ชาร์ลส์ แรดคลิฟฟ์ (Charles Radclyffe) ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีจากเวลส์ ออกมาเตือนว่า รัฐบาลและนักการเมืองจำนวนมากยังไม่พร้อมรับมือผลกระทบของเอไอต่อโลกการทำงาน พร้อมเสนอแนวคิดให้เก็บภาษีจากการใช้เอไอและระบบอัตโนมัติในลักษณะ “ค่าแรงขั้นต่ำสำหรับหุ่นยนต์” เพื่อชะลอการแทนที่แรงงานมนุษย์
บีบีซีรายงานว่า แรดคลิฟฟ์เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีที่พัฒนาซอฟต์แวร์เอไอสำหรับทำงานเอกสารและงานสำนักงาน เช่น การกรอกฟอร์ม การจัดการข้อมูล และงานธุรการต่างๆ โดยระบบสามารถทำงานเหล่านี้ได้ภายในไม่กี่วินาที ซึ่งเร็วกว่ามนุษย์อย่างมาก และยังมีต้นทุนต่ำกว่า
“ทุกครั้งที่บริษัทของเราออกบิลเรียกเก็บค่าบริการเอไอ นั่นหมายถึง งานหนึ่งตำแหน่งถูกย้ายออกจากเศรษฐกิจมนุษย์ไปอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์” แรดคลิฟฟ์ กล่าวและอธิบายว่า ปัญหาคือ ผู้กำหนดนโยบายยังไม่เข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นเร็วเพียงใด และผลกระทบอาจรุนแรงมากกว่าที่คิด
งานจำนวนมากในสำนักงาน โดยเฉพาะงานกรอกข้อมูล งานจัดการสเปรดชีต และงานเอกสารซ้ำๆ เป็นงานที่เอไอทำได้ดีมาก ตัวอย่างเช่น งานกรอกข้อมูลบางประเภทที่มนุษย์อาจต้องใช้เวลาสองสัปดาห์ เอไอสามารถทำเสร็จได้ภายใน 20 วินาที
ในองค์กรขนาดใหญ่ เดิมอาจมีพนักงานทั้งแผนกรับผิดชอบงานลักษณะนี้ แต่เมื่อเอไอเข้ามา ระบบสามารถรับคำสั่งและประมวลผลงานจำนวนมากได้แทบจะทันที
แรดคลิฟฟ์มองว่า งานประเภทนี้เป็น “พื้นที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเอไอ” เพราะช่วยลดขั้นตอนการทำงานให้สั้นลงและลดต้นทุนได้มาก อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ ภาครัฐยังไม่มีแผนรองรับ หากสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นจริง
ข้อเสนอค่าแรงขั้นต่ำสำหรับหุ่นยนต์
แม้หลายบริษัทอาจยังไม่ได้ปลดพนักงานจำนวนมากในตอนนี้ แต่เขาระบุว่า หลายองค์กรเริ่ม “ลดการจ้างงานใหม่” เพราะเอไอสามารถเข้ามาทำงานแทนได้ และอาจนำไปสู่อนาคตที่คนบางส่วนตกงานระยะยาว หรืออาจไม่สามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อีก
ด้วยเหตุนี้ แรดคลิฟฟ์จึงเสนอแนวคิดเรื่อง “ภาษีเอไอ” หรือ “ค่าแรงขั้นต่ำสำหรับหุ่นยนต์” โดยมองว่า รัฐควรมีเครื่องมือบางอย่างเพื่อควบคุมความเร็วในการนำเอไอมาใช้ หากผลกระทบต่อแรงงานรุนแรงเกินไป
หากบริษัทต้องจ่ายต้นทุนบางส่วนสำหรับการใช้เอไอหรือแรงงานดิจิทัล ก็จะช่วยชะลอการเปลี่ยนผ่าน และทำให้การแข่งขันระหว่างมนุษย์กับระบบอัตโนมัติสมดุลมากขึ้น
แรดคลิฟฟ์ยังเตือนว่า หากไม่มีการเตรียมตัว พื้นที่อย่างเซาท์เวลส์อาจเผชิญการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจแบบเดียวกับยุคอุตสาหกรรมในอดีต ที่แรงงานจำนวนมากสูญเสียงาน โดยกลุ่มที่กำลังอยู่ในแนวหน้าของผลกระทบจากเอไอคือแรงงาน “ไวต์คอลลาร์” หรือพนักงานออฟฟิศ โดยเฉพาะในเมืองอย่างคาร์ดิฟฟ์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางงานบริการและงานธุรการ
ด้านกระทรวงการคลังของสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ว่า รัฐบาลต้องการให้แรงงานได้รับประโยชน์จากเอไอและกำลังจัดตั้งสถาบันเศรษฐศาสตร์เอไอ เพื่อศึกษาผลกระทบของเทคโนโลยีต่อเศรษฐกิจและแรงงาน รวมถึงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้รัฐบาลสามารถตอบสนองได้รวดเร็วเมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง
บริษัทผู้ผลิตในเวลส์: เอไอทำให้ผลผลิตเพิ่ม 20% โดยไม่ไล่คนออก
ขณะเดียวกัน หลายบริษัทเริ่มนำเอไอและระบบอัตโนมัติมาใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมแล้ว หนึ่งในนั้นคือ บริษัท British Rototherm ผู้ผลิตเซ็นเซอร์อุตสาหกรรมในเขตอุตสาหกรรมเคนฟิก ใกล้เมืองพอร์ตทัลบอต ประเทศเวลส์
โอลิเวอร์ คองเกอร์ (Oliver Conger) กรรมการผู้จัดการของบริษัทกล่าวว่า องค์กรเริ่มต้นจากการทดลองใช้เอไอในวงเล็ก ก่อนค่อยๆ ขยายการใช้งานทีละขั้น เมื่อพนักงานเริ่มมั่นใจในระบบมากขึ้น
บริษัทแห่งนี้ผลิตอุปกรณ์วัดอุณหภูมิ ความดัน ระดับ และการไหลของของเหลว โดยส่งออกสินค้าไปยังกว่า 90 ประเทศทั่วโลก
คองเกอร์ อธิบายว่า ปัจจุบันโรงงานของเขาเป็นเหมือน “โรงงาน Alien Dreadnought” ซึ่งเอไอและระบบอัตโนมัติทำงานร่วมกับมนุษย์อย่างใกล้ชิด
เขาระบุว่า ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ผลิตภาพของบริษัทเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% และยังคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม คองเกอร์ย้ำว่า เป้าหมายของบริษัทไม่ใช่การแทนที่คนงานทั้งหมด แต่เป็นการเปลี่ยนลักษณะงาน
“เราไม่ได้เรียกระบบเหล่านี้ว่า AI bots แต่เรียกว่า AI employees” เขากล่าว
คองเกอร์ อธิบายว่า เมื่อบางตำแหน่งงานถูกระบบอัตโนมัติทำแทน บริษัทก็พยายามพัฒนาทักษะใหม่ให้พนักงาน เพื่อย้ายไปทำงานด้านอื่นภายในองค์กรแทน
เมื่อถูกถามถึงแนวคิดการเก็บภาษีเอไอ เขามีท่าทีระมัดระวังกว่าผู้บริหารในอุตสาหกรรมบางคน โดยกล่าวว่า แม้จะเข้าใจว่ามีการถกเถียงเรื่องภาษีระบบอัตโนมัติ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะผลักดันเป็นนโยบาย เพราะเทคโนโลยียังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
“ตอนนี้ควรส่งเสริมให้เกิดการใช้งานก่อน” คองเกอร์ กล่าว และมองว่า สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลควรสนับสนุนการนำเอไอมาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ และช่วยให้ภาคการผลิตของเวลส์แข่งขันได้มากขึ้น
คองเกอร์ยังเชื่อว่า เอไอสามารถเปลี่ยนอุตสาหกรรมการผลิตของเวลส์ได้อย่างมากภายในสองถึงสามปีข้างหน้า แต่จำเป็นต้องมีการสนับสนุนทางการเมืองและนโยบายรองรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว
อ้างอิง: BBC

