ช่วงที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังแข่งขันกันอย่างหนักเพื่อสร้างเอไอที่ทรงพลังมากขึ้น ภาพอีกด้านหนึ่งก็กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน นั่นคือ จำนวนพนักงานในบริษัทกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง
บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่หลายแห่งประกาศปลดพนักงานเป็นระลอก ขณะที่อีกด้านหนึ่งพวกเขากำลังทุ่มเงินมหาศาลเพื่อพัฒนาเอไอรุ่นใหม่ ตั้งแต่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ ระบบวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงผู้ช่วยอัตโนมัติที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ในหลายขั้นตอน
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ตลาดแรงงานพบว่า ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลกมีการเลิกจ้างพนักงานรวมกันหลายแสนตำแหน่ง ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัทเหล่านี้กลับเพิ่มงบลงทุนด้านเอไออย่างต่อเนื่อง
ภาพรวมวิกฤติแรงงานโลกปี 2569
เมตา (Meta) แจ้งกับพนักงานว่า ในวันที่ 20 พฤษภาคม บริษัทจะลดจำนวนบุคลากรลงประมาณ 10% หรือเกือบ 8,000 คน และยกเลิกตำแหน่งงานที่กำลังจะเปิดรับอีกประมาณ 6,000 ตำแหน่ง การตัดสินใจนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร
ขณะเดียวกัน ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ประกาศมาตรการที่ไม่เคยใช้มาก่อน โดยเปิดโครงการให้พนักงานอาวุโสสมัครใจลาออกพร้อมรับเงินชดเชย พนักงานในสหรัฐที่เข้าเงื่อนไขมีประมาณ 7% ของบริษัท หรือมากกว่า 8,000 คน
สแน็ป (Snap) บริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย Snapchat ประกาศลดพนักงานราว 16% ของกำลังแรงงาน หรือประมาณ 1,000 คน พร้อมกับยกเลิกตำแหน่งงานที่กำลังเปิดรับสมัครอีกอย่างน้อย 300 ตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนสนใจมากกว่านั้นคือข่าวจาก ไนกี้ (Nike) ซึ่งไม่ได้เป็นบริษัทเทคโนโลยีโดยตรง บริษัทประกาศปลดพนักงานอีกประมาณ 1,400 คน และตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่กลับอยู่ในฝ่ายเทคโนโลยีขององค์กร
นักวิเคราะห์มองว่าสัญญาณแบบนี้น่ากังวลยิ่งกว่าการปลดพนักงานในบริษัทเทคโนโลยีเอง เพราะมันสะท้อนว่าแรงสั่นสะเทือนจากเอไอไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เริ่มขยายไปสู่ธุรกิจประเภทอื่นด้วย
ข้อมูลจากเว็บไซต์ Layoffs.fyi ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงช่วงเวลาที่มีการรายงานข่าว มีพนักงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีถูกเลิกจ้างไปแล้วมากกว่า 92,000 คน และหากนับสะสมตั้งแต่ปี 2020 ตัวเลขรวมพุ่งสูงเกือบ 900,000 คน
การลงทุนใหม่ของบริษัทยักษ์ใหญ่
ขณะที่การปลดพนักงานยังดำเนินอยู่ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง อัลฟาเบต (Alphabet), อเมซอน (Amazon), เมตา และไมโครซอฟท์ ก็กำลังลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเอไอมหาศาล โดยรวมกันมีแผนใช้งบประมาณเกือบ 700,000 ล้านดอลลาร์ภายในปีนี้เพียงปีเดียว
แอนโทนี ทักเกิล (Anthony Tuggle) โค้ชผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำซึ่งเคยทำงานในสายเอไอ อธิบายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่ใช่เพียงการปรับตัวของตลาดแรงงานตามวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างของระบบการทำงาน
เขามองว่าโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระยะยาว ที่จะทำให้วิธีจัดระบบงาน การทำงานขององค์กร และรูปแบบการจ้างงานในแทบทุกอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปอย่างถาวร
เบื้องหลังของปรากฏการณ์นี้
นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่าไม่ได้เป็นเพียงการปรับลดต้นทุนในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีครั้งใหญ่
จากเดิมที่การขยายธุรกิจต้องอาศัยการจ้างวิศวกร โปรแกรมเมอร์ และทีมงานจำนวนมาก บริษัทจำนวนมากกำลังเปลี่ยนไปทุ่มงบประมาณให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอแทน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ชิปประมวลผลสำหรับฝึกโมเดล หรือระบบอัตโนมัติที่สามารถช่วยทำงานซ้ำๆ ได้อย่างรวดเร็ว
การเปลี่ยนทิศทางของเงินลงทุนในลักษณะนี้ทำให้บางตำแหน่งงานที่เคยจำเป็นในอดีตเริ่มถูกลดความสำคัญลง
ในหลายบริษัท เอไอเริ่มถูกนำมาใช้ทำงานที่เคยต้องใช้พนักงานจำนวนมาก เช่น การเขียนโค้ดเบื้องต้นผ่านเครื่องมืออย่าง GitHub Copilot การตอบคำถามลูกค้าผ่านแชตบอตอัตโนมัติ การวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ หรือการสร้างเนื้อหาทางการตลาดเบื้องต้น งานที่เคยต้องใช้ทีมงานขนาดใหญ่จึงสามารถทำได้รวดเร็วขึ้นด้วยระบบเอไอ ทำให้องค์กรบางแห่งเริ่มปรับโครงสร้างทีม โดยให้มนุษย์ทำหน้าที่ควบคุม ตรวจสอบ และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์มากขึ้น
งานที่กำลังอยู่ใน ‘พื้นที่เสี่ยง’
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าเอไอกำลังเข้าไปในโลกของการทำงานจริงในระดับใด แอนโทรปิก (Anthropic) เผยแพร่รายงานชื่อ Labor market impacts of AI: A new measure and early evidence ซึ่งใช้ข้อมูลการใช้งานจริงจากโมเดลเอไอของบริษัทที่ชื่อ Claude เพื่อดูว่าเอไอถูกนำไปช่วยทำงานอะไรในโลกการทำงานจริง แทนที่จะประเมินเพียงศักยภาพทางเทคนิคเหมือนงานวิจัยก่อนหน้า
จุดสำคัญของงานวิจัยนี้คือแนวคิดที่เรียกว่า “การได้รับผลกระทบที่สังเกตได้” ซึ่งเปรียบเทียบระหว่างความสามารถของเอไอในทางทฤษฎีกับการใช้งานจริงในสถานที่ทำงาน นักวิจัยพบว่า แม้เอไอจะมีศักยภาพสูงมากในการช่วยทำงานหลายประเภท แต่ในความเป็นจริงมนุษย์ยังใช้มันเพียงส่วนเล็กๆ ของสิ่งที่มันสามารถทำได้
ตัวอย่างเช่น ในงานด้านคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ เอไอมีศักยภาพที่จะช่วยทำงานได้ถึงประมาณ 94% ของงานทั้งหมด แต่จากข้อมูลการใช้งานจริง Claude ถูกใช้ในงานประเภทนี้เพียงประมาณ 33% เท่านั้น ขณะที่งานด้านธุรการและการบริหาร เอไอสามารถทำได้ในทางทฤษฎีถึงราว 90% ของงาน แต่การใช้งานจริงยังต่ำกว่านั้นมาก
ช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่เอไอทำได้” กับ “สิ่งที่เอไอถูกใช้ทำจริง” กลายเป็นประเด็นสำคัญของงานวิจัย นักวิจัยอธิบายว่า หากองค์กรต่างๆ เริ่มนำเอไอมาใช้เต็มศักยภาพ ช่องว่างนี้อาจค่อยๆ ลดลง และส่งผลให้การทำงานในหลายอาชีพเปลี่ยนไปอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม เอไอไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทุกอาชีพเท่ากัน งานที่ต้องอาศัยการทำงานทางกายภาพหรือการอยู่หน้างานจริงยังคงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด
ตัวอย่างเช่น อาชีพพ่อครัว ช่างซ่อม บาร์เทนเดอร์ หรือคนล้างจาน ซึ่งต้องใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายและการจัดการกับวัตถุในโลกจริง นักวิจัยประเมินว่าอาชีพลักษณะนี้คิดเป็นประมาณ 30% ของงานทั้งหมด และยังเป็นกลุ่มงานที่เอไอเข้าไปแทนที่ได้ยากในระยะสั้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงจากเอไอมากที่สุดกลับไม่ใช่แรงงานทักษะต่ำหรือคนงานในโรงงานอย่างที่หลายคนเคยคาดการณ์ แต่เป็นแรงงานที่ทำงานกับข้อมูลและคอมพิวเตอร์เป็นหลัก
งานวิจัยพบว่า อาชีพที่มีความเสี่ยงสูงมักเป็นกลุ่มแรงงานที่มีการศึกษาสูงและมีรายได้มากกว่าเฉลี่ย โดยมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้หญิงมากกว่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำประมาณ 16 จุดเปอร์เซ็นต์ มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าราว 47% และมีโอกาสที่จะจบการศึกษาระดับปริญญาโทหรือสูงกว่านั้นเกือบ 4 เท่า
อาชีพที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ โปรแกรมเมอร์คอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่บริการลูกค้า และพนักงานป้อนข้อมูล ซึ่งเป็นงานที่ส่วนใหญ่ดำเนินการผ่านคอมพิวเตอร์และเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลหรือข้อความ ขณะที่อาชีพอย่างพ่อครัวหรือช่างซ่อมรถกลับได้รับผลกระทบน้อยกว่า
ภาพรวมจากการศึกษาจึงสะท้อนแนวโน้มที่แตกต่างจากความเข้าใจเดิม เพราะแทนที่เอไอจะเริ่มแทนที่แรงงานในโรงงานก่อน เทคโนโลยีนี้กลับกำลังเข้าไปกระทบงานประเภท white-collar เช่น ทนายความ นักวิเคราะห์การเงิน และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพที่เคยถูกมองว่าอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยของตลาดแรงงาน
เสียงเตือนจากคนสร้างเอไอ
การถกเถียงเรื่องผลกระทบของเอไอต่อโลกแรงงานในช่วงหลังไม่ได้มาจากนักเศรษฐศาสตร์หรือสหภาพแรงงานเพียงฝ่ายเดียว แต่เริ่มมีเสียงเตือนที่ดังขึ้นจากผู้ที่อยู่ภายในอุตสาหกรรมเอไอเอง
ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอแอนโทรปิก เตือนว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เอไออาจทำให้งานระดับเริ่มต้นหายไปถึงครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะงานที่ต้องทำซ้ำๆ บนคอมพิวเตอร์ เช่น งานวิเคราะห์ข้อมูล งานเขียนรายงาน หรือการทำเอกสาร
ด้าน มุสตาฟา สุลาย์มาน (Mustafa Suleyman) หัวหน้าฝ่ายเอไอของไมโครซอฟท์ ประเมินว่าภายในช่วงประมาณ 12-18 เดือนข้างหน้า เอไอจะเริ่มเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ในงานวิชาชีพบางประเภทได้จริงในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนรายงาน หรือการจัดการข้อมูลจำนวนมาก
ในฝั่งนักลงทุนเทคโนโลยี วินอด โคสลา (Vinod Khosla) คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 เอไออาจแทนที่งานของมนุษย์ได้ถึง 80% ขณะเดียวกัน อีลอน มัสก์ (Elon Musk) มองไปไกลกว่านั้น โดยกล่าวว่าหากเอไอมีความสามารถสูงพอ การทำงานอาจกลายเป็นเพียงทางเลือกไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต
ทางฝั่งนักวิชาการ แดเนียล ร็อก (Daniel Rock) นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียกล่าวว่า “ผมยังไม่คิดว่าเอไอจะเปลี่ยนตลาดแรงงานอย่างรุนแรงในตอนนี้ แต่ผมคิดว่าสิ่งนั้นกำลังจะมา”
เสนอแนวคิดปฏิรูปโครงสร้างภาษี
ท่ามกลางความกังวลเหล่านี้ วิโนด โคสลา (Vinod Khosla) มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีและนักลงทุนรายแรกๆ ของโอเพนเอไอ (OpenAI) ออกมาเสนอแนวคิดปฏิรูปโครงสร้างภาษีของสหรัฐ โดยให้ยกเลิกการเก็บภาษีเงินได้ของรัฐบาลกลางสำหรับประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 ดอลลาร์ต่อปี พร้อมเพิ่มการเก็บภาษีจากกำไรการลงทุนแทน
“ถึงเวลาแล้วที่นักการเมืองต้องจัดการกับความกลัวของประชาชนเรื่องเอไอแย่งงาน” โคสลากล่าวระหว่างการเข้าร่วมเวทีเสวนา Hill and Valley Forum ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ก่อนจะให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับ Financial Times เกี่ยวกับข้อเสนอด้านภาษีและผลกระทบของเอไอต่อเศรษฐกิจ
หากปรับระบบภาษีในลักษณะนี้ โคสลาระบุว่าจะทำให้ชาวอเมริกันประมาณ 125 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่มีฐานะปานกลางหรือต่ำกว่า ไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้ของรัฐบาลกลางเลย โดยที่รายได้รวมของรัฐยังคงอยู่ในระดับเดิม เพราะเงินภาษีที่หายไปจะถูกทดแทนด้วยการเก็บภาษีจากกำไรการลงทุนที่เพิ่มขึ้น
กำไรจากการลงทุนคือรายได้ที่เกิดจากการขายสินทรัพย์ เช่น หุ้น กองทุน หรืออสังหาริมทรัพย์ในราคาที่สูงกว่าตอนซื้อ ปัจจุบันในสหรัฐ รายได้ประเภทนี้มักถูกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าภาษีเงินเดือนหรือค่าจ้าง ทำให้ผู้ที่มีรายได้จากการลงทุนจำนวนมากจ่ายภาษีในสัดส่วนที่ต่ำกว่าคนที่มีรายได้จากการทำงาน
โคสลาเห็นว่า ความไม่สมดุลนี้ยิ่งขยายตัวในยุคเอไอ เพราะเทคโนโลยีกำลังเร่งให้ความมั่งคั่งและอำนาจทางเศรษฐกิจเคลื่อนย้ายจากแรงงานไปสู่ผู้ถือทุน นักลงทุน และเจ้าของเทคโนโลยีมากขึ้น ดังนั้น การเก็บภาษีจากกำไรการลงทุนจึงเป็นวิธีหนึ่งในการทำให้ระบบเศรษฐกิจปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้
หันกลับมามองฝั่งไทย-เอเชีย
รายงานของ International Labour Organization ระบุว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานจำนวนมากมีลักษณะเป็นงานสำนักงาน งานบริการ และงานธุรการ ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพที่มีโอกาสถูกเอไอเข้ามาช่วยทำงานหรือแทนที่บางส่วนได้มากขึ้น โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูล การเขียนเอกสาร หรือการสื่อสารพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม องค์กรดังกล่าวชี้ว่าผลกระทบในภูมิภาคนี้มักจะมาในรูปแบบของ “การเปลี่ยนลักษณะงาน” มากกว่าการหายไปของงานทั้งหมด กล่าวคือ เอไอจะเข้ามาช่วยทำบางส่วนของงาน ทำให้บทบาทของมนุษย์เปลี่ยนไป แทนที่จะถูกแทนที่ทันที
ขณะที่การวิเคราะห์ของ Asian Development Bank มองว่า ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย อาจเผชิญความท้าทายสำคัญจาก “ช่องว่างทักษะ” เพราะแม้เอไอจะช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจได้ แต่แรงงานจำนวนมากยังขาดทักษะดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับงานยุคใหม่ หากไม่มีการลงทุนด้านการศึกษาและการฝึกทักษะเพิ่มเติม การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำในตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น
ในกรณีของประเทศไทย นักวิจัยจาก Thailand Development Research Institute หรือ TDRI เคยประเมินว่า งานในภาคบริการ การเงิน งานธุรการ และงานด้านเอกสาร มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากระบบอัตโนมัติและเอไอมากกว่างานที่ต้องใช้ทักษะทางกายภาพหรือการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนโดยตรง
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น data analytics วิศวกรรมซอฟต์แวร์ และงานด้านเอไอ กำลังกลายเป็นแหล่งงานสำคัญในอนาคต แต่จำนวนบุคลากรที่มีทักษะเหล่านี้ยังมีไม่มากเมื่อเทียบกับความต้องการของตลาด
การเกิดขึ้นของงานใหม่
การเติบโตของอุตสาหกรรมเอไอไม่ได้มีเพียงด้านที่ทำให้บางตำแหน่งงานลดลงเท่านั้น แต่ยังสร้างความต้องการแรงงานรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจากรายงานตลาดแรงงานด้านเทคโนโลยีในปี 2568 ระบุว่า “วิศวกรเอไอ” กลายเป็นหนึ่งในตำแหน่งงานที่เติบโตเร็วที่สุดในหลายประเทศ แม้ภาพรวมการจ้างงานด้านเทคโนโลยีบางส่วนจะชะลอตัวลงก็ตาม
ในระดับภูมิภาคเอเชีย ความต้องการบุคลากรด้านเอไอยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้น รายงานการสำรวจของ ManpowerGroup ในปี 2569 พบว่า 71% ของนายจ้างในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลางกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ โดยเฉพาะทักษะด้านการพัฒนาและการประยุกต์ใช้โมเดลเอไอ ซึ่งถูกจัดให้เป็นหนึ่งในทักษะที่หาได้ยากที่สุดในตลาดแรงงานปัจจุบัน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อินเดีย ซึ่งมีการจ้างงานด้านวิศวกรรมเอไอเพิ่มขึ้นเกือบ 60% เมื่อเทียบรายปี ตามข้อมูลจากแพลตฟอร์มอาชีพ LinkedIn
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง บริษัท 46% เริ่มขยายการใช้เอไอในระดับองค์กรแล้ว แต่หลายองค์กรยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ คือการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเอไอและข้อมูล ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ชะลอการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในภาคธุรกิจ
ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดแรงงานจึงมองว่า การเปลี่ยนแปลงจากเอไออาจไม่ได้หมายถึง “การหายไปของงาน” เพียงอย่างเดียว แต่คือการปรับโครงสร้างของงานและทักษะในระบบเศรษฐกิจ โดยตำแหน่งงานบางประเภทอาจลดลง ขณะที่ตำแหน่งงานใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ดูแล และกำกับการทำงานของระบบเอไอกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตลาดแรงงานจะปรับตัวทันเอไอหรือไม่?
ประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากกำลังถกเถียงกันในเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่คำถามว่าเอไอจะทำให้งานบางประเภทหายไปหรือไม่ เพราะแทบทุกฝ่ายยอมรับแล้วว่าเทคโนโลยีใหม่ย่อมเข้ามาแทนที่งานบางรูปแบบเสมอ สิ่งที่เป็นประเด็นจริงๆ คือ “ความเร็วของการเปลี่ยนแปลง”
หากการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตลาดแรงงานก็ยังมีเวลาปรับตัว คนสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ เปลี่ยนสายงาน หรือค่อยๆ เคลื่อนย้ายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นได้ แต่หากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่ปี แรงงานจำนวนมากอาจไม่มีเวลาปรับตัวทัน
มาร์ธา กิมเบล (Martha Gimbel) นักเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการของ Yale Budget Lab อธิบายว่า ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือแรงกระแทกที่เกิดขึ้นกับตลาดแรงงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน
“คำถามสำคัญคือ เมื่อเกิดแรงกระแทกจากเทคโนโลยีใหม่ การเปลี่ยนผ่านนั้นจะเจ็บปวดแค่ไหน” เธอระบุ
พร้อมอธิบายว่า เพราะในทางประวัติศาสตร์ เทคโนโลยีใหม่แทบทุกยุค ตั้งแต่เครื่องจักรในยุคอุตสาหกรรม ไปจนถึงคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ล้วนทำให้บางอาชีพหายไป แต่ขณะเดียวกันก็สร้างงานรูปแบบใหม่ขึ้นมาเช่นกัน ปัญหาคือจังหวะเวลาระหว่างงานที่หายไปกับงานใหม่ที่เกิดขึ้นมักไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ
ด้วยเหตุนี้ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งจึงเริ่มเรียกร้องให้รัฐบาลในหลายประเทศเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากเอไออย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงระบบประกันการว่างงานให้รองรับการเปลี่ยนอาชีพในระยะยาวมากขึ้น
การลงทุนในโครงการ reskill และ upskill เพื่อให้แรงงานสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการออกนโยบายช่วยเหลือแรงงานที่ต้องย้ายจากอุตสาหกรรมเดิมไปสู่งานรูปแบบใหม่
นักวิจัยบางคนยังเสนอว่า รัฐอาจต้องมีบทบาทมากขึ้นในการช่วยจัดการช่วงรอยต่อของตลาดแรงงาน เพราะหากปล่อยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นโดยไม่มีระบบรองรับ ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญในยุคเอไออาจไม่ใช่เพียงว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนโลกการทำงานหรือไม่ เพราะแนวโน้มดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นแล้ว แต่คือการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นเร็วเพียงใด และสังคมจะสามารถเตรียมตัวรับมือกับมันได้ทันหรือไม่ หากเอไอสามารถทำงานที่เคยต้องใช้มนุษย์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงแต่รูปแบบของงานเท่านั้นที่อาจเปลี่ยนไป แต่โครงสร้างของการจ้างงาน
รวมถึงความหมายของคำว่า “อาชีพ” ในโลกสมัยใหม่ ก็อาจกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
อ้างอิง: CNBC Fortune New York Times Morgan Stanley และ Business Times


