วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน 2569

Login
Login

สงครามเขย่า ‘เส้นเลือดอินเทอร์เน็ตโลก’ ไทยกระทบแค่ไหน หากสายเคเบิลทะเลแดงขาด?

สงครามเขย่า ‘เส้นเลือดอินเทอร์เน็ตโลก’ ไทยกระทบแค่ไหน หากสายเคเบิลทะเลแดงขาด?

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณทะเลแดง และช่องแคบยุทธศาสตร์หลายแห่ง 

ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามร่วมกันว่า หาก “เส้นเลือดใหญ่ของอินเทอร์เน็ตโลก” อย่างสายเคเบิลใต้น้ำ ถูกโจมตีหรือได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งทางทหาร โลกดิจิทัลที่พึ่งพาการเชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์อยู่ทุกขณะจะรับมือกับวิกฤติดังกล่าวได้อย่างไร

โครงสร้างอินเทอร์เน็ตของโลกไม่ได้กระจายตัวอย่างอิสระทั่วมหาสมุทร หากแต่มีเส้นทางหลักเพียงไม่กี่แนวที่เชื่อมต่อทวีปต่างๆ เข้าด้วยกัน สายเคเบิลใต้น้ำมากกว่า 95% ของทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศถูกส่งผ่านโครงข่ายเหล่านี้ และเส้นทางจำนวนไม่น้อยต้องผ่านพื้นที่ ที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูง

ประเทศไทยเองก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของไทยยังคงต้องพึ่งพาโครงข่ายสายเคเบิลที่เชื่อมต่อผ่านมหาสมุทรอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป หากจุดยุทธศาสตร์ใดจุดหนึ่งเกิดความเสียหาย ผลกระทบย่อมสะท้อนมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน

วงเสวนา Data Resilience: รับมือวิกฤติสายเคเบิลใต้น้ำ และยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอินเทอร์เน็ตของไทย ผู้เชี่ยวชาญจากผู้ให้บริการโครงข่าย และองค์กรอินเทอร์เน็ตของไทยจึงพยายามอธิบายภาพของโครงสร้างดิจิทัลโลกในมุมที่ผู้ใช้งานทั่วไปไม่ค่อยเห็น

แม้อินเทอร์เน็ตถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่น และสามารถเปลี่ยนเส้นทางข้อมูลได้เมื่อเกิดปัญหา แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างพื้นฐานระดับโลกก็ยังมี “จุดคอขวด” ที่เปราะบาง โดยเฉพาะบริเวณที่สายเคเบิลจำนวนมากต้องวิ่งผ่านเส้นทางเดียวกัน

สงครามเขย่า ‘เส้นเลือดอินเทอร์เน็ตโลก’ ไทยกระทบแค่ไหน หากสายเคเบิลทะเลแดงขาด?

Source: Mappr

ทะเลแดง จุดอ่อนที่แคบที่สุดของโลกดิจิทัล

หากพูดถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลายคนมักนึกถึง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งน้ำมันโลก เนื่องจากมีน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ก่อนออกสู่ตลาดโลก

แต่สำหรับโครงสร้างพื้นฐานของอินเทอร์เน็ตแล้ว จุดที่มีความสำคัญมากกว่าในเชิงดิจิทัลกลับอยู่ที่ “ช่องแคบบับ อัล-มันดับ” (Bab al-Mandab) มีความหมายว่า “ประตูแห่งน้ำตา” ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างประเทศเยเมน จิบูตี และเอริเทรีย เชื่อมต่อระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน

ภูธนสิทธิ์ ชาติรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีและการพาณิชย์ จาก China Mobile International อธิบายว่า ช่องแคบฮอร์มุซทำหน้าที่คล้ายทางแยกสาขาที่เชื่อมเข้าสู่ประเทศในตะวันออกกลาง เช่น อิหร่าน อิรัก หรือประเทศต่างๆ ในคาบสมุทรอาหรับ

“เส้นทางหลักของข้อมูลที่วิ่งจากเอเชียไปยุโรปจริงๆ จะลงมาทางมหาสมุทรอินเดีย จากนั้นเข้าสู่ทะเลแดง แล้วออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนจะขึ้นฝั่งที่เมืองมาร์เซย์ของฝรั่งเศส” ภูธนสิทธิ์ กล่าว 

ปลายทางสำคัญที่ภูธนสิทธิ์ กล่าวถึงคือ เมืองมาร์เซย์ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสายเคเบิลใต้น้ำที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป เนื่องจากมีสายเคเบิลจากเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลางจำนวนมากขึ้นฝั่งที่นี่ก่อนจะแผ่กระจายเข้าสู่โครงข่ายภาคพื้นดินของยุโรปต่อไป

ความสำคัญของเส้นทางนี้ถูกเน้นย้ำอีกครั้งโดย ดร.ณัฐพงศ์ เหลี่ยมเจริญ ผู้จัดการส่วนพัฒนาโครงข่ายระหว่างประเทศจาก National Telecom ซึ่งอธิบายว่า ช่องแคบบับ อัล-มันดับมีระยะกว้างเพียงประมาณ 26-32 กิโลเมตรในจุดที่แคบที่สุด ถือว่าแคบมากในเชิงภูมิศาสตร์เมื่อเทียบกับปริมาณข้อมูลมหาศาลที่ต้องไหลผ่านพื้นที่แห่งนี้ทุกวินาที

สงครามเขย่า ‘เส้นเลือดอินเทอร์เน็ตโลก’ ไทยกระทบแค่ไหน หากสายเคเบิลทะเลแดงขาด?

Source: Shutterstock

ดร.ณัฐพงศ์ อธิบายว่า พื้นที่ ที่สามารถวางสายเคเบิลได้จริงนั้นยิ่งแคบลงไปอีก เพราะต้องคำนึงถึงระดับความลึกของท้องทะเล เส้นทางเดินเรือพาณิชย์ที่พลุกพล่าน และข้อจำกัดทางภูมิประเทศอื่นๆ ส่งผลให้สายเคเบิลจำนวนมากถูกบังคับให้วางรวมกันอยู่ในแนวทางเดียวกัน

ในพื้นที่กว้างเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตรนี้ มีสายเคเบิลใต้น้ำมากกว่า 15 ระบบวางอยู่ใกล้ชิดกัน โดยสายเคเบิลเหล่านี้รองรับทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตระหว่างเอเชียกับยุโรปได้เกือบ 90% ช่องแคบแห่งนี้จึงได้รับการยอมรับในวงการโทรคมนาคมว่าเป็น “คอขวดของอินเทอร์เน็ตโลก” อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ความเปราะบางของจุดนี้ไม่ใช่เพียงแค่ทฤษฎี เพราะในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เรือสินค้าอังกฤษที่ถูกขีปนาวุธกลุ่มฮูตีสังหารได้จมลงในทะเลแดง โดยสมอเรือที่ลากไปตามพื้นทะเลสร้างความเสียหายให้แก่ สายเคเบิล AAE-1, EIG และ SEACOM ส่งผลให้ทราฟฟิกระหว่างเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลางหายไปถึง 25% ในทันที

และต่อมาในเดือนกันยายน 2568 ก็เกิดเหตุสายเคเบิลหลายเส้นถูกตัดอีกครั้งบริเวณใกล้เมืองเจดดาห์ ทำให้ระบบ SEA-ME-WE 4 และ IMEWE ที่รองรับข้อมูลระหว่างยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียได้รับความเสียหาย จนบริษัท ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ต้องประกาศเปลี่ยนเส้นทางทราฟฟิก Azure อย่างเร่งด่วน

4 ประตูสู่โลกภายนอก โครงสร้างอินเทอร์เน็ตไทย

เพื่อให้เข้าใจชัดเจนว่าหากสงครามระหว่างสหรัฐ และอิหร่านลุกลามจนกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานในทะเลแดง ไทยจะรับมืออย่างไร จำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าข้อมูลจากประเทศไทยออกสู่โลกภายนอกผ่านช่องทางใดบ้าง

ภูธนสิทธิ์ อธิบายว่า China Mobile มีระบบเคเบิลใต้น้ำมากกว่า 80 ระบบทั่วโลก และสำหรับไทย การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปยังต่างประเทศสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประตูหลัก

1. ประตูทางทิศเหนือ เชื่อมต่อผ่านลาว เวียดนาม และจีน มุ่งหน้าสู่ฮ่องกง ซึ่งเป็นศูนย์กลางคอนเทนต์สำคัญของเอเชีย มีสัดส่วนทราฟฟิกประมาณ 10-15%

2. ประตูทางทิศใต้ นี่คือ เส้นทางหลักที่สำคัญที่สุด โดยทิติวัฒน์ อิทสิทธิ์ หัวหน้าฝ่ายวางแผนโครงข่ายและเทคโนโลยี บริษัท Symphony Communication จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ข้อมูลอินเทอร์เน็ตจากประเทศไทยกว่า 91.12% ต้องวิ่งผ่านไปยังสิงคโปร์ เพื่อดึงคอนเทนต์จากเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ที่นั่น

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับที่ภูธนสิทธิ์ระบุว่า ข้อมูลประมาณ 60-70% ของไทยไหลผ่านโครงข่ายภาคพื้นดินไปยังมาเลเซีย ก่อนมุ่งหน้าสู่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นฮับอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

3. ประตูฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) เชื่อมต่อผ่านเคเบิลใต้น้ำ มุ่งหน้าสู่สิงคโปร์ และฮ่องกง มีสัดส่วนทราฟฟิกประมาณ 15-20%

4. ประตูฝั่งตะวันตก (มหาสมุทรอินเดีย-อันดามัน) แม้จะมีสัดส่วนทราฟฟิกน้อยที่สุดเพียงประมาณ 5% แต่ประตูนี้ถือเป็นเส้นทางตรงที่เชื่อมต่อไปยังยุโรปโดยตรง ผ่านมหาสมุทรอินเดียแล้วเข้าสู่ทะเลแดง ซึ่งเป็นจุดที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรงหากความขัดแย้งลุกลาม

ทำไมเน็ตไทยไม่ล่ม?

คำถามที่ตามมาคือ หากเส้นทางผ่านทะเลแดงซึ่งรองรับทราฟฟิกประมาณ 5% นั้นถูกตัดขาด ผู้ใช้งานในไทยจะได้รับผลกระทบในระดับใด? — คำตอบอยู่ที่การออกแบบโครงข่ายที่เรียกว่า Redundancy หรือความซ้ำซ้อนของระบบ ควบคู่ไปกับ Data Resilience หรือความยืดหยุ่นของข้อมูล

ดร.ณัฐพงศ์ อธิบายว่า ในระบบโทรคมนาคมมีการแบ่งชั้นการทำงานออกเป็นสองระดับ ชั้นแรกคือ โครงสร้างกายภาพ อันได้แก่ สายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งเปรียบได้กับถนน ส่วนอีกชั้นหนึ่งคือ ระบบเราเตอร์ (Router) และเครือข่าย IP ที่ทำหน้าที่ค้นหา และเปลี่ยนเส้นทางใหม่โดยอัตโนมัติ เปรียบได้กับป้ายบอกทาง

“เมื่อเส้นทางที่สั้นที่สุดผ่านทะเลแดงขาด ระบบเครือข่ายจะทำการ reroute หรือเปลี่ยนเส้นทางข้อมูลโดยอัตโนมัติทันที ข้อมูลอาจวิ่งอ้อมไปทางญี่ปุ่น ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังสหรัฐ ก่อนจะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปถึงยุโรป” ดร.ณัฐพงศ์ อธิบาย

ทิติวัฒน์ เสริมว่า สำหรับ Symphony นั้น มีการสำรองความจุของแบนด์วิดท์ไว้ขั้นต่ำประมาณ 50% ซึ่งหมายความว่าหากเส้นทางหลักเกิดปัญหาขึ้น ยังมีความจุสำรองเพียงพอสำหรับรองรับทราฟฟิกที่เปลี่ยนเส้นทางเข้ามาได้

อย่างไรก็ตาม การอ้อมเส้นทางดังกล่าวย่อมมีต้นทุนที่ต้องจ่าย นั่นคือ Latency หรือความหน่วงในการส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้น 

ดร.ณัฐพงศ์ ระบุว่า การอ้อมโลกในลักษณะนี้จะทำให้ค่าความหน่วงเพิ่มขึ้นอย่างน้อยประมาณ 100-120 มิลลิวินาที และเมื่อรวมกับค่าความหน่วงปกติแล้วอาจสูงเกือบ 300 มิลลิวินาทีโดยรวม

CDN เทคโนโลยีที่ทำให้คนไทยดู YouTube ได้แม้เคเบิลขาด

คำถามที่น่าสนใจต่อมาคือ เหตุใดแม้ว่าสายเคเบิลใต้น้ำในทะเลแดงจะเกิดความเสียหายขึ้น แต่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ในไทยกลับแทบไม่รู้สึกถึงผลกระทบใดๆ ในชีวิตประจำวัน?

คำตอบอยู่ที่เทคโนโลยีที่เรียกว่า Content Delivery Network หรือ CDN โดยภูธนสิทธิ์ อธิบายว่า CDN คือ ระบบที่คัดลอกคอนเทนต์ยอดนิยม เช่น YouTube, Facebook หรือ Netflix ไปจัดเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้งานปลายทางมากที่สุด เพื่อให้สามารถดึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องส่งคำขอข้ามมหาสมุทรทุกครั้ง

มรกต กุลธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET และนายกสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และคลาวด์ไทย เผยว่า เซอร์วิส Top 10 ที่ชาวไทยใช้งานมากที่สุดในตอนนี้ ถูกวางไว้ในประเทศไทยจำนวนมากแล้ว ดูเหมือนว่าผู้ใช้งานกำลังใช้ทราฟฟิกต่างประเทศ แต่ในทางปฏิบัติจริง คอนเทนต์จำนวนมากอยู่ในประเทศเรียบร้อยแล้ว

หมายความว่า เมื่อคนไทยเปิด YouTube หรือ Facebook ข้อมูลไม่จำเป็นต้องวิ่งข้ามมหาสมุทรไปถึงสหรัฐหรือยุโรป แต่สามารถดึงมาจากเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยหรือสิงคโปร์ได้โดยตรง จึงแทบไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากเหตุการณ์ในทะเลแดง

DNS สมุดโทรศัพท์ที่ทำให้หาบ้านเจอแม้โลกจะวุ่นวาย

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ผู้ใช้งานทั่วไปมองข้ามคือ Domain Name System หรือ DNS ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “สมุดโทรศัพท์” ของอินเทอร์เน็ต

ดร.เพ็ญศรี อรุณวุฒนามงคล ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย (THNIC) อธิบายว่า คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ดิจิทัลทั้งหลายสื่อสารกันด้วยหมายเลข IP Address แต่ผู้ใช้งานคุ้นชินกับการจำชื่อเว็บไซต์มากกว่า ระบบ DNS จึงทำหน้าที่จับคู่ระหว่างชื่อโดเมนกับหมายเลข IP ให้โดยอัตโนมัติ

เพื่อเพิ่มความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตของไทย THNIC ได้ร่วมกับ Bangkok Neutral Internet Exchange (BKNIX) นำ Root Server และ Instance ของโดเมนสำคัญระดับโลก เช่น .com และ .net รวมถึงโดเมนของไทยอย่าง .th และ .ไทย มาติดตั้งไว้ภายในประเทศ 

ดร.เพ็ญศรี อธิบายถึงความสำคัญของการดำเนินการนี้ว่า “นั่นหมายความว่า แม้เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างประเทศจะมีปัญหา การค้นหาที่อยู่เว็บไซต์ก็ยังสามารถทำได้อย่างรวดเร็วภายในประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องส่งคำขอออกไปยังต่างประเทศ”

ใครร่วง ใครรอด? หากเคเบิลใต้น้ำขาด

แม้เหตุการณ์สายเคเบิลใต้น้ำเสียหายจะไม่ได้ทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วไปในไทยใช้งานไม่ได้ทันที แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผลกระทบจะเริ่มปรากฏชัดเจนในบริการที่ต้องการ การตอบสนองของระบบอย่างรวดเร็ว หรือบริการที่ต้องเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ห่างไกล

ดร.ณัฐพงศ์ อธิบายว่า เมื่อเส้นทางเครือข่ายหลักได้รับผลกระทบ ระบบจะต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางสำรองซึ่งมีระยะทางยาวกว่าเดิมมาก ส่งผลให้ค่าความหน่วงของเครือข่ายเพิ่มสูงขึ้น

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ Latency จะเพิ่มขึ้นประมาณ 100 กว่ามิลลิวินาที ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อบริการที่ต้องตอบสนองเร็ว เช่น เกมออนไลน์ หรือระบบที่มีการเคลื่อนไหวเร็ว และต้องการ response time กลับมาไว” ดร.ณัฐพงศ์ กล่าว

สำหรับนักเล่นเกมออนไลน์ ค่าความหน่วงระดับประมาณ 300 มิลลิวินาที ถือเป็นจุดที่ผู้เล่นจำนวนมากเริ่มรู้สึกถึงอาการ “แลค” (Lag) อย่างชัดเจน จนส่งผลเสียต่อประสบการณ์การเล่นโดยตรง

นอกจากเกมออนไลน์แล้ว บริการที่ต้องสื่อสารข้อมูลแบบทันทีก็ตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการประชุมวิดีโอแบบเรียลไทม์กับคู่ค้าในยุโรป แอปพลิเคชันทางการเงินบางประเภท หรือแม้แต่ระบบบริหารองค์กรอย่าง ERP ที่มีเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ในยุโรปเพียงแห่งเดียว ล้วนอาจเผชิญปัญหาการเชื่อมต่อได้ 

“ถ้า Latency สูงเกินระดับที่ระบบกำหนดไว้ การสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์อาจไม่ตอบสนองเลย” ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวเตือน

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะไม่เกิดขึ้นกับผู้ใช้ทุกคนในระดับเดียวกัน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุดมักเป็นผู้ที่ต้องเข้าถึงบริการจากยุโรปโดยตรง 

ดร.ณัฐพงศ์ ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ใช้งานทั่วไปที่เสพคอนเทนต์จากภูมิภาคเอเชียด้วยกันอาจแทบไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่กลุ่มธุรกิจที่ต้องติดต่อกับบริษัทในยุโรป รวมถึงผู้ใช้งานในเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างพัทยา และภูเก็ตซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากใช้บริการจากยุโรป อาจได้รับผลกระทบหนักกว่ากลุ่มอื่น

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คำแนะนำสำหรับภาคธุรกิจ

สำหรับองค์กร และภาคธุรกิจ มรกตให้คำแนะนำว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ การเตรียมแผนรองรับล่วงหน้าก่อนที่ระบบเครือข่ายระหว่างประเทศจะเกิดความล่าช้าหรือขัดข้องขึ้นจริง เพราะหากค่า Latency สูงเกินระดับที่ระบบกำหนด แอปพลิเคชันบางประเภทอาจไม่สามารถสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ได้ตามปกติ ทำให้กระบวนการทางธุรกิจหยุดชะงักโดยไม่ทันตั้งตัว

แนวทางหนึ่งที่องค์กรควรเตรียมพร้อมไว้คือ การจัดทำ Business Continuity Plan (BCP) หรือแผนรองรับความต่อเนื่องทางธุรกิจ เช่น การใช้บริการ Local Cloud การสำรองข้อมูลสำคัญไว้ภายในประเทศ หรือการมีระบบสำรองจากผู้ให้บริการหลายรายพร้อมกัน เพื่อกระจายความเสี่ยงของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

มรกตย้ำว่า ยุคที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเชื่อมโยงถึงกันทั่วโลก หลักคิดที่สำคัญที่สุดคือ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คนไทยก็ต้องเป็นที่พึ่งของพวกเรากันเอง”

การโจมตีทางไซเบอร์ ภัยใหม่ที่หลบซ่อน

นอกเหนือจากความเสียหายทางกายภาพของสายเคเบิลใต้น้ำแล้ว มรกตยังเตือนถึงอีกหนึ่งความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นควบคู่กันไปกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ นั่นคือ การโจมตีทางไซเบอร์

“อิหร่านไม่ได้ขู่แค่เรื่องสายเคเบิล แต่พูดถึงการโจมตีทางไซเบอร์ด้วย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือในด้านนี้เช่นกัน มันอาจมีความพยายามใช้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศอื่นเป็นฐานในการโจมตีต่อไปก็ได้” มรกต กล่าว

การโจมตีทางไซเบอร์มีลักษณะที่อันตรายเป็นพิเศษเพราะสามารถเกิดขึ้นได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องมีความเสียหายทางกายภาพใดๆ มาก่อน จึงเป็นภัยคุกคามที่ทุกประเทศต้องเฝ้าระวังควบคู่ไปกับความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐานทางทะเล

สงครามเขย่า ‘เส้นเลือดอินเทอร์เน็ตโลก’ ไทยกระทบแค่ไหน หากสายเคเบิลทะเลแดงขาด?

Source: Reuters

พลังงานคือ ปัญหาจริง

ในช่วงท้ายของการเสวนา เหล่าผู้เชี่ยวชาญได้เปิดประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าเรื่องเคเบิลใต้น้ำขาด นั่นคือ “วิกฤติพลังงาน

ดร.เพ็ญศรี ตั้งคำถามที่ชวนให้คิดว่า “สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ เรื่องพลังงาน เพราะดาต้าเซนเตอร์ต้องการไฟฟ้าปริมาณมหาศาล ถ้าไฟไม่มี ทุกอย่างดับหมดทันที ทุกคนใช้ไม่ได้เลย”

ขณะที่มรกตเสริมว่า ดาต้าเซนเตอร์ คือ บ้านของทุกบริการออนไลน์ และต้องการไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล ปัจจุบันประเทศไทยมีความได้เปรียบในเรื่องราคาค่าไฟที่สมเหตุสมผลและมีเสถียรภาพดีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่ได้มาก 

แต่หากเกิดวิกฤติพลังงานขึ้น รัฐบาลอาจต้องกำหนดนิยามให้ดาต้าเซนเตอร์เป็น Critical Infrastructure ลำดับแรกๆ ที่ต้องได้รับการจัดสรรพลังงานก่อนภาคส่วนอื่น

ไทยพร้อมรับมือ แต่ไม่ได้หมายความว่าไร้ความเสี่ยง

ภูธนสิทธิ์ สรุปภาพรวมได้อย่างกระชับว่า “อินเทอร์เน็ตคือ โครงข่ายที่ครอบคลุมไปทั่วโลก ยังไงข้อมูลก็ไปถึงกันได้ เพียงแต่ช้าหรือเร็วแล้วแต่ประเภทของแอปพลิเคชัน”

จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด สามารถสรุปภาพผลกระทบได้ชัดเจนดังนี้

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อย ได้แก่ ผู้ใช้งานทั่วไปที่ใช้โซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น YouTube, Facebook, TikTok หรือ Line รวมถึงผู้ใช้งานที่เข้าถึงบริการซึ่งมี CDN ติดตั้งอยู่ในไทยหรือสิงคโปร์ และการค้นหาเว็บไซต์ผ่านระบบ DNS ภายในประเทศ

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ นักเล่นเกมออนไลน์ที่ต้องเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ในยุโรป การประชุมวิดีโอแบบเรียลไทม์กับคู่ค้าในยุโรป ระบบ ERP และระบบธนาคารที่มีเซิร์ฟเวอร์หลักตั้งอยู่ในยุโรปเพียงแห่งเดียว รวมทั้งการสตรีมมิ่งคอนเทนต์จากยุโรปที่ยังไม่มี CDN ในเอเชีย

ผู้ให้บริการอย่าง China Mobile, NT, Symphony และ INET ต่างมีแผนสำรอง และทีมงานเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง แต่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำมากที่สุดคือ องค์กร และภาคธุรกิจต้องเตรียมแผนรองรับด้วยตนเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นการหันมาใช้ Local Cloud การสำรองข้อมูลไว้ภายในประเทศ หรือการมีเส้นทางสำรองจากผู้ให้บริการหลายราย

และที่สำคัญที่สุด อย่างที่มรกตเน้นย้ำคือ การตระหนักว่าในยุคที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศอาจส่งผลสั่นสะเทือนต่อโลกดิจิทัลได้ทุกเมื่อ การพึ่งพาตนเอง และการมีแผนสำรองที่รอบคอบคือ กุญแจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์