“เสียวหมี่” เปิดรายงาน ESG ปี 2568 ชู “AI + ความยั่งยืน” ยกระดับจากผู้ผลิตสมาร์ตดีไวซ์ สู่โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีโลก
เสียวหมี่ คอร์ปอเรชัน เปิดรายงาน ESG ประจำปี 2568 ซึ่งนับเป็นฉบับที่ 8 ของบริษัท โดยชี้ให้เห็นการขยายบทบาทจากผู้ผลิตสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์อัจฉริยะ ไปสู่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ใช้ “AI + ความยั่งยืน” เป็นแกนหลักของการเติบโต
ภายใต้ระบบนิเวศ “Human × Car × Home” เสียวหมี่กำลังเชื่อมโยงสมาร์ตโฟน รถยนต์ไฟฟ้า บ้านอัจฉริยะ และบริการดิจิทัล โดยใช้ AI ความปลอดภัยข้อมูล และการดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเป็นองค์ประกอบสำคัญ
ครอบคลุมทั้งการลงทุนด้านเทคโนโลยี การกำกับดูแล AI การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การออกแบบผลิตภัณฑ์สีเขียว การขยายเศรษฐกิจหมุนเวียน และการลดคาร์บอนในกระบวนการผลิต ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ของบริษัทที่กำลังขยายจากผู้ผลิตสมาร์ตดีไวซ์ ไปสู่ผู้เล่นด้านเทคโนโลยีครบวงจรมากขึ้น
R&D และ AI เป็นแกนธุรกิจ
ปี 2568 เสียวหมี่ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) รวม 33.1 พันล้านหยวน และมีบุคลากร R&D จำนวน 25,457 คน คิดเป็น 45% ของพนักงานทั้งหมด บริษัทพัฒนา AI ในรูปแบบ “โมเดลพื้นฐาน + โมเดลต่อยอดตามสถานการณ์” เพื่อรองรับการใช้งานตั้งแต่สมาร์ตโฟน รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์ IoT ไปจนถึงบริการดิจิทัล
ปีที่ผ่านมา บริษัทเปิดตัวโมเดล AI ที่พัฒนาขึ้นเอง 3 รุ่น ได้แก่ Xiaomi MiMo-V2-Pro, Xiaomi MiMo-V2-Omni และ Xiaomi MiMo-V2-TTS สำหรับยุค Agentic AI
โดย MiMo-V2-Pro ขึ้นอันดับ 1 ด้านปริมาณการเรียกใช้งานรายสัปดาห์บน OpenRouter ภายในไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังเปิดตัว และได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับ 8 ของโลก และอันดับ 2 ของจีน บน Artificial Analysis Intelligence Index
ผลักดัน ‘Trustworthy AI’
เสียวหมี่ระบุว่าได้นำแนวทาง Ethical Guidelines for Trustworthy Artificial Intelligence ของสหภาพยุโรปมาใช้อ้างอิง พร้อมผลักดันแนวคิด “Trustworthy AI” เพื่อให้ AI ของบริษัทครอบคลุมทั้งด้านความเป็นธรรม ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว รองรับการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ AI ทั่วโลก
นอกจากนี้ ยังเน้นการยกระดับความปลอดภัยข้อมูล โดยได้รับมาตรฐาน ISO 27001 ครอบคลุมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเทคนิคทั้งหมด และ ISO 27701 สำหรับการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล
เสียวหมี่พัฒนาระบบ MiTEE ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการความปลอดภัยแบบแยกส่วน เพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อมูลชีวมิติ ข้อมูลชำระเงิน และกุญแจดิจิทัลสำหรับยานยนต์ ให้อยู่ภายในอุปกรณ์
สำหรับการเชื่อมต่อข้ามอุปกรณ์ บริษัทใช้ 4 หลักการหลัก ได้แก่ Authorization First, End-to-End & No Trace, Consistent Protection และ Secure Link เพื่อยกระดับมาตรฐานการปกป้องข้อมูลในระบบนิเวศทั้งหมด
โมเดล ‘AI + ESG’ ขยายสู่การผลิต
ด้านสิ่งแวดล้อม ใช้แนวคิด 3R ได้แก่ Reduce, Reuse และ Recycle ตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ สมาร์ตโฟนหลายรุ่น เช่น Xiaomi 15T Series และ REDMI K90 ใช้อะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% ในบางส่วน ขณะที่หัวชาร์จใช้พลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค 30%
รถยนต์ไฟฟ้า Xiaomi YU7 Series และ Xiaomi SU7 Series มีการใช้อะลูมิเนียมรีไซเคิล 14.2% และ 19% ตามลำดับ พร้อมเปิดตัวหัวชาร์จ 100W ที่ใช้พลังงานขณะสแตนด์บายต่ำเป็นพิเศษเพื่อลดการใช้ไฟฟ้า
ตลอดปี 2568 มีสมาร์ตโฟนมือสองมากกว่า 2 ล้านเครื่องเข้าสู่ระบบรีไซเคิลผ่านโครงการ Trade-in โดยปัจจุบันโครงการดังกล่าวครอบคลุมกว่า 24 ประเทศและภูมิภาค
ส่วนของโรงงานอัจฉริยะเสียวหมี่และโรงงาน Xiaomi EV ได้รับมาตรฐาน ISO 50001 ด้านการจัดการพลังงาน โดยโรงงาน EV ใช้ระบบ Regenerative Thermal Oxidizer (RTO) เพื่อบำบัดก๊าซไอเสียและกู้คืนพลังงานได้ 38,333 กิกะจูลต่อปี
เทคโนโลยี Xiaomi HyperCasting ยังช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ราว 1.82 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ขณะที่การปรับสัดส่วนโลจิสติกส์จากทางอากาศสู่ทางทะเลและราง ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ประมาณ 2,471 ตันในปีเดียว
ปี 2568 จัดหาพลังงานไฟฟ้าสีเขียวมากกว่า 40 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าจากปีก่อน และตั้งเป้าให้โรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ราว 15% ภายในปี 2569
ภาพรวมของรายงาน ESG ปี 2568 สะท้อนว่า เสียวหมี่กำลังขยายจากผู้ผลิตสมาร์ตดีไวซ์ ไปสู่การสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีที่เชื่อมโยง AI รถยนต์ไฟฟ้า บ้านอัจฉริยะ ความปลอดภัยข้อมูล และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน
การลงทุน R&D การพัฒนาโมเดล AI การกำกับดูแลข้อมูล การออกแบบผลิตภัณฑ์สีเขียว การขยายเศรษฐกิจหมุนเวียน และการลดคาร์บอนในกระบวนการผลิต ล้วนสะท้อนการใช้ “AI + ESG” เป็นกรอบหลักของธุรกิจ เพื่อขยายบทบาทบนเวทีเทคโนโลยีโลกในระยะต่อไป


