การเทขายหุ้นกลุ่ม SaaS ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนความกังวลของตลาดต่อ “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” จาก AI
แม้การตีความดังกล่าวอาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงบางส่วน แต่ก็เผยให้เห็นประเด็นสำคัญว่า ซอฟต์แวร์ระดับองค์กรกำลังมีบทบาทสำคัญมากกว่าที่เคย
คริสเตียน ไคลน์ ประธานกรรมการบริหาร เอสเอพี (SAP) มองว่า AI คือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่ยุคอินเทอร์เน็ต และเป็นแรงพลิกโฉมครั้งใหญ่ของซอฟต์แวร์องค์กร
ไม่ใช่เพราะ AI จะเข้ามาแทนที่ซอฟต์แวร์ แต่เพราะ AI ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากขาดซอฟต์แวร์ที่เชื่อมโยงกระบวนการทางธุรกิจ
ความก้าวหน้าด้านการให้เหตุผล การสร้างโค้ด และเอเจนต์อัตโนมัติ ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิด แต่กำลังเกิดขึ้นจริง และเริ่มส่งผลต่อโครงสร้างของหลายอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในตลาดที่มีการปรับตัวเร็วอย่างประเทศไทย
ข้อมูลจากเอสซีบี เอกซ์ และเทเลนอร์ระบุว่า ผู้บริโภคไทยมากกว่า 80% เคยใช้งาน AI แล้ว ขณะที่พนักงานราว 40% เริ่มนำ AI มาใช้ในการทำงาน
อย่างไรก็ตาม มีเพียงส่วนน้อยขององค์กรที่สามารถยกระดับการใช้งานไปสู่ระดับองค์กรได้อย่างเต็มรูปแบบ สะท้อนช่องว่างระหว่าง “การทดลองใช้” กับ “การสร้างมูลค่าทางธุรกิจจริง”
ไคลน์ระบุว่า AI กำลังสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในระดับตัวเลขสองหลัก ดีลคลาวด์ในไตรมาส 4 มากกว่า 2 ใน 3 มี AI เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ
ขณะที่ภาคการผลิตเริ่มใช้เอเจนต์ AI จัดการกระบวนการเสนอราคาโดยอัตโนมัติ ลดระยะเวลาได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนทีมที่ปรึกษาสามารถคืนเวลาได้ถึง 25% เพื่อนำไปโฟกัสงานที่สร้างมูลค่าสูงกว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้นจริง
มูลค่าที่แท้จริงอยู่ที่ไหน
ทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนผ่านของแพลตฟอร์มเทคโนโลยี มูลค่ามักเริ่มสะสมที่ชั้นล่างของระบบ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน พลังการประมวลผล หรือโมเดล เปรียบเสมือน “จอบและเสียม” ในยุคตื่นทอง
แต่เมื่อเทคโนโลยีเริ่มนิ่ง มูลค่าที่แท้จริงและยั่งยืนจะค่อย ๆ เคลื่อนขึ้นไปสู่ชั้นแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นจุดที่เทคโนโลยีถูกนำมาแปลงเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้
อินเทอร์เน็ตและคลาวด์เคยพิสูจน์รูปแบบนี้มาแล้ว และ AI ก็มีแนวโน้มจะเดินตามเส้นทางเดียวกัน ซอฟต์แวร์ไม่ได้กำลังเข้าสู่จุดสิ้นสุด แต่กำลังกลายเป็น “พลังพิเศษ” ที่ทำให้ AI ทำงานได้จริงในบริบทธุรกิจ
ในระดับภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเร่งลงทุนใน AI อย่างมีนัยสำคัญ โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีแรงขับเคลื่อนสูง ปัจจัยสำคัญมาจากนโยบายภาครัฐ เช่น แผน AI แห่งชาติ (พ.ศ. 2565–2570) ที่เน้นโครงสร้างพื้นฐาน จริยธรรม และการพัฒนาทักษะ
ขณะเดียวกัน การประเมินร่วมกับ UNESCO ยังสะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ แม้จะยังเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะการขาดแคลนบุคลากรทักษะขั้นสูง
ในภาพรวม เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยมีมูลค่าสูงถึง 4.44 ล้านล้านบาทในปี 2567 โดยมีภาครัฐเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งคลาวด์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และการนำ AI มาใช้ในบริการสาธารณะ
‘ข้อมูล’ ตัวแปรความสำเร็จ
แม้หลายองค์กรจะเริ่มทดลองใช้ AI แต่ความท้าทายสำคัญคือการเปลี่ยนจากโครงการทดลองให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่วัดผลได้ในระดับองค์กร ปัญหาหลักยังคงเป็นเรื่องเดิม ได้แก่ ข้อมูลที่กระจัดกระจาย ระบบที่แยกส่วน กระบวนการที่ไม่เชื่อมโยง และการกำกับดูแลที่ไม่สอดคล้องกัน
AI ที่สามารถใช้งานได้จริงต้องเข้าใจบริบทธุรกิจอย่างลึกซึ้ง และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ เช่น การเงิน การจัดซื้อ ซัพพลายเชน และการผลิต
หาก AI ทำงานบนข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ทันสมัย ความผิดพลาดอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจทางธุรกิจโดยที่องค์กรไม่ทันสังเกต
สิ่งนี้ทำให้เห็นชัดว่า AI ไม่ได้ลดบทบาทของซอฟต์แวร์ แต่กลับยิ่งเน้นย้ำความสำคัญของระบบที่เชื่อมโยงกระบวนการทั้งหมดเข้าด้วยกัน
อีกปัจจัยสำคัญคือ “เอเจนต์” และ “การกำกับดูแล” แม้การสร้างเอเจนต์จะทำได้ง่ายขึ้น แต่การนำไปใช้กับกระบวนการจริง เช่น ห่วงโซ่อุปทาน หรือการปิดงบการเงิน ยังคงมีความซับซ้อนสูง
ระบบกำกับดูแลจึงกลายเป็น “ผู้คุมประตู” ที่ตัดสินว่า AI จะได้รับความไว้วางใจหรือไม่ ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบความถูกต้อง การปฏิบัติตามกฎระเบียบ ไปจนถึงการตรวจสอบย้อนกลับ
เอเจนต์ที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง จำเป็นต้องมีองค์ประกอบหลัก 3 ประการ ได้แก่
- ความรู้เฉพาะทางในอุตสาหกรรม
- ข้อมูลธุรกิจที่ถูกต้องและเชื่อถือได้
- ระบบกำกับดูแลระดับองค์กรที่ชัดเจนและตรวจสอบได้
องค์ประกอบเหล่านี้คือเส้นแบ่งระหว่าง AI ที่ใช้งานได้จริง กับ AI ที่มีเพียงศักยภาพเชิงแนวคิด
อะไรเปลี่ยน และอะไรยังคงเดิม
AI จะทำให้การพัฒนาซอฟต์แวร์เร็วขึ้นและมีต้นทุนต่ำลง โมเดลภาษาจะกลายเป็นสินค้าที่เข้าถึงได้ทั่วไป รูปแบบการใช้งานจะเปลี่ยนจากผู้ใช้ไปสู่เอเจนต์ และอินเทอร์เฟซจะเปลี่ยนจากการคลิกเป็นการโต้ตอบ หน้าจอการใช้งานจะถูกสร้างขึ้นแบบไดนามิกตามบริบทของผู้ใช้ในแต่ละช่วงเวลา
อย่างไรก็ตาม ความต้องการระบบที่มีการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และมีการกำกับดูแลที่เข้มงวดกลับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นจุดแข็งของ SaaS
ดังนั้น เอเจนต์ AI จึงไม่ได้เข้ามาแทนที่ซอฟต์แวร์ระดับองค์กร แต่ต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์เพื่อให้ทำงานได้จริง
ผู้ชนะในยุค AI จะไม่ใช่ผู้ที่มีโมเดลเหนือกว่าเล็กน้อย แต่คือผู้ที่สร้างมูลค่าในชั้นแอปพลิเคชันได้สำเร็จ ผ่านความเข้าใจธุรกิจ การเชื่อมโยงระบบ และการกำกับดูแลที่พร้อมใช้งานจริง
ในตลาดอย่างประเทศไทย ซึ่งการใช้งาน AI เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่การบูรณาการในระดับองค์กรยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ความสามารถในการปิดช่องว่างนี้จะเป็นตัวกำหนดผู้ชนะ
ท้ายที่สุด ซอฟต์แวร์กำลังกลายเป็น “ระบบปฏิบัติการของความเชื่อมั่น” ในยุคของระบบอัตโนมัติ องค์กรที่เข้าใจสิ่งนี้จะสามารถใช้ AI สร้างผลลัพธ์จริง ขณะที่องค์กรที่ยังอยู่ในขั้นทดลองอาจยังไม่เห็นผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง
ซอฟต์แวร์จงเจริญ

