การแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ในวันที่ 19 เมษายน กลายเป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก
เมื่อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สีแดงชื่อ “ไลท์นิง” (Lightning) วิ่งระยะทาง 21 กิโลเมตรเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 50 นาที 26 วินาที ซึ่งเร็วกว่าเวลาสถิติโลกของมนุษย์ที่ เจคอบ คิปลิโม (Jacob Kiplimo) นักวิ่งชาวยูกันดาทำไว้ 57 นาที 20 วินาที ในการแข่งขันที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส เมื่อเดือนมีนาคม
ไลท์นิงพัฒนาโดย ออเนอร์ (Honor) แบรนด์สมาร์ตโฟนสัญชาติจีนที่แยกตัวออกมาจากบริษัท หัวเว่ย (Huawei) หุ่นยนต์มีความสูงประมาณ 165 เซนติเมตร ออกแบบโครงสร้างโดยอิงสัดส่วนของนักกีฬามนุษย์ โดยเฉพาะช่วงขาที่มีความยาวถึง 90-95 เซนติเมตร เพื่อจำลองสรีระของนักวิ่งระดับโลก
ระบบข้อต่อของหุ่นยนต์ติดตั้งระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว ซึ่งดัดแปลงมาจากเทคโนโลยีในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค เช่น สมาร์ตโฟน โดย ดู เสี่ยวตี้ (Du Xiaodi) วิศวกรฝ่ายพัฒนาการทดสอบของออเนอร์ เปิดเผยว่าระบบนี้พัฒนาขึ้นโดยทีมวิศวกรของบริษัทเป็นหลัก และใช้เวลาพัฒนาหุ่นยนต์ตัวนี้ทั้งหมดประมาณหนึ่งปี
บรรยากาศการแข่งขัน
การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นในเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีปักกิ่ง หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ปักกิ่ง อี-ทาวน์” มีหุ่นยนต์เข้าร่วมวิ่งมากกว่า 300 ตัว ขณะที่นักวิ่งมนุษย์กว่า 12,000 คนเข้าร่วมแข่งขันในเส้นทางคู่ขนาน โดยทั้งสองกลุ่มวิ่งแยกเลนกันเพื่อป้องกันการชนกัน
ในจำนวนหุ่นยนต์ทั้งหมด ประมาณ 40% ใช้ระบบนำทางอัตโนมัติโดยไม่มีมนุษย์ควบคุม ส่วนที่เหลือถูกบังคับด้วยรีโมตคอนโทรล
ทั้งนี้ ตามกติกาการให้คะแนนของการแข่งขัน หุ่นยนต์ที่จะได้รับตำแหน่งชนะเลิศอย่างเป็นทางการต้องเป็นหุ่นยนต์ที่ใช้ระบบนำทางอัตโนมัติเท่านั้น แม้ว่าหุ่นยนต์อีกตัวของออเนอร์ที่ควบคุมด้วยรีโมตจะข้ามเส้นชัยก่อนด้วยเวลา 48 นาที 19 วินาทีก็ตาม
อันดับที่สองและสามก็เป็นหุ่นยนต์ของออเนอร์เช่นกัน และใช้ระบบนำทางอัตโนมัติทั้งคู่ โดยทำเวลาได้ประมาณ 51 นาที และ 53 นาทีตามลำดับ
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีหุ่นยนต์อีกตัวทำหน้าที่เป็น “เจ้าหน้าที่จราจร” คอยกำกับผู้เข้าแข่งขันด้วยท่าทางของแขนและเสียง
เหตุการณ์สะดุดระหว่างทาง
แม้การแข่งขันจะดำเนินไปจนจบ แต่ระหว่างทางก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นหลายครั้ง หุ่นยนต์บางตัวล้มตั้งแต่จุดสตาร์ต บางตัวชนแบริเออร์ระหว่างเส้นทาง แม้แต่ไลท์นิงเองก็ยังชนแบริเออร์และล้มในช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนที่เจ้าหน้าที่มนุษย์จะเข้าช่วยพยุงให้ลุกขึ้น จากนั้นหุ่นยนต์ก็เหวี่ยงแขนสั้นๆ เพื่อปรับสมดุล แล้ววิ่งต่อจนข้ามเส้นชัยได้สำเร็จ
ภาพที่ปรากฏบริเวณเส้นชัยแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างสองฝ่ายอย่างชัดเจน นักวิ่งมนุษย์จำนวนมากเข้าเส้นชัยด้วยอาการเหนื่อยล้า ใบหน้าแดงก่ำ บางคนห่มผ้าฟอยล์กันความหนาว ในขณะที่หุ่นยนต์ยังคงยืนตัวตรงโดยไม่มีสัญญาณของความอ่อนล้าใดๆ
เทียบกับปีที่แล้ว พัฒนาไปมากแค่ไหน
การแข่งขันปีนี้ถือเป็นความก้าวหน้าที่เห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการจัดการแข่งขันประเภทนี้ ในครั้งนั้นหุ่นยนต์ที่ชนะใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง 40 นาที 42 วินาที และหุ่นยนต์ส่วนใหญ่ไม่สามารถวิ่งครบระยะทางได้เลย
ปีนี้หุ่นยนต์หลายตัวทำเวลาได้เร็วกว่านักกีฬามนุษย์มืออาชีพ และเกือบครึ่งหนึ่งวิ่งด้วยระบบนำทางอัตโนมัติโดยไม่ต้องมีมนุษย์บังคับ
นักวิชาการมองอย่างไร
อลัน เฟิร์น (Alan Fern) ศาสตราจารย์ด้านหุ่นยนต์จากมหาวิทยาลัยรัฐออริกอน มองว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบนิเวศอุตสาหกรรมการผลิตหุ่นยนต์ในจีน มากกว่าจะเป็นหลักฐานของความก้าวหน้าครั้งใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์
“สิ่งที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปในปีนี้คือ บริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จำนวนมากในจีนได้ลงทุนด้านวิศวกรรมอย่างจริงจัง เพื่อให้ระบบมีความทนทานและทำงานได้ต่อเนื่องในระยะเวลานาน ซึ่งถือว่าน่าประทับใจจริงๆ” เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม เขาตั้งคำถามถึงประโยชน์ในทางปฏิบัติว่า “หุ่นยนต์ที่ชนะฮาล์ฟมาราธอนอาจดึงดูดความสนใจและสร้างความประทับใจให้กับนักลงทุนบางราย แต่คำถามที่ยากกว่าคือความสามารถนั้นจะถูกแปลงเป็นผลผลิต และท้ายที่สุดเป็นกำไรได้อย่างไร ซึ่งยังไม่ชัดเจนเลย”
ในทางกลับกัน เสี่ยวตี้ วิศวกรของออเนอร์มองว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมีศักยภาพที่จะนำไปต่อยอดในภาคอุตสาหกรรมได้ในอนาคต
“การวิ่งได้เร็วขึ้นอาจดูเหมือนไม่มีความหมายในตอนแรก แต่มันช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น ในด้านความทนทานของโครงสร้างและระบบระบายความร้อน ซึ่งจะนำไปสู่การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมในที่สุด” เขากล่าว
จีนกับการแข่งขันหุ่นยนต์โลก
ปัจจุบันจีนมีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่ทำงานอยู่มากกว่าประเทศอื่นทั้งโลกรวมกัน ตามข้อมูลของ สหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ และในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะห้าปีช่วงปี 2026-2030 รัฐบาลจีนได้กำหนดให้การเร่งพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และการนำไปใช้งานจริงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของประเทศ
บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาเทคโนโลยี Omdia จากกรุงลอนดอน จัดอันดับบริษัทจีน 3 แห่ง ได้แก่ AGIBOT, Unitree Robotics และ UBTech Robotics เป็นผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกด้านหุ่นยนต์อัจฉริยะอเนกประสงค์
ทั้งสามบริษัทสามารถส่งมอบหุ่นยนต์ประเภทนี้ได้มากกว่า 1,000 หน่วยในปีที่ผ่านมา และสองบริษัทแรกส่งมอบมากกว่า 5,000 หน่วย ขณะสหรัฐมีบริษัทพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์น้อยกว่ามาก และยังไม่มีรายใดผลิตในระดับอุตสาหกรรมที่ใกล้เคียงกัน
เสียงจากผู้ชม
ซัน จื้อกัง (Sun Zhigang) ผู้ชมที่มาดูการแข่งขันทั้งสองปีติดต่อกันพร้อมกับลูกชาย กล่าวว่า “รู้สึกว่าปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล นี่เป็นครั้งแรกที่หุ่นยนต์ทำได้ดีกว่ามนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย”
ขณะเดียวกัน หวัง เหวิน (Wang Wen) อีกหนึ่งผู้ชมที่เดินทางมาพร้อมครอบครัว กล่าวว่า “ความเร็วของหุ่นยนต์นั้นเหนือกว่ามนุษย์ไปมาก และอาจเป็นสัญญาณของการมาถึงของยุคใหม่”
อ้างอิง: AP News The Guardian และ The New York Times





