ตลอดสามปีที่ผ่านมา การแข่งขันพัฒนาเอไอในหมู่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ดำเนินไปอย่างดุเดือด แต่ละบริษัทพยายามเปิดตัวโมเดลเอไอรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยแข่งกันพัฒนาความสามารถทั้งด้านการเขียนโคด วิเคราะห์ข้อมูล การใช้เหตุผล เพื่อแซงหน้าคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนี้อาจไม่ใช่แค่การเปิดตัวโมเดลที่ทรงพลังขึ้นอีกต่อไป หากแต่รวมถึงการ “ชะลอหรือจำกัดการเปิดเผย” เทคโนโลยีบางอย่างด้วย เพราะความสามารถของเอไอได้ก้าวไปถึงจุดที่บริษัทผู้พัฒนาเองก็เริ่มรู้สึกว่าการปล่อยให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสรีนั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่ปลอดภัยอีกต่อไป
โมเดลเอไอที่สามารถค้นหา และโจมตีช่องโหว่ระบบได้
เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 บริษัท แอนโทรปิก (Anthropic) เปิดตัวโมเดลเอไอรุ่นใหม่ชื่อ Claude Mythos ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าโมเดลรุ่นก่อนหน้า ทั้งในด้านการเขียนโคด การวิเคราะห์ปัญหาซับซ้อน และการใช้เหตุผล
แต่แทนที่จะเปิดให้ทุกคนใช้งานได้ตามปกติ บริษัทกลับตัดสินใจ “จำกัดการเข้าถึง” โมเดลนี้ไว้เฉพาะกลุ่มบริษัทพาร์ตเนอร์ที่ไว้วางใจได้เท่านั้น เหตุผลหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของโมเดลนี้
ทีมความปลอดภัยภายในของแอนโทรปิกพบระหว่างการทดสอบว่า Mythos สามารถค้นหา และโจมตีช่องโหว่ในระบบปฏิบัติการหลัก และเว็บเบราว์เซอร์หลักได้ เมื่อผู้ใช้สั่งให้ทำ ซึ่งหมายความว่าหากโมเดลนี้ตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลกนั้นประเมินค่าไม่ได้
ฝั่งของ โอเพนเอไอ (OpenAI) เจ้าของ ChatGPT ก็กำลังเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน โดยสำนักข่าว Axios รายงานว่าบริษัทกำลังเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่มีความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์สูงขึ้นเช่นกัน โดยจะปล่อยให้กับพาร์ตเนอร์คัดสรรก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทก็เคยเปิดตัวโปรแกรมนำร่องที่มุ่งวางเครื่องมือเอไอไว้ “ในมือของฝ่ายป้องกันก่อน” เป็นสัญญาณว่าทั้งสองบริษัทกำลังพยายามรับมือกับความเสี่ยงชนิดเดียวกัน
ความหวังของแอนโทรปิกคือ การปล่อยโมเดลในวงแคบจะช่วยให้บริษัทต่างๆ นำ Mythos ไปใช้ค้นหาช่องโหว่ในระบบของตัวเองได้ก่อนที่แฮกเกอร์จะค้นพบ กล่าวคือ เอาเอไอมาสู้กับภัยคุกคามที่เอไออาจก่อขึ้นในอนาคต
เสียงตอบรับในอุตสาหกรรมเอไอ
ในวงการเอไอภาพรวมของปฏิกิริยาต่อการเปิดตัว Mythos มีทั้งเสียงชื่นชม และความกังวลปะปนกัน คนในอุตสาหกรรมหลายคนชื่นชมแอนโทรปิก ซึ่งนำเสนอตัวเองมาโดยตลอดว่าเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ที่เลือกใช้แนวทางระมัดระวัง และรับผิดชอบในการเปิดตัวเทคโนโลยีที่ทรงพลังขนาดนี้
แต่ขณะเดียวกัน ก็มีบางคนที่รู้สึกสั่นสะเทือนกับศักยภาพที่แท้จริงของโมเดล โดยพนักงานของแอนโทรปิกรายหนึ่งถึงกับระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าว “ใครก็ตามที่รู้ว่ามันทำอะไรได้ ควรรู้สึกกลัว”
เนื่องจาก Mythos ยังไม่ได้เปิดให้ใช้งานทั่วไป ความเห็นเกี่ยวกับความสามารถของโมเดลจึงยังมาจากบริษัทผู้พัฒนา และพาร์ตเนอร์ที่ได้รับสิทธิทดลองใช้เป็นหลัก
เอกสารทางเทคนิคที่แอนโทรปิกเผยแพร่ออกมา หรือที่เรียกว่า system card ระบุว่า ผู้ใช้กลุ่มแรกพบว่า Mythos มีความสามารถในการตรวจสอบ และแก้ไขโคดของตัวเองได้ดีกว่าโมเดลรุ่นก่อน และมีลักษณะการทำงานคล้าย “วิศวกรซอฟต์แวร์ระดับอาวุโส” ที่สามารถมองเห็น และแก้ไขปัญหาที่โมเดลอื่นมองข้ามไปได้
อย่างไรก็ดี แอนโทรปิกระบุชัดเจนว่า ในภาพรวม Mythos ยังไม่สามารถทดแทนนักวิจัยหรือวิศวกรด้านการวิจัยที่เป็นมนุษย์ได้ โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญระดับสูง
ต้นทุน และทรัพยากร อีกหนึ่งเหตุผลเบื้องหลัง
นอกเหนือจากข้อกังวลด้านความปลอดภัยแล้ว ยังมีปัจจัยในทางปฏิบัติที่บังคับให้แอนโทรปิกต้องคิดทบทวนแนวทางการเปิดตัวโมเดลนี้ด้วย นั่นคือ ทรัพยากรการประมวลผล
Mythos เป็นเอไอขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนสูงมาก และเปิดตัวในช่วงเวลาที่แอนโทรปิกกำลังเผชิญกับความต้องการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วพุ่งสูงจนแทบรับไม่ไหว การเปิดให้ทุกคนเข้าถึงโมเดลที่ใช้ทรัพยากรมหาศาลขนาดนี้อาจทำให้ระบบโดยรวมของบริษัทไม่มีเสถียรภาพ
ดีน บอลล์ (Dean Ball) อดีตที่ปรึกษาด้านเอไอในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้มุมมองเกี่ยวกับทิศทางนี้ผ่าน X โดยระบุว่า “เราเข้าสู่ยุคที่โมเดลที่ดีที่สุดของห้องทดลองเอไออาจไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในแบบที่เราคุ้นเคยอีกต่อไป สาเหตุจะมาจากทั้งข้อจำกัดด้านการประมวลผล ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ ความได้เปรียบในการแข่งขัน และข้อกังวลด้านความปลอดภัย”
ความกังวลเรื่องบริษัทจีนคัดลอกโมเดลเอไอ
การจำกัดการเปิดตัว Mythos ยังโยงใยไปถึงอีกประเด็นหนึ่งที่กำลังกลายเป็นความกังวลเร่งด่วนในซิลิคอนวัลเลย์ นั่นคือ การที่บริษัทเอไอในจีนพยายามเลียนแบบความสามารถของโมเดลสหรัฐ ผ่านเทคนิคที่เรียกว่า distillation
เทคนิคนี้เป็นกระบวนการที่นักพัฒนาพยายามนำผลลัพธ์จากโมเดลเอไอขนาดใหญ่ที่เรียกว่า teacher model หรือโมเดลครู มาใช้ฝึกโมเดลอีกตัวหนึ่งที่เรียกว่า student model หรือโมเดลนักเรียน เพื่อให้โมเดลนักเรียน เรียนรู้ และเลียนแบบความสามารถของโมเดลครูได้
ในบางกรณี วิธีนี้ถือเป็นแนวทางที่ยอมรับได้ในอุตสาหกรรม เช่น เมื่อบริษัทพัฒนาเอไอนำโมเดลขนาดใหญ่ของตัวเองมาสร้างเป็นเวอร์ชันที่เล็กลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น
แต่ความกังวลในซิลิคอนวัลเลย์คือ บริษัทเอไอของจีนกำลังนำเทคนิคนี้ไปใช้ในทางที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ พวกเขากำลังสร้างเอไอที่มีความสามารถใกล้เคียงกับโมเดลของสหรัฐ โดยไม่ต้องลงทุนค้นคว้าและพัฒนาเองตั้งแต่ต้น ทำให้ต้นทุนต่ำกว่ามาก
สถานการณ์นี้ร้ายแรงพอที่จะทำให้บริษัทซึ่งปกติเป็นคู่แข่งขันกันอย่างดุเดือดอย่าง แอนโทรปิก, โอเพนเอไอ และ กูเกิล (Google) ของบริษัทแม่ อัลฟาเบต (Alphabet) หันมานั่งโต๊ะเดียวกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และหาทางป้องกันไม่ให้โมเดลของตนถูกนำไปใช้ในลักษณะดังกล่าว
ดีปซีกกับข้อกล่าวหาขโมยข้อมูล
บริษัทที่อยู่ในสปอตไลต์มากที่สุดในเรื่องนี้คือ ดีปซีก (DeepSeek) สตาร์ตอัปจากจีนที่เคยสร้างแรงกระเพื่อมในตลาด ด้วยการเปิดตัวโมเดลเอไอที่มีความสามารถด้านการให้เหตุผลใกล้เคียงกับของโอเพนเอไอ แต่มีรายงานว่าใช้ต้นทุนในการพัฒนาต่ำกว่ามาก ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับวงการไม่น้อย
โอเพนเอไอ กล่าวหาว่า ดีปซีกขโมยข้อมูลจำนวนมากผ่านระบบ API ของบริษัท โดยส่งคำสั่งจำนวนมากไปยังระบบอย่างเป็นระบบ และปกปิดแหล่งที่มาของคำขอเหล่านั้น
หากเป็นบริษัทในสหรัฐทำแบบนี้ โอเพนเอไออาจสามารถบล็อกการใช้งานหรือดำเนินคดีทางกฎหมายได้ แต่เมื่อผู้ใช้งานอยู่ในจีน และปฏิบัติการผ่านช่องทางที่ปกปิดตัวตน การดำเนินการดังกล่าวกลับทำได้ยากขึ้นมาก
ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งไมโครซอฟท์ และโอเพนเอไอเคยเปิดการสอบสวนเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหาของดีปซีกมาก่อน และในเดือนกุมภาพันธ์ โอเพนเอไอยังส่งบันทึกอย่างเป็นทางการถึงสภาคองเกรสสหรัฐ โดยระบุว่าพบความพยายาม distillation อย่างต่อเนื่อง และซับซ้อนจากผู้กระทำในจีน และรัสเซีย
บริษัทระบุในเอกสารนั้นว่า “โมเดลตัวต่อไปของดีปซีกไม่ได้เกิดจากการพัฒนาของตัวเอง แต่เป็นผลของการพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะ free-ride เทคโนโลยีที่โอเพนเอไอ และแล็บเอไอชั้นนำของสหรัฐที่สร้างขึ้น”
ความย้อนแย้งที่ไม่มีใครพูดถึง
อย่างไรก็ตาม มีผู้สังเกตการณ์บางส่วนชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งที่น่าสนใจในเรื่องนี้ บริษัทเอไอที่กำลังกล่าวหาว่านักพัฒนาจีนลอกเลียนเทคโนโลยีโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ต่างเคยถูกฟ้องร้องโดยศิลปิน นักเขียน และสำนักพิมพ์ ในข้อหาที่คล้ายกัน
นั่นคือ การนำผลงานของพวกเขาไปใช้ฝึกโมเดลเอไอโดยไม่ขออนุญาตเช่นกัน คำถามเรื่องใครมีสิทธิทางศีลธรรมในการกล่าวโทษใครจึงยังเป็นที่ถกเถียงอยู่
ทว่าไม่ว่าจะมองในแง่ศีลธรรมอย่างไร เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากรัฐบาลสหรัฐอยู่แล้ว เนื่องจากรัฐบาลทรัมป์มองการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับจีนเป็นประเด็นสำคัญระดับชาติ
และเมื่อบริษัทอย่างแอนโทรปิก และโอเพนเอไอพัฒนาโมเดลที่ทรงพลังยิ่งขึ้นพร้อมนัยด้านความมั่นคงของชาติที่ชัดเจนขึ้น การถกเถียงเรื่อง distillation จึงมีแนวโน้มจะกลายเป็นประเด็นสำคัญในวอชิงตัน และเวทีระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตอันใกล้
AGI ปี 2029 จากการทำนายสู่ความเป็นจริงที่ใกล้เข้ามา
ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ ในงานประชุม HumanX เรย์ เคิร์ซไวล์ (Ray Kurzweil) นักอนาคตศาสตร์ชื่อดัง และผู้เขียนหนังสือ The Singularity Is Near ได้ย้อนนึกถึงการคาดการณ์ของตัวเองที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2542 ว่า AGI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป” ซึ่งหมายถึงเอไอที่มีความสามารถเทียบเท่าหรือเกินกว่ามนุษย์ในทุกด้าน จะเกิดขึ้นได้ภายในปี 2572
เขาระบุว่า ในตอนนั้นข้อถกเถียงหลักในสังคมคือ “มันจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่” แต่ปัจจุบัน ความก้าวหน้าของเอไอที่เห็นกันอยู่ทำให้ผู้นำด้านเทคโนโลยีหลายคนมองเห็นกรอบเวลาคล้ายกัน คำถามจึงเปลี่ยนไปเป็น “มันจะเป็นผลดีต่อมนุษย์หรือไม่” ซึ่งสะท้อนว่าวงการได้ก้าวข้ามคำถามว่า เอไอจะทรงพลังพอหรือเปล่า ไปสู่คำถามที่ลึกกว่า และสำคัญกว่าเสียแล้ว
เคิร์ซไวล์ยังกล่าวด้วยว่า การแข่งขันระหว่างบริษัทเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการเร่งการพัฒนาเอไอ โดยระบุว่า “การแข่งขันคือ สิ่งที่ทำให้เกิดการเติบโตแบบทวีคูณ” ซึ่งดูจะเป็นคำอธิบายที่ตรงไปตรงมาที่สุดสำหรับทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในวงการนี้
อ้างอิง: The Economist Bloomberg และ The New York times
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





