงแอด 100% ต่อไปพวกเพจปลอมหรือมิจฉาชีพที่อยู่ต่างประเทศจะยิงแอดข้ามมาหลอกคนไทยจะทำได้ยากขึ้นมาก เพราะต้องติดด่านการยืนยันตัวตนด้วยพาสปอร์ตหรือเอกสารนิติบุคคล ถึงช่วงแรกเราที่เป็นคนทำงานอาจจะรู้สึกว่ามีขั้นตอนเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่ในระยะยาวมันจะช่วยล้างระบบโฆษณาให้สะอาดขึ้น คนซื้อก็มั่นใจ คนขายของจริงๆ อย่างเราก็ไม่ต้องไปแข่งกับแอดเถื่อน ใครที่ทำธุรกิจออนไลน์อยู่ เตรียมตัวทำความคุ้นเคยกับระบบ KYC ของแต่ละแพลตฟอร์มไว้” นายภาวุธ กล่าว
นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมดิจิทัลมองตรงกันว่า ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มระดับโลกที่หลายประเทศเริ่มบังคับให้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีรับผิดชอบต่อเนื้อหาและโฆษณาที่เผยแพร่บนระบบของตนมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นอาชญากรรมไซเบอร์ การหลอกลวงทางการเงิน และความปลอดภัยของผู้บริโภค
สำหรับผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซและธุรกิจออนไลน์ การเตรียมระบบเอกสารและทำความเข้าใจกระบวนการยืนยันตัวตนของแต่ละแพลตฟอร์ม จะกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของการทำตลาดดิจิทัลในไทยนับจากนี้ไป

