ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ (7 พ.ค.) ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) มีมติเห็นชอบให้สำนักงาน กสทช. เร่งดำเนินการยื่นขอขยายระยะเวลาการ “พักใช้” คลื่นความถี่ในวงโคจรดาวเทียมตำแหน่ง 119.5 องศาตะวันออก ต่อสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ไอทียู ภายในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียสิทธิในการใช้ย่านความถี่ดังกล่าว หลังไม่สามารถจัดส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรได้ทันตามกรอบเวลาเดิม
รศ.ดร.สมภพ ภูวิกรัยพงศ์ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้ยื่นคำร้องต่อไอทียู เพื่อขอ “พักใช้” ความถี่ในวงโคจรดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2566-2569 เพื่อรอการนำส่งดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นทดแทนดาวเทียมเดิม
อย่างไรก็ตาม การส่งดาวเทียมล่าช้าในครั้งนี้ แม้อาจไม่กระทบต่อสิทธิการเข้าใช้วงโคจรของไทยโดยตรง แต่มีความเสี่ยงที่ไทยจะสูญเสียสิทธิการใช้ย่านความถี่ในตำแหน่งดังกล่าว หากไม่ดำเนินการตามเงื่อนไขของ ไอทียูภายในกำหนดเวลา
ด้วยเหตุนี้ บอร์ดกสทช. จึงเร่งให้สำนักงานจัดทำเอกสารชี้แจง พร้อมยื่นคำร้องขอขยายเวลาการพักใช้คลื่นความถี่ หรือ Suspension ให้ทันก่อนการประชุม Radio Regulations Board ของไอทียูซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน ถึง 3 กรกฎาคม 2569
รายงานข่าวระบุว่า การพิจารณาเรื่องดังกล่าวมีขึ้นอย่างเร่งด่วน หลังบริษัท สเปซเทค อินโนเวชั่น จำกัด (STI) บริษัทลูกของ บมจ.ไทยคม ยื่นหนังสือถึง กสทช. เพื่อขอขยายเวลาการนำส่งดาวเทียม “ไทยคม 9” ขึ้นสู่วงโคจร 119.5E
STI ชี้แจงว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากปัญหาการผลิตของบริษัท Astranis ผู้รับจ้างผลิตดาวเทียมจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ระหว่างการผลิตดาวเทียมล็อตเดียวกันจำนวน 5 ดวง แต่เกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจรในระบบเมนบอร์ดของดาวเทียมหนึ่งดวง ส่งผลให้ต้องตรวจสอบและสร้างระบบใหม่ทั้งหมด ทำให้กระบวนการผลิตล่าช้าเกินแผน
เดิมไทยคมวางแผนส่งดาวเทียมไทยคม 9 ซึ่งเป็นดาวเทียมขนาดเล็กและใช้ระยะเวลาสร้างสั้น ขึ้นทดแทนดาวเทียมไทยคม 4 หรือ ไอพีสตารื ที่กำลังจะหมดอายุการใช้งานในช่วงปี 2568-2569 ตามเงื่อนไขใบอนุญาตที่ กสทช. กำหนดไว้สำหรับผู้ได้รับสิทธิใช้วงโคจรชุดที่ 3 ตำแหน่ง 119.5 และ 120 องศาตะวันออก
เงื่อนไขดังกล่าวระบุให้ผู้รับใบอนุญาตต้องนำส่งดาวเทียมใหม่ขึ้นสู่วงโคจรภายใน 3 ปี นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาตในปี 2566 พร้อมวางหลักประกันการดำเนินงานไว้ต่อ กสทช.
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่เกิดขึ้น STI จึงขอเลื่อนกำหนดส่งดาวเทียมไทยคม 9 ออกไปเป็นวันที่ 30 กันยายน 2570 โดยอ้างว่าเป็นกรณี “เหตุสุดวิสัย” ที่เกิดจากผู้ผลิต
แหล่งข่าวจากที่ประชุมเปิดเผยว่า ประเด็นดังกล่าวสร้างการถกเถียงอย่างหนักภายในบอร์ด กสทช. เนื่องจากกำหนดส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 คือวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และกรรมการบางส่วนยังไม่เห็นตรงกันต่อการตีความคำว่าเหตุสุดวิสัย
โดยกรรมการบางรายมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างผลิตดาวเทียม ซึ่งอาจไม่ใช่เหตุให้ได้รับการยกเว้นตามเงื่อนไขใบอนุญาตที่ กสทช. กำหนดไว้
ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ชี้แจงว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาเหตุสุดวิสัยตามแนวปฏิบัติของไอทียู มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ เป็นเหตุที่อยู่นอกเหนือการควบคุม คาดการณ์ไม่ได้ ส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติตามภารกิจได้ และมีผลกระทบโดยตรง ซึ่งสำนักงานพิจารณาแล้วว่า กรณีของไทยคมเข้าข่ายดังกล่าว
แม้เช่นนั้น บอร์ดกสทช. ยังแสดงความกังวลและมีคำสั่งให้สำนักงานกลับไปทบทวนข้อกฎหมายเพิ่มเติม โดยเฉพาะการตีความคำว่าเหตุสุดวิสัย ทั้งตามกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังให้พิจารณามาตรการรองรับหากอนุญาตให้ STI ขยายเวลาถึงเดือนกันยายน 2570 แล้วไม่สามารถดำเนินการได้จริง ว่าจะต้องมีบทลงโทษอย่างไร รวมถึงการริบหลักประกันที่มีมูลค่าราว 109 ล้านบาทหรือไม่
อีกประเด็นสำคัญ คือ แผนดูแลลูกค้าเดิมของไทยคม หากไม่สามารถส่งดาวเทียมได้ทัน รวมถึงแนวทางจัดหาช่องสัญญาณรองรับภารกิจของภาครัฐที่ต้องใช้งานต่อเนื่อง
ดังนั้น ที่ประชุมจึงยังไม่มีมติอนุมัติหรือเห็นชอบให้ขยายเวลาส่งดาวเทียมไทยคม 9 ไปถึงปี 2570 ในทันที แต่ให้สำนักงาน กสทช. กลับไปจัดทำรายละเอียดทางกฎหมายเพิ่มเติม พร้อมร่างเงื่อนไขประกอบ ก่อนนำกลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้งในการประชุมวันที่ 12 พฤษภาคม 2569
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ กสทช. ยังรายงานต่อที่ประชุมว่า ปัจจุบันภาคเอกชนได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราว หาก กสทช. ดำเนินการริบหลักประกัน โดยขณะนี้ศาลอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาจาก กสทช.
ขณะเดียวกัน ดาวเทียมไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ ซึ่งให้บริการมาเป็นเวลานาน กำลังเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดภารกิจ และคาดว่าจะต้องออกจากวงโคจรภายในเดือนกรกฎาคมนี้ หลังใช้งานเกินอายุทางวิศวกรรมและเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงาน
ล่าสุด กสทช. ได้อนุมัติแผนสำรองให้ไทยคมเช่าใช้ช่องสัญญาณจากดาวเทียมสัญชาติเกาหลีใต้ หรือ KoreaSat เพื่อให้บริการลูกค้าในประเทศเป็นการชั่วคราว ระหว่างรอการส่งไทยคม 9 ขึ้นสู่วงโคจร
การเลือกใช้ดาวเทียมเกาหลีมีเหตุผลสำคัญจากการที่ตำแหน่งวงโคจรใกล้เคียงกับไทยคม 4 เดิม ทำให้ลูกค้าสามารถย้ายการใช้งานได้ต่อเนื่อง โดยแทบไม่ต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ภาคพื้นดินมากนัก
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้าเท่านั้น และเมื่อไทยคม 9 พร้อมให้บริการ ลูกค้าทั้งหมดจะถูกทยอยย้ายกลับเข้าสู่เครือข่ายดาวเทียมของไทยคมตามแผนเดิมต่อไป

