การประชุมของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ชุดเดิม ที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภานัดหมายไว้ในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญขององค์กรกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของประเทศ หลังถูกจับตาว่าจะมีการพิจารณาและให้ความเห็นต่อข้อร้องเรียนเกี่ยวกับสถานะและคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ซึ่งเป็นประเด็นที่ค้างคามานานกว่า 2 ปี
อย่างไรก็ตาม ก่อนถึงวันประชุมกลับมีกระแสข่าวสะพัดถึงความพยายามทำให้การประชุมไม่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะการทำให้องค์ประชุมไม่ครบ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง อาจทำให้การวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติของประธาน กสทช. ต้องยืดเยื้อต่อไป และอาจกลายเป็นแรงกดดันทางกฎหมายและการเมืองที่ย้อนกลับไปถึงฝ่ายบริหารในที่สุด
แหล่งข่าวจากแวดวงรัฐสภา เปิดเผยว่า ในช่วงก่อนวันนัดประชุม มีข่าวลือเกี่ยวกับการพยายามกดดันกรรมการสรรหาบางรายไม่ให้เข้าร่วมประชุม โดยมีการกล่าวอ้างถึงการเสนอผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนสูง เพื่อแลกกับการไม่เข้าประชุม โดยเฉพาะกรรมการบางรายที่เกษียณอายุหรือพ้นจากตำแหน่งเดิมไปแล้ว เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. แล้ว
แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีการร้องเรียนต่อหน่วยงานตรวจสอบใด แต่กระแสข่าวดังกล่าวได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อการประชุมครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากกรรมการบางรายไม่เข้าร่วม จนอาจทำให้องค์ประชุมไม่ครบ ก็จะส่งผลให้กระบวนการพิจารณาข้อร้องเรียนไม่สามารถเดินหน้าต่อได้
อีกหนึ่งปมสำคัญที่กำลังถูกถกเถียง คือสถานะของคณะกรรมการสรรหาบางรายที่ได้รับแต่งตั้งในฐานะ “กรรมการโดยตำแหน่ง” หรือเป็นผู้แทนจากองค์กรอิสระและหน่วยงานรัฐในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งเดิม แต่ภายหลังได้เกษียณอายุหรือพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า บุคคลเหล่านี้ยังมีอำนาจเข้าร่วมประชุมและให้ความเห็นได้หรือไม่
คณะกรรมการสรรหา กสทช. ชุดดังกล่าว เป็นชุดเดียวกับที่ทำหน้าที่สรรหากรรมการ กสทช. เมื่อปี 2564 ประกอบด้วยตัวแทนจาก 7 องค์กรอิสระ ได้แก่ นายนภดล เทพพิทักษ์ ผู้แทนศาลรัฐธรรมนูญ นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ผู้แทนศาลฎีกา นายวิษณุ วรัญญู ผู้แทนศาลปกครองสูงสุด นายณรงค์ รัฐอมฤต ผู้แทนคณะกรรมการ ป.ป.ช. นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้แทนผู้ตรวจการแผ่นดิน และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะกรรมการโดยตำแหน่ง
ในกรณีของนายเศรษฐพุฒิ ซึ่งปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรีแล้ว มีการประเมินกันว่า ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน คือ นายวิทัย รัตนากร อาจต้องเข้าร่วมประชุมแทนในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน ตามแนวปฏิบัติเดียวกับการสรรหาบุคคลในองค์กรอิสระอื่นที่ผ่านมา
ด้านนักวิชาการกฎหมายบางส่วนมองว่า การเรียกประชุมคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมยังมีฐานกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน โดยอ้างถึงมาตรา 15/1 ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งบัญญัติว่า หากมีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครหรือผู้ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในการวินิจฉัย และให้คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุด
จึงมีการตีความว่า แม้คณะกรรมการสรรหาชุดดังกล่าวจะเสร็จสิ้นภารกิจไปแล้ว แต่หน้าที่ในการวินิจฉัยปัญหาคุณสมบัติที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการสรรหายังคงผูกพันอยู่ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้ความเห็นไว้
ขณะเดียวกัน ในหมายประชุมของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ยังไม่ได้กำหนดให้เป็น “วาระลับ” แต่อย่างใด ซึ่งหมายความว่าการลงมติหรือวินิจฉัยจะใช้วิธีลงคะแนนแบบเปิดเผยตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 15/1
อย่างไรก็ตาม ปมที่ถูกจับตามากที่สุดยังคงเป็นข้อกล่าวหาเรื่องคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการไอซีทีของวุฒิสภาชุดก่อน เคยตรวจสอบและมีข้อสังเกตว่าอาจเข้าข่ายขาดคุณสมบัติตามมาตรา 18 ของกฎหมาย กสทช.
สาระสำคัญของมาตรา 18 กำหนดว่า ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาจะต้องแสดงหลักฐานการลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพต่อประธานวุฒิสภาภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ก่อนนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้ง หากดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา จะถือว่า “สละสิทธิ” ในการเข้ารับตำแหน่ง และต้องเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ทั้งหมด อีกทั้งผู้ที่ถูกถือว่าสละสิทธิจะไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการสรรหาใหม่ได้ และให้ถือว่าไม่เคยดำรงตำแหน่งกรรมการมาก่อน
ประเด็นดังกล่าวจึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า หากในท้ายที่สุดมีการตีความว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติจริง จะส่งผลต่อมติหรือการใช้อำนาจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมาในฐานะกรรมการและประธาน กสทช. หรือไม่
นักกฎหมายอีกส่วนหนึ่งกลับมองต่างออกไป โดยเห็นว่า มาตรา 15/1 ใช้กับ “ผู้สมัคร” หรือ “ผู้ได้รับการคัดเลือก” ก่อนกระบวนการแต่งตั้งแล้วเสร็จเท่านั้น แต่ในกรณีของ นพ.สรณ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว จึงอาจไม่สามารถนำมาตรา 15/1 มาใช้ย้อนหลังได้
อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายกลุ่มนี้เห็นว่า คณะกรรมการสรรหายังสามารถให้ความเห็นเพื่อประกอบการวินิจฉัยของนายกรัฐมนตรีได้ ภายใต้มาตรา 20 ของกฎหมาย กสทช. โดยเฉพาะกรณีการกระทำที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 8 ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่าเข้าข่าย ก็จะมีผลให้พ้นจากตำแหน่งโดยผลของกฎหมายทันที
นอกจากนี้ ยังมีการอ้างถึงบทบาทของคณะกรรมาธิการไอซีที วุฒิสภาชุดก่อน ซึ่งได้รับมอบหมายจากประธานวุฒิสภาให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว โดยมีการมองว่า ข้อเท็จจริงที่กรรมาธิการตรวจสอบไว้ อาจมีผลผูกพันทางกฎหมายและสามารถใช้ประกอบการวินิจฉัยตามมาตรา 18 และมาตรา 20 ได้
แหล่งข่าวจากวงการกฎหมายประเมินว่า หากการประชุมวันที่ 8 พฤษภาคมไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ ปมคุณสมบัติของประธาน กสทช. จะยังคงค้างคาอยู่ต่อไป ซึ่งแรงกดดันอาจย้อนกลับไปยังนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และในฐานะผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งกรรมการ กสทช. ทั้ง 7 คน
เนื่องจากหากมีข้อเท็จจริงปรากฏชัดแล้วแต่ไม่มีการดำเนินการใด ๆ อาจถูกตีความได้ว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 รวมถึงอาจถูกตั้งคำถามเรื่องจริยธรรมร้ายแรงตามมาอีกด้วย
ท่ามกลางแรงกดดันทั้งทางกฎหมาย การเมือง และความชอบธรรมขององค์กรกำกับดูแลคลื่นความถี่ของประเทศ การประชุมวันที่ 8 พฤษภาคมนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการหารือข้อกฎหมายธรรมดา แต่กำลังถูกมองว่าอาจเป็น “จุดชี้ชะตา” ของทั้งประธาน กสทช. และฝ่ายบริหารในเวลาเดียวกัน

