วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

บอร์ดกสทช. เดือด 'ประธานฯ' เสนอเปลี่ยนวิธีเลือกที่ปรึกษากฎหมาย ถูกมองรวบอำนาจ

บอร์ดกสทช. เดือด 'ประธานฯ' เสนอเปลี่ยนวิธีเลือกที่ปรึกษากฎหมาย ถูกมองรวบอำนาจ

การประชุม บอร์ดกสทช. ระอุ หลังประธานเสนอเปลี่ยนระบบคัดเลือกอนุกรรมการที่ปรึกษากฎหมาย จากระบบเสนอชื่อโดยกรรมการ เป็นให้สำนักงานคัดเลือกแทน ทำกรรมการไม่พอใจ มองเป็นการรวบอำนาจ สุดท้ายวาระตก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ดกสทช.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังเกิดความขัดแย้งในที่ประชุมเกี่ยวกับแนวทางการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก ศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีข้อสั่งการให้นำเรื่องการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายเข้าสู่วาระการประชุม โดยเสนอให้เปลี่ยนองค์ประกอบและวิธีการได้มาของอนุกรรมการ จากเดิมที่เปิดให้กรรมการ กสทช. แต่ละคนเสนอชื่อ มาเป็นระบบที่ให้ประธาน กสทช. และสำนักงาน กสทช. เป็นผู้คัดเลือกรายชื่อเสนอให้ที่ประชุมเลือก

โดยที่ผ่านมา การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายใช้วิธีให้กรรมการ กสทช. แต่ละคนเสนอรายชื่อ ซึ่งใช้แนวทางนี้มาตั้งแต่บอร์ด กสทช. ชุดแรก ตั้งแต่ปี 2554 ต่อเนื่องมาจนถึงบอร์ดชุดปัจจุบัน

สำหรับคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายชุดเดิม ซึ่งหมดวาระไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 นั้น ประกอบด้วยนักกฎหมายระดับประเทศหลายคนโดยมี นักกฎหมายสำคัญ รวมอยู่ในคณะอนุกรรมการ เช่น

  • ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล เป็นประธานอนุกรรมการ
  • ศาสตราจารย์พิเศษ เข็มชัย ชุติวงศ์
  • ศาสตราจารย์ ดร. สุรพล นิติไกรพจน์
  • ศาสตราจารย์ ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์ 
  • ศาสตราจารย์ ดร. จตุรนต์ ถิระวัฒน์ 

 

การประชุม กสทช. ครั้งที่ 11/2569 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 สำนักงาน กสทช. ได้เสนอให้เปลี่ยนแนวทางการได้มาของอนุกรรมการ โดยให้สำนักงานเสนอรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย และให้กรรมการ กสทช. เป็นผู้ลงคะแนนเลือก ซึ่งมีที่มาจากข้อสั่งการของประธาน กสทช. ที่เห็นว่า คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายมีความสำคัญต่อการตัดสินใจของ กสทช. และควรเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเป็นกลางและเป็นที่ยอมรับของกรรมการทุกคน ไม่ควรเป็นการเสนอชื่อในลักษณะโควตาของกรรมการแต่ละคน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับกรรมการ กสทช. หลายคน เนื่องจากมองว่าเป็นการกล่าวหาโดยนัยว่า อนุกรรมการที่กรรมการ กสทช. เสนอชื่อในอดีตไม่มีความเป็นกลาง หรือใช้ดุลพินิจไม่ถูกต้อง ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีประสบการณ์สูงในวงการกฎหมาย

การอภิปรายในที่ประชุมจึงเป็นไปอย่างเผ็ดร้อน โดยกรรมการหลายคนยกประเด็นข้อกฎหมายขึ้นมาถกเถียงว่า ตามกฎหมายแล้ว การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเป็นอำนาจของ กสทช. ในฐานะคณะกรรมการ ไม่ใช่อำนาจของประธาน กสทช. หรือสำนักงาน กสทช. ที่จะเป็นผู้เสนอรายชื่อเพียงฝ่ายเดียว

แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. เปิดเผยว่า ในที่ประชุม ประธาน กสทช. ให้เหตุผลว่า ระบบเดิมทำให้เกิดการ “ยื้อไปยื้อมา” จึงต้องการเปลี่ยนวิธีการใหม่ ขณะที่กรรมการ กสทช. คนอื่นมองว่า คณะอนุกรรมการชุดที่ผ่านมาเป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ มีความรู้ และทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระอยู่แล้ว อีกทั้งการให้สำนักงานเป็นผู้เสนอรายชื่อ อาจทำให้ประธาน กสทช. มีอิทธิพลต่อการแต่งตั้งมากเกินไป ซึ่งอาจขัดกับหลักการที่กฎหมายกำหนดให้ กสทช. เป็นองค์กรแบบคณะกรรมการที่ต้องใช้มติ

ท้ายที่สุด วาระดังกล่าวไม่ผ่านการพิจารณาและต้องตกไป

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ กสทช. มีบทบาทสำคัญในการให้ความเห็นด้านกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ทั้งในเรื่องกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ กฎหมายกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ โทรคมนาคม และกฎหมายวิทยุคมนาคม รวมถึงการเสนอความเห็นในการปรับปรุงระเบียบ ประกาศ และหลักเกณฑ์ต่างๆ ของ กสทช.

ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายเคยมีความเห็นในประเด็นสำคัญหลายกรณี เช่น กรณีที่มีเอกชนยื่นฟ้องและคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่ของ พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ ซึ่งคณะอนุกรรมการมีความเห็นว่าการคัดค้านดังกล่าวไม่เป็นไปตามกฎหมายปกครอง ทำให้กรรมการ กสทช. รายดังกล่าวสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

นอกจากนี้ ยังมีกรณีการพิจารณาการใช้เงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ที่คณะอนุกรรมการด้านกฎหมายให้ความเห็นว่าสามารถใช้เงินกองทุนได้ แม้จะมีความเห็นไม่ตรงกับประธาน กสทช. ในขณะนั้น

แหล่งข่าวยังระบุว่า มีข้อสังเกตว่าประธาน กสทช. พยายามผลักดันวาระเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจและการแต่งตั้งบุคคล ขณะที่วาระสำคัญอื่น เช่น การสรรหาเลขาธิการ กสทช. ตัวจริง ซึ่งปัจจุบันมีผู้รักษาการมานานกว่า 5 ปี หรือการปรับโครงสร้างสำนักงาน กสทช. ใหม่ กลับยังไม่ได้รับการบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาอย่างจริงจัง