แอนโทรปิก (Anthropic) บริษัทพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ เปิดตัวเครื่องมือชุดใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับสถาบันการเงินโดยเฉพาะ บริษัทระบุว่า เครื่องมือเหล่านี้เป็น “AI agents” หรือเอไอที่สามารถทำงานอัตโนมัติในกระบวนการทางการเงินหลายประเภท
เช่น การจัดทำเอกสารนำเสนอสำหรับลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน และการจัดทำรายงานบัญชี การเปิดตัวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่บริษัทต้องการขยายธุรกิจในกลุ่มลูกค้าองค์กร และเพิ่มรายได้ก่อนแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ที่อาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดภายในปี 2569 นี้
10 เอไอเจนต์สำหรับงานการเงิน
แอนโทรปิก ระบุว่า เอไอเอเจนต์ทั้ง 10 ระบบ ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยทำงานที่มักใช้เวลานานและทำซ้ำจำนวนมากในสถาบันการเงิน ตั้งแต่งานวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงงานบัญชีและการตรวจสอบเอกสาร ประกอบไปด้วย
- Pitch builder - ช่วยร่างสไลด์นำเสนอให้ลูกค้า หรือที่เรียกว่า Pitchbook ซึ่งธนาคารเพื่อการลงทุนใช้เสนอแนวคิดดีลหรือการลงทุนให้ลูกค้า
- Meeting preparer - รวบรวมข้อมูลบริษัทและข้อมูลตลาด เพื่อเตรียมเนื้อหาสำหรับการประชุมกับลูกค้า
- Earnings reviewer - วิเคราะห์รายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
- Model builder - สร้างแบบจำลองทางการเงิน จากเอกสารบริษัทและบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์
- Market researcher - รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลตลาดเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน
- Valuation reviewer - ตรวจสอบการประเมินมูลค่าบริษัทหรือสินทรัพย์
- General ledger reconciler - ช่วยกระทบยอดบัญชีแยกประเภทในระบบบัญชี
- Month-end closer - ช่วยปิดบัญชีประจำเดือนขององค์กร
- Statement auditor - ตรวจสอบงบการเงินเพื่อหาความผิดปกติ
- KYC screener - ตรวจสอบตัวตนลูกค้า ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญด้านการป้องกันการฟอกเงิน
โจนาธาน เปโลซี (Jonathan Pelosi) หัวหน้าฝ่ายบริการทางการเงินของแอนโทรปิก อธิบายว่า เครื่องมือเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างความเร็วของการพัฒนาเอไอกับความสามารถของสถาบันการเงินในการนำเทคโนโลยีมาใช้จริง
เขาเปรียบเทียบว่า “นี่ไม่ใช่แค่การใช้เอไอเขียนอีเมลหรือทำวิจัยพื้นฐาน แต่เป็นระดับการสร้าง Pitchbook สำหรับธนาคารเพื่อการลงทุนเลยทีเดียว”
ภาคการเงินคือหนึ่งในตลาดหลักของแอนโทรปิก
สำหรับแอนโทรปิก ภาคการเงินถือเป็นหนึ่งในตลาดลูกค้าองค์กรที่สำคัญที่สุด บริษัทระบุว่า ธุรกิจการเงินเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้จากลูกค้าองค์กรมากเป็นอันดับสองของบริษัท รองจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และในบรรดาลูกค้ารายใหญ่ที่สุด 50 รายของบริษัท มีถึง 40% ที่อยู่ในภาคการเงิน
แอนโทรปิกเริ่มรุกตลาดนี้ตั้งแต่ปี 2568 ด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์มเฉพาะทางชื่อ Claude for Financial Services ลูกค้าของบริษัทในภาคการเงินมีทั้งสถาบันขนาดใหญ่ เช่น Goldman Sachs, Citadel, Citigroup และ AIG
ปัจจุบัน แอนโทรปิกมีลูกค้าธุรกิจมากกว่า 300,000 องค์กร ที่ใช้เทคโนโลยีของบริษัทเพื่อช่วยทำงานอัตโนมัติในส่วนต่างๆ ขององค์กร
นิโคลัส หลิน (Nicholas Lin) หัวหน้าผลิตภัณฑ์ด้านบริการทางการเงินของแอนโทรปิก กล่าวว่า อุตสาหกรรมการเงินถือเป็น “พิมพ์เขียวของงานความรู้” เพราะมีงานวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก และสามารถใช้เป็นตัวอย่างของการนำเอไอไปใช้ในงานลักษณะอื่นได้
เขาอธิบายว่า การใช้เอไอในงานการเงินกำลังตามหลังการใช้งานในด้านการเขียนโค้ดอยู่เพียงไม่กี่เดือน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเทคโนโลยีด้านนั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว
ดีลและพันธมิตรใหม่ในอุตสาหกรรมการเงิน
นอกจากการเปิดตัวเอไอเอเจนต์ทั้ง 10 ระบบแล้ว แอนโทรปิกยังประกาศความร่วมมือทางธุรกิจหลายรายการในสัปดาห์เดียวกัน หนึ่งในนั้นคือ การจัดตั้งกิจการร่วมค้า มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ร่วมกับบริษัทลงทุนขนาดใหญ่บนวอลล์สตรีท ได้แก่ Blackstone, Hellman & Friedman และ Goldman Sachs Group
กิจการร่วมค้านี้มีเป้าหมายในการนำเอไอของแอนโทรปิกไปขายให้กับบริษัทต่างๆ รวมถึงบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนร่วมลงทุนในกิจการเอกชน (Private equity)
อีกความร่วมมือหนึ่งคือ การจับมือกับ Fidelity National Information Services หรือ FIS เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้เอไอช่วยให้ธนาคารตรวจจับสัญญาณของการกระทำผิดทางการเงินในบัญชีลูกค้า เช่น การฟอกเงินหรือการฉ้อโกง
ขณะเดียวกัน แอนโทรปิกยังปรับปรุงให้เอไอของตนสามารถทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ธุรกิจอย่าง Microsoft 365 ได้ง่ายขึ้น ซึ่งรวมถึงโปรแกรมที่ใช้กันทั่วไปในองค์กร เช่น Excel, PowerPoint และ Outlook
บริษัทยังขยายความร่วมมือด้านข้อมูลกับแพลตฟอร์มข้อมูลการเงิน เช่น Dun & Bradstreet และ Moody’s เพื่อให้เอไอสามารถดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการวิเคราะห์ได้
หลังการประกาศดังกล่าว หุ้นของบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการเงินบางแห่งปรับตัวลดลง
เช่น FactSet ที่ลดลงสูงสุดกว่า 8% และ Morningstar ที่ลดลงมากกว่า 3% ขณะที่ S&P Global และ Moody’s ก็เผชิญแรงขายเช่นกัน
นักลงทุนบางส่วนมองว่า เอไออาจเข้ามาแข่งขันกับบริการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินที่บริษัทเหล่านี้ให้บริการอยู่
การแข่งขันกับโอเพนเอไอและแผนเข้าตลาดทุน
การเคลื่อนไหวของแอนโทรปิกเกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทเอไอหลายแห่งกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อขยายตลาดลูกค้าองค์กร
คู่แข่งสำคัญของบริษัทคือ โอเพนเอไอ (OpenAI) ผู้พัฒนา ChatGPT ซึ่งก็พยายามขยายตลาดในภาคการเงินเช่นกัน โดยมีลูกค้าธนาคาร เช่น BNY Mellon และ BBVA รวมถึงความร่วมมือกับบริษัทซอฟต์แวร์การเงินอย่าง Intuit
ทั้งแอนโทรปิกและโอเพนเอไอถูกคาดหมายว่าจะเดินหน้าสู่ การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะในอนาคตอันใกล้ ทำให้ทั้งสองบริษัทต้องแสดงให้เห็นว่าธุรกิจสามารถสร้างรายได้และขยายตลาดได้จริง
รายงานของบลูมเบิร์ก ระบุว่า แอนโทรปิกกำลังพิจารณาระดมทุนรอบใหม่ ซึ่งอาจทำให้มูลค่าบริษัทสูงกว่า 9 แสนล้านดอลลาร์
ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอนโทรปิก กล่าวว่า ปัญหาที่ทำให้การสร้างรายได้จากเอไอยังไม่เติบโตเร็วเท่าที่คาด ไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดของเทคโนโลยี แต่เป็นเพราะองค์กรขนาดใหญ่ยังใช้เวลาในการปรับตัว
เขากล่าวว่า เทคโนโลยีเอไอกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด แต่การนำเทคโนโลยีไปใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ต้องใช้เวลามากกว่า
วอลล์สตรีทเองก็แข่งกันนำเอไอมาใช้
ไม่ใช่แค่แอนโทรปิกที่รุกตลาดนี้ ธนาคารขนาดใหญ่เองก็เร่งนำเอไอมาใช้ภายในองค์กร JPMorgan, Goldman Sachs และ Morgan Stanley ต่างเปิดตัวผู้ช่วยเอไอภายในให้พนักงานจำนวนมากใช้งานแล้ว
เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเจพีมอร์แกน เปิดเผยว่าธนาคารมีหน่วยงานเฉพาะด้านเอไอ และมีการนำไปใช้จริงหลายร้อยรายการ ทั้งด้านความเสี่ยง การตรวจจับการฉ้อโกง การตลาด การออกแบบ การจดบันทึก และการตรวจสอบเอกสาร และนี่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
นอกจากธนาคารยักษ์ใหญ่แล้ว ยังมีสตาร์ตอัปที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ เช่น Rogo ซึ่งมีมูลค่าบริษัท 2 พันล้านดอลลาร์ ก่อตั้งโดยอดีตนายธนาคารเพื่อการลงทุน มีลูกค้ามากกว่า 250 ราย และ Hebbia ที่สร้างแพลตฟอร์มเอไอสำหรับนักการเงินและทนายความ ซึ่งสามารถประมวลผลข้อมูลหลายชุดพร้อมกันเพื่อสร้างการเปรียบเทียบบริษัทและร่างเอกสารที่ปกติต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน
ราฮุล เรขี (Rahul Rekhi) ประธานของ Rogo กล่าวว่า ไม่กังวลมากนักกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น เพราะเครื่องมือของ Rogo ไม่ผูกติดกับโมเดลเอไอใดโมเดลหนึ่ง และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการเงิน
“ยิ่งโมเดลดีขึ้น เรายิ่งทำอะไรได้มากขึ้นในแง่การเร่งและทำให้งานของบริษัทลงทุนและธนาคารเป็นอัตโนมัติ” ราฮุล กล่าว
สก็อตต์ ไคปเปอร์ (Scott Keipper) ผู้นำฝ่ายที่ปรึกษาเทคโนโลยีบริการทางการเงินของอีวาย ในภูมิภาคสหรัฐ มองว่า ในที่สุดจะเกิดการรวมตัวของผู้ให้บริการเอไอหลักไม่กี่ราย และความแตกต่างจะอยู่ที่ข้อมูลเฉพาะสาขา การออกแบบเวิร์กโฟลว์ การควบคุม รวมถึงความสามารถในการผสานรวมกับระบบที่มีอยู่เดิม และกรอบการกำกับดูแลของสถาบันการเงิน
ความกังวลเรื่องการจ้างงานและโมเดล Mythos
ความก้าวหน้าของเอไอในวอลล์สตรีทสร้างความกังวลในหมู่พนักงานเกี่ยวกับจำนวนตำแหน่งงาน แม้ธนาคารขนาดใหญ่ยังไม่ประกาศเลิกจ้างพนักงานจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับเอไอแต่ซีอีโอบางรายเปิดเผยว่ากำลังชะลอการรับสมัครพนักงานใหม่
ไดมอน กล่าวว่า เจพีมอร์แกนมีแผนการเปลี่ยนภารกิจขนาดใหญ่ สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเอไอ
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าจับตา คือ แอนโทรปิกได้ร่วมมือกับบริษัทและองค์กรราว 50 แห่ง รวมถึงธนาคารขนาดใหญ่ เพื่อทดสอบโมเดลเอไอรุ่นใหม่ที่ชื่อ Mythos โดยโมเดลนี้สร้างความกังวลทั้งในภาครัฐและเอกชน
เนื่องจากมีความสามารถในการอำนวยความสะดวกในการโจมตีทางไซเบอร์ ไดมอนแสดงการสนับสนุนการทยอยเปิดให้ใช้งาน Mythos อย่างระมัดระวัง โดยกล่าวว่า “ไม่ใช่แค่เรื่องของธนาคารขนาดใหญ่ แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทั้งหมด เพื่อให้เราเข้าใจความเสี่ยงที่เทคโนโลยีใหม่นี้อาจสร้างขึ้น”
อ้างอิง: bloomberg, business insider, wsj, anthropic

