วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘รัฐ’คุมเข้มแพลตฟอร์มดิจิทัล บังคับ KYC ก่อนยิงโฆษณา สกัดมิจฉาชีพข้ามชาติหลอกคนไทย

‘รัฐ’คุมเข้มแพลตฟอร์มดิจิทัล บังคับ KYC ก่อนยิงโฆษณา สกัดมิจฉาชีพข้ามชาติหลอกคนไทย

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าวถึง “มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2)” ที่เป็นมาตรการคุมเข้มแพลตฟอร์มดิจิทัลล่าสุดว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน หรือประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 ถือเป็นการยกระดับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลครั้งสำคัญของไทย ท่ามกลางปัญหาโฆษณาหลอกลวง การปลอมเพจ และขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่ใช้ระบบโฆษณาออนไลน์เป็นช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคไทย

สาระสำคัญของประกาศกำหนดว่า แพลตฟอร์มที่ให้บริการโฆษณาออนไลน์จะต้องให้ผู้ลงโฆษณายืนยันตัวตนก่อนทุกครั้ง หากยังไม่เคยผ่านการยืนยันภายใน 1 ปีที่ผ่านมา โดยสามารถดำเนินการผ่านระบบสแกนใบหน้าคู่บัตรประชาชน (Face Recognition) หรือใช้ระบบ Digital ID ที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มยังต้องจัดเก็บข้อมูลของผู้ลงโฆษณา รวมถึงบุคคลที่ชำระเงินแทน เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน หลังสิ้นสุดการเผยแพร่โฆษณา เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนหลังและการดำเนินคดีหากพบการกระทำผิด หรือ เพื่อให้ตามตัวได้ถ้ามีปัญหา

จุดสำคัญของมาตรการใหม่ คือ การยึด “พื้นที่เป้าหมายของโฆษณา” เป็นเกณฑ์กำกับดูแล ไม่ใช่สถานที่ตั้งของผู้ลงโฆษณา กล่าวคือ แม้ผู้ลงโฆษณาจะอยู่ต่างประเทศ แต่หากกำหนดให้โฆษณาแสดงผลต่อผู้ใช้งานในประเทศไทย แพลตฟอร์มจะต้องดำเนินการยืนยันตัวตนตามกฎหมายไทยทันที

‘รัฐ’คุมเข้มแพลตฟอร์มดิจิทัล บังคับ KYC ก่อนยิงโฆษณา สกัดมิจฉาชีพข้ามชาติหลอกคนไทย

“กฎหมายไม่ได้สนว่าคนยิงโฆษณาจะนั่งอยู่ที่กัมพูชา จีน หรือยุโรป แต่ถ้าตั้งค่าโฆษณา (Targeting) ให้มาแสดงผลบนหน้าจอของ คนในประเทศไทย แพลตฟอร์มจะต้องบังคับให้ผู้ลงโฆษณารายนั้นยืนยันตัวตนทุกครั้งก่อนการประกาศโฆษณา" นายภาวุธ อธิบาย

ประกาศยังเปิดช่องให้ชาวต่างชาติสามารถยืนยันตัวตนผ่านหนังสือเดินทาง หรือเอกสารนิติบุคคลจากต่างประเทศได้ สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการปิดช่องโหว่ “ยิงแอดข้ามชาติ” ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเครื่องมือสำคัญของขบวนการหลอกลวงออนไลน์จำนวนมาก

“ดังนั้น มิจฉาชีพต่างชาติจะลักไก่ยิงแอดเข้ามาเฉยๆ โดยไม่ส่งเอกสารยืนยันตัวตนไม่ได้แล้ว”

อีกด้านหนึ่ง กฎหมายยังเพิ่มแรงกดดันโดยตรงต่อแพลตฟอร์มระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นระบบโฆษณาของโซเชียลมีเดียหรือเสิร์ชเอนจิน หากปล่อยให้โฆษณาหลอกลวงเผยแพร่ในไทยโดยไม่ดำเนินการตรวจสอบตัวตนผู้ลงโฆษณา อาจถูกดำเนินมาตรการทางกฎหมายจากหน่วยงานรัฐไทย ทั้งในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และตำรวจไซเบอร์

นายภาวุธ ยังกล่าวด้วยว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ของระบบโฆษณาออนไลน์ไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่รัฐขยับจากการไล่จับปลายเหตุ ไปสู่การบังคับให้แพลตฟอร์มรับผิดชอบต่อกระบวนการคัดกรองผู้ซื้อโฆษณาโดยตรง

เขามองว่า ที่ผ่านมาแพลตฟอร์มดิจิทัลเปิดให้บุคคลหรือเครือข่ายจากต่างประเทศสามารถซื้อโฆษณาเข้าถึงคนไทยได้ง่าย ด้วยต้นทุนต่ำและแทบไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ทำให้เกิดปัญหาเพจปลอม หลอกลงทุน หลอกขายสินค้า และคอลเซ็นเตอร์ระบาดในวงกว้าง

“มาตรการนี้กำลังเปลี่ยนโมเดลจาก Anonymous Advertising ไปสู่ Verified Advertising หรือระบบโฆษณาที่ตรวจสอบตัวตนได้ ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนและความเสี่ยงให้กับมิจฉาชีพอย่างมีนัยสำคัญ” เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม เขาประเมินว่า ในช่วงเริ่มต้น ผู้ประกอบการออนไลน์และเอเยนซีโฆษณาอาจต้องปรับตัวกับขั้นตอน KYC ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเตรียมเอกสารยืนยันตัวตนของทั้งบุคคลและนิติบุคคล แต่ในระยะยาวจะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลไทย และสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น

“มาตรการนี้คือการบีบให้แพลตฟอร์มต้องคัดกรองคนยิงแอด 100% ต่อไปพวกเพจปลอมหรือมิจฉาชีพที่อยู่ต่างประเทศจะยิงแอดข้ามมาหลอกคนไทยจะทำได้ยากขึ้นมาก เพราะต้องติดด่านการยืนยันตัวตนด้วยพาสปอร์ตหรือเอกสารนิติบุคคล ถึงช่วงแรกเราที่เป็นคนทำงานอาจจะรู้สึกว่ามีขั้นตอนเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่ในระยะยาวมันจะช่วยล้างระบบโฆษณาให้สะอาดขึ้น คนซื้อก็มั่นใจ คนขายของจริงๆ อย่างเราก็ไม่ต้องไปแข่งกับแอดเถื่อน ใครที่ทำธุรกิจออนไลน์อยู่ เตรียมตัวทำความคุ้นเคยกับระบบ KYC ของแต่ละแพลตฟอร์มไว้” นายภาวุธ กล่าว

นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมดิจิทัลมองตรงกันว่า ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มระดับโลกที่หลายประเทศเริ่มบังคับให้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีรับผิดชอบต่อเนื้อหาและโฆษณาที่เผยแพร่บนระบบของตนมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นอาชญากรรมไซเบอร์ การหลอกลวงทางการเงิน และความปลอดภัยของผู้บริโภค

สำหรับผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซและธุรกิจออนไลน์ การเตรียมระบบเอกสารและทำความเข้าใจกระบวนการยืนยันตัวตนของแต่ละแพลตฟอร์ม จะกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของการทำตลาดดิจิทัลในไทยนับจากนี้ไป