วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

ไตรมาสแรกปี 26 บริษัท AI ระดมทุนได้ 2.97 แสนล้านดอลลาร์ เกือบสามเท่าของทั้งปี 25

ไตรมาสแรกปี 26 บริษัท AI ระดมทุนได้ 2.97 แสนล้านดอลลาร์ เกือบสามเท่าของทั้งปี 25

ตามการรายงานของ The New York Times ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก Crunchbase ฐานข้อมูลที่ติดตามการลงทุนในบริษัทเอกชนทั่วโลก ระบุว่า ในช่วงสามเดือนแรกของปี 2569 บริษัทปัญญาประดิษฐ์สามารถระดมทุนรวมกันได้ถึง 297,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9.9 ล้านล้านบาท ถือเป็นระดับการระดมทุนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน

บริษัทที่ได้รับเงินลงทุนจำนวนมากในช่วงนี้ ได้แก่ OpenAI, Anthropic, Waymo, xAI และบริษัทด้านเอไออื่นๆ ที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ ระบบอัตโนมัติ และบริการใหม่ๆ ที่ใช้เอไอเป็นแกนหลัก

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการลงทุนในอุตสาหกรรมเอไอ เมื่อเปรียบเทียบกับ ปี 2568 ซึ่งถือเป็นปีที่ทำสถิติสูงสุดในเวลานั้น โดยบริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีทั่วโลกสามารถระดมทุนรวมกันได้ประมาณ 425,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 30% เมื่อเทียบกับปี 2567

อย่างไรก็ตาม เพียงแค่ช่วง ไตรมาสแรกของปี 2569 ก็ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า หากแนวโน้มการลงทุนยังคงดำเนินต่อไปในระดับเดียวกันตลอดปี ยอดเงินลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีอาจเพิ่มขึ้นเป็น เกือบสามเท่าของปีที่ผ่านมา

ใครระดมทุนได้เท่าไร?

การระดมทุนครั้งนี้ขับเคลื่อนโดยดีลขนาดยักษ์ของบริษัทเอไอชั้นนำ โดย 4 ใน 5 ดีลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ได้แก่

  • OpenAI ระดมทุนได้ 122,000 ล้านดอลลาร์
  • Anthropic ระดมทุนได้ 30,000 ล้านดอลลาร์
  • xAI ระดมทุนได้ 20,000 ล้านดอลลาร์
  • Waymo บริษัทรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ระดมทุนได้ 16,000 ล้านดอลลาร์

เมื่อรวมดีลทั้งหมดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 พบว่า การลงทุนในบริษัทเอไอคิดเป็นสัดส่วนถึง 81% ของเงินลงทุนในบริษัทสตาร์ตอัปทั้งหมด ที่ถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของ Crunchbase ซึ่งรวมถึงบริษัทจากหลายประเทศทั่วโลก

นักลงทุนยังเดินหน้าทุ่มเงิน แม้เคยกังวลฟองสบู่เอไอ

ขนาดของเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสัญญาณที่สะท้อนว่า นักลงทุนจำนวนมากไม่ได้กังวลอีกต่อไปว่ากระแสเอไอซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณสี่ปีที่ผ่านมาอาจกลายเป็นฟองสบู่และพังทลายลง

ก่อนหน้านี้ ผู้ติดตามตลาดเทคโนโลยีเคยแสดงความกังวลว่า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโดยรวม

กลุ่ม SaaS เผชิญ ‘SaaSpocalypse’ นักลงทุนเทขายหนีความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ความกังวลเหล่านั้นดูเหมือนจะส่งผลต่อบริษัทเทคโนโลยีบางประเภทมากกว่าบริษัทที่พัฒนาเอไอ โดยเฉพาะบริษัทที่ให้บริการซอฟต์แวร์ผ่านระบบออนไลน์ หรือที่เรียกว่า ซอฟต์แวร์แบบบริการ (Software-as-a-Service หรือ SaaS)

ในช่วงปีนี้ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์เอไอใหม่จากหลายบริษัททำให้เกิดแรงขายหุ้นในบริษัทซอฟต์แวร์บางแห่ง เนื่องจากนักลงทุนมองว่า เครื่องมือเอไอที่มีราคาถูกลงอาจเข้ามาแทนที่บริการของบริษัทเหล่านี้ได้

สถานการณ์ดังกล่าวถูกเรียกโดยบางคนว่า “SaaSpocalypse” ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกภาวะที่ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบบริการจำนวนหนึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของเทคโนโลยีเอไอที่สามารถทำงานหลายอย่างได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า

บริษัทเอไอจำนวนมากยังไม่ทำกำไร

แม้ว่าบริษัทเอไอจำนวนมากจะสามารถระดมทุนได้ในระดับมหาศาล แต่บริษัทเหล่านี้จำนวนไม่น้อย ยังไม่สามารถทำกำไรได้ ตัวอย่างเช่น OpenAI และ Anthropic ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมากในการดำเนินธุรกิจ

ค่าใช้จ่ายหลักของบริษัทเหล่านี้คือ ชิปประมวลผลขั้นสูง พลังงานไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการฝึกและใช้งานโมเดลเอไอขนาดใหญ่ เนื่องจากระบบเอไอรุ่นใหม่ต้องใช้พลังการประมวลผลจำนวนมหาศาลในการทำงาน

เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การระดมทุนจึงต้องมาจาก นักลงทุนเอกชน เช่น กองทุนร่วมลงทุน (venture capital), กองทุนไพรเวทอิควิตี (private equity), มหาเศรษฐีรายบุคคล, กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของรัฐบาล (sovereign wealth funds) และกองทุนเฮดจ์ฟันด์

รายงานยังระบุว่า ผู้บริหารของบริษัทเอไอหลายแห่งเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อค้นหาแหล่งเงินลงทุนใหม่ ขณะเดียวกันกองทุนร่วมลงทุนซึ่งในอดีตมักลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่มากในบริษัทช่วงเริ่มต้น ก็เริ่มระดมเงินทุนขนาดใหญ่ขึ้นจากกลุ่มผู้สนับสนุนที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้สามารถเข้าร่วมลงทุนในดีลขนาดใหญ่ของบริษัทเอไอได้

Anthropic อาจมีมูลค่าถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030

หลายบริษัทและนักลงทุนในอุตสาหกรรมนี้มองว่า โอกาสทางธุรกิจจากเอไออาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์

ตัวอย่างหนึ่งคือ กองทุนลงทุน Coatue Management ซึ่งได้ประเมินในเอกสารนำเสนอว่าบริษัท Anthropic ที่ก่อตั้งในปี 2564 และมีมูลค่าบริษัทประมาณ 380,000 ล้านดอลลาร์อาจมีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573

ข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านจดหมายข่าวด้านเทคโนโลยีชื่อ Newcomer ซึ่งรายงานข่าวเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสตาร์ตอัปและการลงทุนด้านเทคโนโลยี

บริษัทเอไอเริ่มเตรียมเข้าตลาดหุ้น

ในอนาคตอันใกล้ นักลงทุนรายย่อยอาจมีโอกาสเข้าลงทุนในบริษัทเอไอเหล่านี้มากขึ้น เนื่องจากบางบริษัทเริ่มเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แล้ว

Anthropic และ OpenAI ได้เริ่มดำเนินการบางอย่างเพื่อเตรียมนำหุ้นของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดภายในปีนี้

ขณะเดียวกัน SpaceX บริษัทด้านอวกาศของ มักส์ ซึ่งรวมธุรกิจเอไออย่าง xAI อยู่ภายในบริษัท ได้ยื่นเอกสารแบบลับต่อหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น และคาดว่าอาจเปิดขายหุ้นต่อสาธารณะได้ภายในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า

อ้างอิง: New York Times CNBC และ crunchbase