ตามการรายงานของ The New York Times ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก Crunchbase ฐานข้อมูลที่ติดตามการลงทุนในบริษัทเอกชนทั่วโลก ระบุว่า ในช่วงสามเดือนแรกของปี 2569 บริษัทปัญญาประดิษฐ์สามารถระดมทุนรวมกันได้ถึง 297,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9.9 ล้านล้านบาท ถือเป็นระดับการระดมทุนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน
บริษัทที่ได้รับเงินลงทุนจำนวนมากในช่วงนี้ ได้แก่ OpenAI, Anthropic, Waymo, xAI และบริษัทด้านเอไออื่นๆ ที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ ระบบอัตโนมัติ และบริการใหม่ๆ ที่ใช้เอไอเป็นแกนหลัก
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการลงทุนในอุตสาหกรรมเอไอ เมื่อเปรียบเทียบกับ ปี 2568 ซึ่งถือเป็นปีที่ทำสถิติสูงสุดในเวลานั้น โดยบริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีทั่วโลกสามารถระดมทุนรวมกันได้ประมาณ 425,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 30% เมื่อเทียบกับปี 2567
อย่างไรก็ตาม เพียงแค่ช่วง ไตรมาสแรกของปี 2569 ก็ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า หากแนวโน้มการลงทุนยังคงดำเนินต่อไปในระดับเดียวกันตลอดปี ยอดเงินลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีอาจเพิ่มขึ้นเป็น เกือบสามเท่าของปีที่ผ่านมา
ใครระดมทุนได้เท่าไร?
การระดมทุนครั้งนี้ขับเคลื่อนโดยดีลขนาดยักษ์ของบริษัทเอไอชั้นนำ โดย 4 ใน 5 ดีลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ได้แก่
- OpenAI ระดมทุนได้ 122,000 ล้านดอลลาร์
- Anthropic ระดมทุนได้ 30,000 ล้านดอลลาร์
- xAI ระดมทุนได้ 20,000 ล้านดอลลาร์
- Waymo บริษัทรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ระดมทุนได้ 16,000 ล้านดอลลาร์
เมื่อรวมดีลทั้งหมดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 พบว่า การลงทุนในบริษัทเอไอคิดเป็นสัดส่วนถึง 81% ของเงินลงทุนในบริษัทสตาร์ตอัปทั้งหมด ที่ถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของ Crunchbase ซึ่งรวมถึงบริษัทจากหลายประเทศทั่วโลก
นักลงทุนยังเดินหน้าทุ่มเงิน แม้เคยกังวลฟองสบู่เอไอ
ขนาดของเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสัญญาณที่สะท้อนว่า นักลงทุนจำนวนมากไม่ได้กังวลอีกต่อไปว่ากระแสเอไอซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณสี่ปีที่ผ่านมาอาจกลายเป็นฟองสบู่และพังทลายลง
ก่อนหน้านี้ ผู้ติดตามตลาดเทคโนโลยีเคยแสดงความกังวลว่า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโดยรวม
กลุ่ม SaaS เผชิญ ‘SaaSpocalypse’ นักลงทุนเทขายหนีความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ความกังวลเหล่านั้นดูเหมือนจะส่งผลต่อบริษัทเทคโนโลยีบางประเภทมากกว่าบริษัทที่พัฒนาเอไอ โดยเฉพาะบริษัทที่ให้บริการซอฟต์แวร์ผ่านระบบออนไลน์ หรือที่เรียกว่า ซอฟต์แวร์แบบบริการ (Software-as-a-Service หรือ SaaS)
ในช่วงปีนี้ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์เอไอใหม่จากหลายบริษัททำให้เกิดแรงขายหุ้นในบริษัทซอฟต์แวร์บางแห่ง เนื่องจากนักลงทุนมองว่า เครื่องมือเอไอที่มีราคาถูกลงอาจเข้ามาแทนที่บริการของบริษัทเหล่านี้ได้
สถานการณ์ดังกล่าวถูกเรียกโดยบางคนว่า “SaaSpocalypse” ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกภาวะที่ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบบริการจำนวนหนึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของเทคโนโลยีเอไอที่สามารถทำงานหลายอย่างได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า
บริษัทเอไอจำนวนมากยังไม่ทำกำไร
แม้ว่าบริษัทเอไอจำนวนมากจะสามารถระดมทุนได้ในระดับมหาศาล แต่บริษัทเหล่านี้จำนวนไม่น้อย ยังไม่สามารถทำกำไรได้ ตัวอย่างเช่น OpenAI และ Anthropic ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมากในการดำเนินธุรกิจ
ค่าใช้จ่ายหลักของบริษัทเหล่านี้คือ ชิปประมวลผลขั้นสูง พลังงานไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการฝึกและใช้งานโมเดลเอไอขนาดใหญ่ เนื่องจากระบบเอไอรุ่นใหม่ต้องใช้พลังการประมวลผลจำนวนมหาศาลในการทำงาน
เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การระดมทุนจึงต้องมาจาก นักลงทุนเอกชน เช่น กองทุนร่วมลงทุน (venture capital), กองทุนไพรเวทอิควิตี (private equity), มหาเศรษฐีรายบุคคล, กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของรัฐบาล (sovereign wealth funds) และกองทุนเฮดจ์ฟันด์
รายงานยังระบุว่า ผู้บริหารของบริษัทเอไอหลายแห่งเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อค้นหาแหล่งเงินลงทุนใหม่ ขณะเดียวกันกองทุนร่วมลงทุนซึ่งในอดีตมักลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่มากในบริษัทช่วงเริ่มต้น ก็เริ่มระดมเงินทุนขนาดใหญ่ขึ้นจากกลุ่มผู้สนับสนุนที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้สามารถเข้าร่วมลงทุนในดีลขนาดใหญ่ของบริษัทเอไอได้
Anthropic อาจมีมูลค่าถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030
หลายบริษัทและนักลงทุนในอุตสาหกรรมนี้มองว่า โอกาสทางธุรกิจจากเอไออาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์
ตัวอย่างหนึ่งคือ กองทุนลงทุน Coatue Management ซึ่งได้ประเมินในเอกสารนำเสนอว่าบริษัท Anthropic ที่ก่อตั้งในปี 2564 และมีมูลค่าบริษัทประมาณ 380,000 ล้านดอลลาร์อาจมีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573
ข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านจดหมายข่าวด้านเทคโนโลยีชื่อ Newcomer ซึ่งรายงานข่าวเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสตาร์ตอัปและการลงทุนด้านเทคโนโลยี
บริษัทเอไอเริ่มเตรียมเข้าตลาดหุ้น
ในอนาคตอันใกล้ นักลงทุนรายย่อยอาจมีโอกาสเข้าลงทุนในบริษัทเอไอเหล่านี้มากขึ้น เนื่องจากบางบริษัทเริ่มเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แล้ว
Anthropic และ OpenAI ได้เริ่มดำเนินการบางอย่างเพื่อเตรียมนำหุ้นของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดภายในปีนี้
ขณะเดียวกัน SpaceX บริษัทด้านอวกาศของ มักส์ ซึ่งรวมธุรกิจเอไออย่าง xAI อยู่ภายในบริษัท ได้ยื่นเอกสารแบบลับต่อหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น และคาดว่าอาจเปิดขายหุ้นต่อสาธารณะได้ภายในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า
อ้างอิง: New York Times CNBC และ crunchbase





