ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนโฉมภูมิทัศน์เทคโนโลยีโลก คำว่า Sovereign AI หรือ อธิปไตย AI กำลังขยับจากประเด็นเชิงนโยบาย ไปสู่ “วาระเร่งด่วน” และจะมีผลโดยตรงต่อทิศทางขององค์กรทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นคำถามเชิงกลยุทธ์ว่าใครคือ ผู้คุมอนาคตดิจิทัลขององค์กรกันแน่
เรื่องนี้ จูฮี แมคคลีแลนด์ Managing Partner ของไอบีเอ็ม คอนซัลติง ประจำภูมิภาพเอเชียแปซิฟิก ได้เน้นย้ำกับกรุงเทพธุรกิจ อย่างชัดเจนว่า วันนี้ อธิปไตย AI หรือความสามารถขององค์กรในการใช้เทคโนโลยีภายใต้เงื่อนไขของตัวเอง ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน
อธิปไตย AI ไม่ใช่การแยกตัวออกจากโลก แต่คือ อิสระในการเลือก เลือกได้ว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไร ย้ายเมื่อไหร่ เปลี่ยนผู้ให้บริการได้หรือไม่ และรู้ว่าใครเข้าถึงข้อมูลอะไรได้บ้าง
เรื่องนี้จะยิ่งทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ในโลกเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และในโลกธุรกิจที่องค์กรเองก็ยังต้องเดินหน้าเร่งสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
‘ความสะดวก’ อาจกลายเป็น ‘ข้อจำกัด’
จูฮี ย้ำว่า สาเหตุที่เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะเมื่อองค์กรหรือเศรษฐกิจพึ่งพาเทคโนโลยีของผู้อื่นอย่างเต็มรูปแบบ ต้นทุนในการเปลี่ยนแปลงภายหลังจะสูงมาก ความพึ่งพาจะค่อยๆ ฝังรากลึก และเมื่อรู้ตัวอีกที ทางเลือกในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสถาปัตยกรรมไอทีในภายหลังก็อาจแทบไม่เหลือแล้ว
ในอดีต การเลือกแพลตฟอร์มอาจเป็นเพียงการตัดสินใจด้าน IT แต่ในวันนี้ มันคือการวาง “โครงสร้างการพึ่งพา” ระยะยาว โดยความเสี่ยงของการสูญเสียอำนาจควบคุมไม่ได้เกิดขึ้นทันที สิ่งที่ดูเหมือน “เร็วและง่าย” ในวันนี้ อาจกลายเป็น “การถูกล็อกอินเชิงโครงสร้าง” ที่ยากจะหลุดพ้นในอนาคต
เมื่อถามถึงแนวคิดที่ว่าเทคโนโลยีมีความสำคัญไม่แพ้เรื่องการเงินหรือความมั่นคงของประเทศ ดังที่ อาร์วินด์ กฤษณะ ซีอีโอของไอบีเอ็ม ได้เคยกล่าวไว้ จูฮีขยายความว่าเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญของบอร์ดบริหารและภาครัฐ-กระทรวงต่างๆ ความมั่นคงคือ สิ่งที่ปกป้องประเทศ
ขณะที่การเงินขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็น “ตัวคูณ” ของทุกภาคส่วน ทั้งการเงิน การดูแลสุขภาพ หรือความมั่นคงของประเทศ เป็นตัวเร่งที่ทำให้ทุกภาคส่วนเดินหน้าได้เร็วขึ้น
ฉะนั้น “ถ้าระบบสำคัญทั้งหมดขององค์กรรันอยู่บนแพลตฟอร์มคลาวด์ ระบบปฏิบัติการ หรือ AI ที่ถูกควบคุมจากภายนอก นั่นไม่ใช่อธิปไตย เพราะเป็นแค่ “สัญญาบริการ” ที่วันหนึ่งอาจถูกแทรกแซง ยกเลิก หรือปรับเปลี่ยนได้
ในบริบทนี้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “เรามีเทคโนโลยีหรือไม่” แต่คือ “เราควบคุมมันได้มากแค่ไหน”
อธิปไตย AI ไม่ใช่การทำทุกอย่างเอง
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อย คือ การมองว่าอธิปไตย AI หมายถึงการสร้างทุกอย่างขึ้นเองภายในประเทศหรือองค์กร หรือปิดกั้นเทคโนโลยีจากโลกภายนอก ซึ่งเรื่องนี้จูฮี อธิบายว่าการมองแบบนั้นจะยิ่งทำให้องค์กรเสียเปรียบ
เพราะอธิปไตย AI ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธเทคโนโลยีระดับโลก แต่คือ การมี “การควบคุมเชิงกลยุทธ์” คือ ไม่มีใครปิดระบบคุณได้ ไม่มีใครแทรกแซง หรือทำให้ระบบคุณล่มได้
องค์กรยังใช้คลาวด์ระดับโลกได้ตามปกติ แต่ระบบสำคัญหลายส่วนต้องอาศัย AI และโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่อยู่ในประเทศ และต้องอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรเอง เป้าหมายไม่ใช่การแทนที่ แต่คือ การมี “อิสระในการเลือกใช้” ภายใต้ความปลอดภัย กฎข้อบังคับที่กำกับดูแล และอธิปไตยด้านเทคโนโลยี
ช่องว่าง ‘ความเข้าใจ’ กับ ‘การลงมือทำ’
การ์ทเนอร์คาดว่าภายในปี 2571 ราว 65% ของรัฐบาลทั่วโลกจะออกข้อกำหนดด้านอธิปไตยเทคโนโลยี แต่คำถามคือ องค์กรในเอเชียรวมถึงไทยเองพร้อมแค่ไหน
เรื่องนี้ จูฮี มองว่าหลายองค์กร “เข้าใจ” แต่ยังไม่ได้เดินหน้าสู่ “การลงมือทำ” ต่างทราบดีว่าผู้ที่จะได้เปรียบในยุค AI คือ ผู้ที่สามารถนำข้อมูลภายในองค์กรมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทว่า วันนี้ข้อมูลขององค์กรกว่า 99% ยังไม่ถูกนำมาใช้ และการนำข้อมูลสำคัญเหล่านี้มาใช้จำเป็นต้องอาศัยระบบที่ทั้งยืดหยุ่น และปลอดภัยควบคุมได้
“หากไม่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการนำข้อมูลที่มีค่ามหาศาลมาใช้ ข้อมูลรั่วครั้งเดียวอาจกระทบต่อชื่อเสียงองค์กรหลายปี ดังนั้นองค์กรที่เริ่มวางรากฐานการกำกับดูแล AI ตั้งแต่วันนี้ จะได้เปรียบกว่าในระยะยาว”
เป็น ‘ผู้ควบคุม’ หรือ ‘ผู้ถูกควบคุม’
สำหรับผู้นำองค์กร คำถามเรื่องอธิปไตย AI ไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่ต้องเป็นการตัดสินใจเชิงปฏิบัติที่ชัดเจน โดยมีสามแกนหลักสำคัญคือ ข้อแรก องค์กรต้องเลือกแล้วว่าจะใช้หลายแพลตฟอร์ม (hybrid) ร่วมกันเพื่อรักษาทางเลือก หรือผูกกับผู้ให้บริการรายเดียว (single vendor)
สอง จะเป็นผู้ร่วมกำหนดมาตรฐาน AI ข้อมูล และโปรโตคอลเน็ตเวิร์ค รวมถึงอีโคซิสเต็มของตน และหรือจะเป็นเพียงผู้ที่ยอมรับมาตรฐานที่ผู้อื่นกำหนด และใช้ระบบของผู้อื่นต่อไป สุดท้าย จะเลือกลงทุนเพื่อสร้างทักษะ และศักยภาพในระยะยาว หรือจะเป็นแค่ผู้ใช้เทคโนโลยี และพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอกต่อไป
“อธิปไตย AI ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการมีดาต้าเซนเตอร์ แต่คือ การสร้าง ‘คน’ และ ‘ความรู้ ความสามารถ’ ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะขององค์กรเองด้วย”
รากฐาน ‘ความเชื่อมั่น–การเติบโต’
สำหรับการที่ประเทศไทยตั้งเป้าสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค พร้อมเม็ดเงินการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการแข่งขันในระยะยาว
จูฮีมองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพ แต่โครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียวไม่พอ เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดวิสัยทัศน์ คือ การลงทุนที่เสี่ยง สิ่งที่จำเป็นคือ การออกแบบระบบให้มี “ทางเลือก” และ “ความสามารถการควบคุม” อยู่ในตัวตั้งแต่แรก ไม่ใช่การย้อนกลับมาแก้ไขภายหลัง ซึ่งมักมีต้นทุนสูงกว่าอย่างมาก องค์กรต้องลงทุนใน “ความสามารถ” ไม่ใช่แค่ลงทุนระบบ
“อธิปไตย AI ไม่ใช่แค่เรื่องของ compliance แต่คือ รากฐานเชิงกลยุทธ์ ผู้นำที่จะกำหนดอนาคตของไทย และเอเชีย คือ คนที่มองเรื่องนี้เป็นรากฐานของความเชื่อมั่น ความยืดหยุ่นพร้อมปรับตัว และการเติบโต”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





