ในขณะที่โลกกำลังตื่นตัวกับพลังของปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไม่เคยมีมาก่อน ยังมีอีก “จักรวาลเทคโนโลยี” ที่กำลังพัฒนาแบบคู่ขนาน และอาจกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลกในระยะอันใกล้ นั่นคือ “ควอนตัมคอมพิวติ้ง” เทคโนโลยีที่หลายคนมองว่ายังไกลตัว แต่แท้จริงแล้วกำลังเคลื่อนเข้าใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญเร็วกว่าที่คิด
นายอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ให้ความเห็นว่า ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ควอนตัมจะมาแทน AI หรือไม่ แต่คือ “การผสานพลัง” ของทั้งสองเทคโนโลยี ที่จะยกระดับขีดความสามารถของกันและกันอย่างก้าวกระโดด
Quantum + AI: พลังเสริมที่กำลังเร่งโลก
ควอนตัมคอมพิวติ้งกำลังเข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่า “Quantum Advantage” หรือจุดที่มันสามารถแก้ปัญหาบางอย่างได้เหนือกว่าคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในงานที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพ การสุ่มตัวอย่าง และการจำลองระบบที่ซับซ้อน
นั่นหมายความว่า การฝึกโมเดล AI ซึ่งต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาล อาจถูกเร่งความเร็วได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในอีกด้านหนึ่ง AI เองก็ไม่ได้เป็นเพียง “ผู้รับประโยชน์” แต่ยังเป็น “ตัวเร่ง” การพัฒนาควอนตัม ผ่านการออกแบบอัลกอริทึม การปรับปรุงระบบแก้ไขข้อผิดพลาด และการจัดการทรัพยากรในระบบควอนตัม-คลาสสิกที่ซับซ้อน
จากบิตสู่คิวบิต: การเปลี่ยนผ่านเชิงแนวคิด
หากย้อนกลับไปปี 1946 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มนุษย์เริ่มต้นยุคคอมพิวเตอร์ด้วยเครื่องที่ใช้หลอดสุญญากาศ ซึ่งเป็นรากฐานของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน โดยใช้ “บิต” ที่มีค่าเพียง 0 หรือ 1
แต่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้ “คิวบิต” ที่สามารถอยู่ได้หลายสถานะพร้อมกันตามหลัก “ซูเปอร์โพซิชัน” เปรียบเสมือนเหรียญที่กำลังหมุนอยู่กลางอากาศ ไม่ใช่แค่หัวหรือก้อย แต่เป็นทั้งสองพร้อมกัน นี่คือการเปลี่ยนกรอบความคิดของการประมวลผล จาก “ทีละค่า” ไปสู่ “หลายค่าพร้อมกัน”
ขีดความสามารถที่กำลังทะลุเพดาน
ปัจจุบัน เทคโนโลยีควอนตัมสามารถพัฒนาไปถึงระดับประมาณ 120–150 คิวบิต ซึ่งมีศักยภาพเทียบเท่าการใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมนับล้านเครื่อง และหากเป็นไปตามโรดแมป ในปี 2029 โลกจะก้าวเข้าสู่ยุค “Fault-Tolerant Quantum Computing” หรือควอนตัมที่มีเสถียรภาพเพียงพอสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ
ณ จุดนั้น พลังประมวลผลอาจสูงกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกถึงระดับ 10 ยกกำลัง 43 เท่า อย่างไรก็ตาม ควอนตัมจะไม่เข้ามาแทนที่คอมพิวเตอร์แบบเดิม แต่จะทำงานร่วมกันในโครงสร้างแบบ “Heterogeneous Architecture” ที่ผสาน Classical, AI และ Quantum เข้าไว้ด้วยกัน
พลิกเกมอุตสาหกรรม: จาก 10 ปี เหลือไม่กี่วัน
หนึ่งใน Use Case ที่ชัดเจนคือ “การออกแบบวัสดุ” โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเดิมอาจใช้เวลานานถึง 10 ปีในการทดลองและพัฒนา ควอนตัมสามารถย่นระยะเวลาเหลือเพียงไม่กี่วัน ด้วยความสามารถในการจำลองปฏิกิริยาระดับโมเลกุลอย่างแม่นยำ
ในภาคการแพทย์ สถาบันอย่าง Cleveland Clinic ในสหรัฐฯ เริ่มใช้ควอนตัมศึกษาการเปลี่ยนแปลงระดับ DNA ของผู้ป่วยโรคลมชัก ก่อนและหลังการผ่าตัด เปิดมุมมองใหม่ในการเข้าใจกลไกของร่างกายมนุษย์ในระดับที่ไม่เคยทำได้มาก่อน
แม้ศักยภาพจะมหาศาล แต่ควอนตัมก็มี “อีกด้าน” ที่สร้างความกังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์
ระบบเข้ารหัสในปัจจุบัน เช่น RSA-2048 ที่ต้องใช้เวลานับล้านปีในการถอดรหัสด้วยคอมพิวเตอร์ทั่วไป อาจถูกเจาะได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีด้วยควอนตัม
นั่นหมายความว่า องค์กรทั่วโลกจำเป็นต้องเร่งพัฒนา “Post-Quantum Cryptography” เพื่อป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ภัยคุกคามจะกลายเป็นความจริง
ไทยในสมรภูมิควอนตัม: โอกาสหรือความเสี่ยง
ในประเทศไทย ระดับการตื่นตัวต่อควอนตัมยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งสะท้อนถึงจำนวนบุคลากรที่ยังมีจำกัด
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวเริ่มปรากฏ โดยมีความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนระดับโลกกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนา Quantum Network รวมถึงการจับมือกับภาคธนาคาร
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่ “จะใช้หรือไม่ใช้” แต่คือ “จะเริ่มเมื่อไร”
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่ถูกพูดถึงในเวทีเศรษฐกิจโลก คือ “AI Sovereignty” (อธิปไตย เอไอ) หรือการที่องค์กรสามารถควบคุม AI ของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ แนวคิดนี้เปรียบได้กับ “Greenhouse” ในการเกษตร จากเดิมที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ สู่การสร้างระบบปิดที่ควบคุมทุกปัจจัยได้เอง ในโลกของ AI นั่นหมายถึงการควบคุมทั้งโมเดล ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะอยู่บนคลาวด์หรือสภาพแวดล้อมใด
ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมองว่า ควอนตัมในวันนี้อยู่ในจุดเดียวกับ AI เมื่อ 2–3 ปีก่อนยังไม่เป็นที่เข้าใจในวงกว้าง แต่กำลังสะสมพลัง และในอีก 3 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีนี้จะ “ก่อตัวเหมือนพายุ” ก่อนจะกลายเป็น “ทอร์นาโด” ที่เปลี่ยนโฉมทุกอุตสาหกรรม
ในเกมเทคโนโลยีระลอกใหม่นี้ ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่การ “ลงทุนเร็วเกินไป” แต่คือการ “ไม่เริ่มต้นเลย”
เมื่อวันที่ควอนตัมกลายเป็นความได้เปรียบทางธุรกิจอย่างแท้จริง ผู้ที่เตรียมพร้อมจะเป็นผู้กำหนดกติกา ส่วนผู้ที่รอ อาจไม่มีโอกาสได้เล่นเกมนั้นเลย





