นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ย้ำว่า AI เป็น “หัวใจของการพัฒนาประเทศ” โดยรัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันให้การเข้าถึง AI กลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ลดช่องว่างทางดิจิทัล และสร้างโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ในการพัฒนาศักยภาพ
ทั้งนี้ กระทรวงดีอี และหน่วยงานในสังกัดอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “AI for All” วางรากฐานการพัฒนาคนไทยทั้งระบบ มุ่งยกระดับทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตั้งแต่ระดับเยาวชนไปจนถึงแรงงาน เพื่อรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต
โดยในปีที่ผ่านมา ดีอีได้ร่วมมือกับ Google Cloud ประเทศไทย เปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา อายุ 18 ปีขึ้นไป เข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับพรีเมียมฟรีเป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ การค้นคว้า และการพัฒนาทักษะ โดยมีแผนขยายสิทธิ์ไปยังประชาชนกว่า 5 ล้านคนในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม ควบคู่กับการเสริมสร้างทักษะคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจ เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพมนุษย์มากกว่าการทดแทน
สำหรับ AI กับยุทธศาสตร์ของไทยในปัจจุบันนั้น เขา เสริมว่า ในบริบทโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่ง AI ได้กลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของไทย โดยรัฐบาลได้กำหนดให้ AI เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศอย่างชัดเจน
ประการแรก AI ถูกบรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ไปจนถึงภาคบริการ เช่น การใช้ AI ในเกษตรแม่นยำ การผลิตอัจฉริยะ และการยกระดับบริการดิจิทัล
ประการที่สอง รัฐบาลได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้าน AI แห่งชาติ (National AI Action Plan) ตั้งแต่ปี 2565 โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง AI ในภูมิภาคอาเซียนภายในปี 2570 ครอบคลุมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การวิจัยและนวัตกรรม การสร้างบุคลากร และการวางกรอบจริยธรรมในการใช้งาน
ด้านการพัฒนากำลังคน มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อผลิตบุคลากรด้าน AI อย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดอบรมและยกระดับทักษะแรงงาน รวมถึงผู้ประกอบการ SME ให้สามารถประยุกต์ใช้ AI ในการดำเนินธุรกิจได้จริง
เขา เสริมว่า ในภาครัฐเอง หน่วยงานต่าง ๆ เริ่มนำ AI มาใช้ในการยกระดับการให้บริการประชาชน เช่น ระบบ Chatbot การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และระบบจราจรอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการเข้าถึงบริการ
อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลายยังมาพร้อมความท้าทาย ทั้งด้านความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยของข้อมูล และความเสี่ยงจากการใช้งานที่ไม่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลผ่านกฎหมายและมาตรการที่เหมาะสม
AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคถัดไป หากประเทศไทยสามารถวางยุทธศาสตร์ได้อย่างรอบด้าน ควบคู่กับการพัฒนาคนและการกำกับดูแลอย่างมีจริยธรรม ก็จะสามารถใช้ AI เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืนได้ในระยะยาว
ด้านดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าวว่า การพัฒนากำลังคนดิจิทัลของประเทศจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด “Digital Skill for All” ที่ครอบคลุมตั้งแต่ทักษะพื้นฐาน ไปจนถึงทักษะขั้นสูงและทักษะแห่งอนาคต โดยเฉพาะ AI ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก
แนวทางดังกล่าวถูกออกแบบให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก เยาวชน ครู บุคลากรทางการศึกษา ไปจนถึงแรงงาน ผ่านการสร้าง “Digital Talent Pipeline” เชื่อมโยงภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบอีโคซิสเต็ม เพื่อให้การพัฒนาทักษะตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานอย่างแท้จริง
หนึ่งในกลไกสำคัญคือโครงการ “Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future” ที่มุ่งปูพื้นฐานทักษะ Coding และ AI ให้กับเยาวชนไทยทั่วประเทศ ผ่านหลักสูตรออนไลน์มากกว่า 30 หลักสูตร ตั้งเป้าพัฒนาผู้เรียนไม่น้อยกว่า 15,000 คน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ตลอดจนกลุ่มครูและบุคลากรทางการศึกษา
ในระดับประถมศึกษา มุ่งเน้นการสร้างรากฐานการคิดอย่างเป็นระบบ ผ่านแนวคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) การเขียนโค้ดแบบ Block และการเริ่มต้นประยุกต์ใช้ AI ร่วมกับ IoT ผ่านการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง เพื่อเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ขณะที่ระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา เน้นต่อยอดสู่ทักษะเชิงลึก ทั้งการเขียนโปรแกรมภาษา C/C++ และ Python การพัฒนา AI และ Data Analytics รวมถึงการสร้างระบบอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี AIoT, Edge AI และ Robotics เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่สายอาชีพดิจิทัลโดยตรง
ส่วนครูและบุคลากรทางการศึกษา ดีป้ามุ่งยกระดับบทบาทสู่ “Innovation Mentor” โดยพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือ AI ในการออกแบบการเรียนการสอน การสร้างสื่อ การประเมินผล รวมถึงการโค้ชนักเรียนให้สามารถพัฒนาโครงงานนวัตกรรมได้จริง และวางกลยุทธ์ขับเคลื่อน AI ในระดับสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ
โดยผู้เรียนทุกระดับจะต้องผ่านการอบรมหลักสูตรบังคับและการทดสอบตามเกณฑ์ ก่อนเข้าสู่เวที Regional Coding & AI Competition ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพ ผ่านการผสานการเรียนรู้และการแข่งขัน โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างผลงานนวัตกรรมจากประสบการณ์จริง และต่อยอดสู่ระดับประเทศ เพื่อชิงทุนการศึกษาและทุนพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ รวมมูลค่ากว่า 27 ล้านบาท


