วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน 2569

Login
Login

กขค. เอาจริงงัดกฎเหล็กคุมอีคอมเมิร์ซ ขู่ฝ่าฝืนเจอโทษหนัก ผู้ค้าสะท้อนขออย่าเป็นแค่ "เสือกระดาษ"

กขค. เอาจริงงัดกฎเหล็กคุมอีคอมเมิร์ซ ขู่ฝ่าฝืนเจอโทษหนัก ผู้ค้าสะท้อนขออย่าเป็นแค่ "เสือกระดาษ"

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เดินหน้าบังคับใช้กฎเกณฑ์ใหม่คุมธุรกิจอีคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบ หลังประกาศแนวทางกำกับแพลตฟอร์มแบบหลายด้าน (Multi-sided Platform) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 โดยย้ำชัดให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มเร่งปรับระบบ เปิดทางให้ “ผู้ขาย-ผู้ใช้บริการ” สามารถเลือกผู้ให้บริการขนส่งได้อย่างแท้จริง ห้ามกำหนดตัวเลือกฝ่ายเดียวเช่นที่ผ่านมา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการ กขค. ระบุว่า หัวใจของประกาศฉบับนี้อยู่ที่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างการแข่งขัน โดยเฉพาะพฤติกรรมของแพลตฟอร์มที่มีแนวโน้ม “ล็อก” ระบบขนส่งไว้กับผู้ให้บริการของตนเองหรือพันธมิตรเพียงไม่กี่ราย ซึ่งส่งผลให้ผู้ขายเสียโอกาสในการบริหารต้นทุนและคุณภาพบริการ

ทั้งนี้ แนวปฏิบัติใหม่กำหนดชัดว่า แพลตฟอร์มต้องไม่บังคับใช้บริการขนส่งรายใดรายหนึ่งโดยผู้ขายไม่มีสิทธิเลือก หากระบบยังคงแสดงเพียงตัวเลือกแบบ Standard Delivery โดยไม่เปิดเผยผู้ให้บริการ หรือไม่เปิดให้ร้านค้าเลือกบริษัทขนส่งเอง

สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประกาศ ฯ ในหลักสำคัญคือ “ต้องมีทางเลือก และต้องไม่บังคับ”

อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติเริ่มสะท้อนช่องว่างระหว่าง “กติกา” กับ “การบังคับใช้” เมื่อผู้ค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่หลายรายให้ข้อมูลตรงกันว่า แม้ประกาศจะมีผลแล้ว แต่ระบบของแพลตฟอร์มยังไม่เปิดให้เลือกผู้ให้บริการขนส่งได้จริง ยังคงเป็นการกำหนดตัวเลือกเพียงรายเดียวจากฝั่งแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ผู้ค้าจำนวนมากยังไม่สามารถใช้สิทธิที่ควรได้รับตามกฎใหม่ได้

ทั้งนี้ มีเสียงสะท้อนดังกล่าวสะท้อนความกังวลว่า หากไม่มีการกำกับดูแลอย่างจริงจัง ประกาศฉบับนี้อาจไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมตลาดได้ตามเป้าหมาย และเสี่ยงถูกมองว่าเป็นเพียง “เสือกระดาษ” ในสายตาผู้ประกอบการ

ในด้านการบังคับใช้ กขค. เปิดช่องให้ผู้เสียหายหรือผู้พบเห็นพฤติกรรมที่อาจขัดต่อหลักเกณฑ์ สามารถร้องเรียนต่อสำนักงานได้ โดยควรมีหลักฐานประกอบ เช่น ภาพหน้าจอ หรือข้อมูลเชิงระบบ เพื่อใช้ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่ง กขค. ย้ำว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคของแพลตฟอร์ม แต่เป็น “หัวใจของการแข่งขันที่เป็นธรรม” ในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

สำหรับบทลงโทษ ประกาศดังกล่าวเชื่อมโยงกับพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 โดยเฉพาะมาตรา 50, 54, 55, 57 และ 58 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ในการพิจารณาความผิด

กรณีที่ความเสียหายเกิดกับ "ผู้ขายบนแพลตฟอร์ม" และพบว่าแพลตฟอร์มมีอำนาจเหนือตลาด อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 50 ซึ่งเป็นโทษทางอาญา มีโทษปรับไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด และจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะที่หากผู้เสียหายเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่ไม่ได้รับโอกาสเข้าสู่ระบบของแพลตฟอร์ม อาจถูกพิจารณาในมิติของตลาดขนส่ง และเข้าข่ายมาตรา 57 ซึ่งเป็นโทษทางปกครอง ปรับไม่เกิน 10% ของรายได้ แต่ไม่มีโทษจำคุก เว้นแต่พบว่ามีอำนาจเหนือตลาด ก็อาจถูกยกระดับไปอยู่ในกรอบมาตรา 50 ได้เช่นกัน

ในเชิงนโยบาย เลขาธิการกขค. มองว่า ผู้ขายบนแพลตฟอร์มไม่ได้ต้องการทำกำไรจากบริการขนส่ง แต่ต้องการ “คุณภาพและความรับผิดชอบ” ของการจัดส่งสินค้า ทั้งความตรงเวลา สภาพสินค้า และการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดความเสียหาย ดังนั้น สิทธิในการเลือกผู้ให้บริการจึงเป็นกลไกสำคัญในการบริหารธุรกิจของร้านค้า ไม่ควรถูกจำกัดโดยแพลตฟอร์ม

ขณะเดียวกัน กติกาใหม่นี้ยังมีเป้าหมายเปิดการแข่งขันในตลาดโลจิสติกส์ให้กว้างขึ้น เปิดทางให้ผู้ให้บริการรายใหม่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะพื้นที่ เข้าสู่ระบบแพลตฟอร์มได้มากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันขยับจาก “การปิดกั้น” ไปสู่ “การแข่งขันด้านคุณภาพ”

อย่างไรก็ตาม การจัดสรรปริมาณงานให้ผู้ให้บริการขนส่งแต่ละรายยังสามารถทำได้ หากมีเหตุผลรองรับอย่างเป็นธรรม เช่น ประสิทธิภาพการจัดส่ง อัตราความเสียหาย หรือคุณภาพบริการ ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติโดยไม่มีหลักเกณฑ์

อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือกรณีผู้ให้บริการขนส่งหลายรายปรับขึ้นค่าบริการพร้อมกันชั่วคราวชิ้นละ 3 บาท ซึ่ง กขค. ระบุว่าสามารถตรวจสอบได้ในมิติการแข่งขันว่ามีการสมคบหรือฮั้วราคาหรือไม่ แม้การพิสูจน์จะทำได้ยาก โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นเหตุผลรองรับการปรับราคาได้

ภาพรวมจึงสะท้อนว่า แม้กฎเกณฑ์ใหม่จะเริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ “โจทย์ใหญ่” ยังอยู่ที่การกำกับให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการทำให้แพลตฟอร์มเปิดสิทธิเลือกขนส่งได้จริง เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดที่ผู้ค้ากำลังเผชิญ และทำให้โครงสร้างการแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์ไทยเดินหน้าไปสู่ความเป็นธรรมอย่างแท้จริง