สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA สะท้อนภาพรวมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในปี 2568 ว่า แม้จะมีการปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังอยู่ในระดับ “ผู้ตามดิจิทัล” โดยมีการใช้เทคโนโลยีเพียงบางส่วน และยังไม่สามารถสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน
นายมีธรรม ณ ระนอง รองผู้อำนวยการเอ็ตด้า กล่าวว่า ผลสำรวจดัชนีความพร้อมด้านดิจิทัลของเอสเอ็มอีไทย พบว่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 2.45 จาก 4.00 เพิ่มขึ้น 3.81% จากปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวก แต่ยังมีช่องว่างสำคัญ โดยเฉพาะการนำดิจิทัลไปใช้ในแกนธุรกิจ
โดยผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มใช้ดิจิทัลแล้ว แต่ยังใช้ในระดับพื้นฐาน เช่น การสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หรือระบบหน้าร้าน ขณะที่การนำข้อมูลมาวิเคราะห์ การปรับปรุงกระบวนการทำงาน หรือการวางกลยุทธ์ธุรกิจ ยังเกิดขึ้นไม่มาก ทั้งที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างการเติบโต
SME จำนวนไม่น้อยยังติดกับดักการตัดสินใจ ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร หรือเลือกใช้เทคโนโลยีแบบใดให้เหมาะสม หากสามารถเข้าไปช่วยปิดช่องว่างตรงนี้ได้ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมาก
สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 500 ล้านบาท
ด้วยเหตุนี้ เอ็ตด้าจึงเร่งขับเคลื่อนเชิงรุก ผ่านโครงการ “SMEs Growth 2026” ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยผนึกกำลังกับพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม เพื่อสร้างระบบสนับสนุนแบบครบวงจร
โครงการดังกล่าวขยายพื้นที่สู่ 16 จังหวัด ครอบคลุม 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยคัดเลือกจากศักยภาพทางเศรษฐกิจ ความพร้อมด้านดิจิทัล และโอกาสในการเติบโตของธุรกิจในพื้นที่โดยคาดหวังจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ราว 500 ล้านบาท จากที่ปี 2567 และ 2568 มีมูลค่ารวมกันอยู่ที่ 639 ล้านบาท
จากการลงพื้นที่ใน 4 ภูมิภาค ETDA พบว่า ผู้ประกอบการ SME ยังเผชิญข้อจำกัดด้านความรู้ ความมั่นใจ และการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุน ส่งผลให้การตัดสินใจนำเทคโนโลยีมาใช้ยังไม่เต็มที่
พร้อมกันนี้ ยังมุ่งเน้น 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ภาคการค้า ภาคบริการ และภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก หัวใจของโครงการคือการลงพื้นที่จริง ผ่านกิจกรรมโรดโชว์ เวิร์กช็อป และคลินิกให้คำปรึกษา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านดิจิทัล ควบคู่กับการนำเสนอเทคโนโลยีที่เหมาะสม รวมถึงการจับคู่ธุรกิจกับผู้ให้บริการดิจิทัล เพื่อให้เกิดการใช้งานจริง
ปูพรมเครื่องมือดิจิทัลช่วยผู้ประกอบการ
นายมีธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันตัวเลขของผู้ประกอบการ SME อยู่ที่ 3.3 ล้านราย โดยที่ผ่านมา เอ็ตด้าได้นำเครื่องมือสำคัญเข้ามาช่วยผู้ประกอบการ ทั้งระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ การยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเครื่องมือประเมินความพร้อมด้านดิจิทัลและความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์
เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นภาพชัดว่าธุรกิจของตนอยู่ในจุดใด และควรพัฒนาอย่างไรต่อไป ไม่ใช่เพียงแค่ทดลองใช้เทคโนโลยี แต่ต้องสามารถวัดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง
ในด้านการสนับสนุน พันธมิตรยังช่วยเติมเต็มในหลายมิติ ทั้งการสนับสนุนเงินลงทุนด้านดิจิทัล การให้เงินอุดหนุน การเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และกลไกค้ำประกันสินเชื่อ ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนของผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ รูปแบบการดำเนินงานเริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหาเชิงลึกในแต่ละพื้นที่ รับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการ ก่อนเข้าสู่กระบวนการประเมินศักยภาพธุรกิจ เพื่อให้รู้จุดแข็ง จุดอ่อน และแนวทางพัฒนาอย่างชัดเจน จากนั้นจึงถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกิจกรรมที่ออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ พร้อมสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงธุรกิจ และสนับสนุนให้เกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง
ชี้ต้นทุนพุ่งการใช้ดิจิทัลคือทางรอด
อย่างไรก็ตาม หลังจบโครงการ ETDA จะติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลกระทบทั้งด้านรายได้ ต้นทุน และประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมคัดเลือกกรณีศึกษาความสำเร็จเพื่อนำไปขยายผล
วันนี้เทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่แค่เครื่องมือเพื่อความอยู่รอด แต่เป็นเครื่องมือพื้นฐานของการเติบโตในระยะยาว ยิ่งในวันที่ต้นทุนสูงขึ้นและการแข่งขันรุนแรงขึ้น การใช้ดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพคือสิ่งจำเป็น
เขาย้ำว่า ETDA เชื่อมั่นในศักยภาพของเอสเอ็มอีไทย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากเอสเอ็มอีสามารถใช้ดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ จะไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจเติบโต แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพรวม และการขยายตัวของประเทศในระยะยาวได้อย่างแท้จริง


