“ภายในปี 2030 เอไอจะอยู่ในศูนย์กลางของทุกสิ่งที่องค์กรทำ ผู้บริหารถึง 79% เชื่อว่าเอไอจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญของธุรกิจ แต่มีเพียง 24% เท่านั้นที่ตอบได้ชัดว่ารายได้นั้นจะมาจากไหน ช่องว่างระหว่างความทะเยอทะยานกับความชัดเจนนี้เองที่ทำให้องค์กรจำนวนมากยังเดินหน้าได้ไม่เต็มที่”
ซินดี้ แอนเดอร์สัน (Cindy Anderson) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและหัวหน้าระดับโลกด้านการสร้างความคิดเชิงกลยุทธ์ของสถาบันวิจัยไอบีเอ็ม กล่าวบนเวที AI Revolution SHIFT 2026 พร้อมเปิดเผยผลวิจัยจากผู้บริหารใน 23 อุตสาหกรรมและ 33 ภูมิภาคทั่วโลก
แอนเดอร์สัน กล่าวว่า ไอบีเอ็มได้จัดทำรายงานชื่อ Enterprise in 2030 ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้บริหาร และซีอีโอ โดยมีการนำเสนอ 5 การคาดการณ์สำคัญที่เป็นแผนงานสำหรับองค์กรที่ต้องการเป็นสิ่งที่ไอบีเอ็มเรียกว่า Smarter Enterprise หรือองค์กรที่เรียนรู้ และปรับตัวได้อย่างต่อเนื่องในยุคเอไอ
เธอย้ำว่า ไม่ว่าองค์กรใดจะอยู่ในอุตสาหกรรมใด สิ่งที่ควรทำคือ มองไปข้างหน้าถึงปี 2030 และเริ่มลงมือเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ เพราะเวลาที่เหลืออยู่สั้นกว่าที่หลายคนคิด
การคาดการณ์ที่ 1: การเดิมพันครั้งใหญ่จะกลายเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผู้บริหาร 79% เชื่อว่าเอไอจะสร้างรายได้ให้กับองค์กรภายในปี 2030 แต่มีเพียง 24% เท่านั้นที่รู้ชัดเจนว่ารายได้นั้นจะมาจากที่ใด นี่คือ ช่องว่างอันตรายระหว่าง “ความทะเยอทะยาน” และ “ความชัดเจน” ที่ทำให้หลายองค์กรลังเลอยู่กับที่แทนที่จะก้าวเดินหน้า
สิ่งที่ผู้บริหารทั่วโลกบอกตรงกันคือ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจกำลังให้รางวัลกับความกล้าหาญ ไม่ใช่ความระมัดระวัง ผู้บริหาร 64% ระบุว่าองค์กรจำเป็นต้องรับความเสี่ยงมากกว่าคู่แข่งเพื่อให้อยู่รอด และเติบโตได้
แอนเดอร์สัน อธิบายว่า การรับความเสี่ยงในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเดาสุ่มหรือทำอะไรโดยไม่มีเหตุผล แต่หมายถึงความกล้าที่จะทดลองใช้เอไออย่างจริงจัง และกล้าเดิมพันกับนวัตกรรมที่อาจเปลี่ยนแปลงธุรกิจได้อย่างถอนรากถอนโคน
นอกจากนี้ ผู้บริหาร 55% ยังระบุว่าความได้เปรียบทางการแข่งขันในช่วงปลายทศวรรษนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วในการลงมือทำมากกว่าการรอให้ข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์ก่อน กล่าวคือ การรอความแน่นอนอาจทำให้เสียโอกาสจนไม่สามารถตามทันได้
ข้อมูลของไอบีเอ็มยืนยันว่าองค์กรที่กล้าเดิมพันครั้งใหญ่ และประสบความสำเร็จ มีรายได้สูงกว่าองค์กรที่ไม่กล้าถึง 21% และมีกำไรจากการดำเนินงานดีกว่าถึง 24%
แอนเดอร์สัน ยกตัวอย่างของไอบีเอ็มเองซึ่งมีประวัติการเดิมพันครั้งใหญ่มาโดยตลอด ครั้งแรกคือ การตัดสินใจเปลี่ยนจากบัตรเจาะรูมาสู่คอมพิวเตอร์เมนเฟรม ซึ่งปัจจุบันระบบดังกล่าวยังคงเกี่ยวข้องกับธุรกรรมธนาคารถึง 8% ของโลก
ครั้งที่สองคือ การตัดสินใจขายธุรกิจคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลออกไป และหันมาเดิมพันกับเอไอและระบบคลาวด์อย่างเต็มตัว และล่าสุดคือ การประกาศเพิ่มการรับพนักงานระดับเริ่มต้นถึงสามเท่าในปีถัดไป ซึ่งสวนทางกับแนวโน้มของบริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่ที่กำลังลดจำนวนพนักงาน
การคาดการณ์ที่ 2: ผลผลิตวันนี้คือ เงินทุนสำหรับการเปลี่ยนแปลงในวันพรุ่งนี้
แอนเดอร์สัน อธิบายว่า ขณะนี้หลายองค์กรกำลังใช้เอไอเพื่อลดความสูญเปล่าในกระบวนการทำงาน เร่งความเร็วดำเนินงาน และเสริมศักยภาพของพนักงาน ซึ่งเป็นสิ่งดี แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในช่วงปลายทศวรรษ
ผู้บริหาร 67% ระบุว่า เอไอกำลังดึงผลผลิตออกมาจากโมเดลธุรกิจปัจจุบันจนเกือบถึงขีดจำกัดแล้ว คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เมื่อถึงจุดนั้นแล้วองค์กรจะทำอะไรต่อ
คำตอบที่ผู้นำองค์กร 70% เลือกคือ การนำเงินออมที่ได้จากเอไอกลับมาลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในรูปแบบใหม่ นั่นหมายความว่าเอไอไม่ได้ทำหน้าที่แค่ลดต้นทุน แต่จะกลายเป็น “แหล่งเงินทุน” ที่หมุนเวียนเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมรอบต่อไปอย่างต่อเนื่อง
ไอบีเอ็มยกตัวอย่างตนเองว่า บริษัทฝังเอไอในกระบวนการทำงานกว่า 70 กระบวนการ จนสร้างผลประหยัดสะสมมูลค่า 4,500 ล้านดอลลาร์ จากนั้นนำเงินจำนวนนั้นกลับมาลงทุนในการเติบโตใหม่ ทั้งการซื้อกิจการที่สำคัญเชิงกลยุทธ์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยไอบีเอ็มใช้ตัวเองเป็นห้องทดลองที่มีชีวิต พิสูจน์ว่าโมเดลนี้ใช้ได้จริงในระดับองค์กรขนาดใหญ่ ก่อนนำไปเสนอให้ลูกค้า
การคาดการณ์ที่ 3: เอไอที่ดีที่สุดคือ เอไอที่เป็นของคุณ
แอนเดอร์สัน ชี้ให้เห็นว่า ภายในปี 2030 ทุกองค์กรจะสามารถเข้าถึงโมเดลเอไอพื้นฐานที่ทรงพลังได้เท่าเทียมกัน ดังนั้น ความได้เปรียบทางการแข่งขันจะไม่ได้มาจากการมีโมเดลที่ใหญ่กว่าหรือล้ำกว่าคู่แข่งอีกต่อไป แต่จะมาจากการที่โมเดลเอไอขององค์กรถูกฝึกฝนด้วย “ข้อมูลเฉพาะ” ที่คู่แข่งไม่มี และไม่สามารถลอกเลียนแบบได้
ผู้บริหาร 97% ในการสำรวจเชื่อว่าความแตกต่าง และความซับซ้อนของโมเดลเอไอจะเป็นตัวกำหนดความได้เปรียบในอนาคต และ 85% คาดว่าจะใช้หลายโมเดลพร้อมกันในปี 2030
โดยโมเดลขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่องานเฉพาะด้านจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ แทนที่การพึ่งพาโมเดลขนาดใหญ่เพียงตัวเดียวที่มีความสามารถมากเกินความต้องการ ซึ่งทำให้เปลืองทรัพยากร และลดประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็น แอนเดอร์สันเปรียบเทียบว่าหลายองค์กรในปัจจุบันกำลังใช้ถนน 20 เลนเพื่อขับรถเพียงคันเดียว
แอนเดอร์สัน ยกตัวอย่างของเฟอร์รารี ที่ร่วมมือกับไอบีเอ็มสร้างประสบการณ์ดิจิทัลสำหรับแฟนคลับ โดยชี้ว่าในการแข่งรถสูตรหนึ่ง ทุกทีมต้องใช้ข้อกำหนดทางเทคนิคเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้แต่ละรถแตกต่างกันคือ การปรับแต่งละเอียดเพื่อให้เข้ากับสไตล์การขับของนักขับแต่ละคน ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลเดียวกัน แต่วิธีนำไปใช้นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
นอกจากนี้ ยังยกกรณีของบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ผู้นำด้านอุตสาหกรรมอวกาศ และการป้องกันประเทศ ที่เคยมีระบบจัดการข้อมูลถึง 46 ระบบแยกกัน ต่างคนต่างเก็บข้อมูล ไม่มีการเชื่อมโยงกัน
เมื่อบริษัทตัดสินใจรวมระบบทั้งหมดเข้าเป็นฐานข้อมูลกลางเพียงแห่งเดียว ทำให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพสูงได้ทันทีที่ต้องการ และนำไปสร้างฐานเอไอที่แข็งแกร่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การคาดการณ์ที่ 4: มนุษย์จะเสริมพลังเอไอ แทนที่เอไอจะเสริมพลังมนุษย์
ผู้บริหาร 67% บอกว่าทักษะที่องค์กรต้องการมีอายุการใช้งานสั้นลงเรื่อยๆ และ 57% คาดว่าทักษะของพนักงานส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะล้าสมัยภายในปี 2030
สำหรับประเทศไทย ผลวิจัยระบุว่ามีประชากรต้องได้รับการพัฒนาทักษะใหม่ถึง 133.1 ล้านคน ภายในสิ้นทศวรรษนี้ แอนเดอร์สัน มองว่า นี่คือโอกาส ไม่ใช่วิกฤติ
ในด้านทัศนคติของพนักงาน ผลสำรวจพบว่า พนักงานทุกกลุ่มอายุกลับมีความยินดีที่จะรับเอาเอไอมากกว่าที่นายจ้างหลายคนคาดคิด โดย 63% ยินดีทำงานร่วมกับเอเจนต์เอไอ และ 48% บอกว่าพร้อมอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเอไอ นอกจากนี้ พนักงานสองในสามระบุว่าเอไอกำลังเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรไปในทางที่ดีขึ้น
แอนเดอร์สัน อธิบายว่าในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วในชีวิตประจำวัน เพียงแต่เราไม่ทันสังเกต เธอยกตัวอย่างนาฬิกา Apple Watch ที่คอยแจ้งเตือนให้ผู้ใช้ลุกขึ้นขยับร่างกาย และผู้คนก็ตอบสนองต่อการแจ้งเตือนนั้นราวกับได้รับคำสั่งจากหัวหน้างาน นั่นคือ ตัวอย่างที่ชัดเจนของมนุษย์ที่กำลังถูกบริหารจัดการ โดยระบบเอไออยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว
กรณีของนักขับรถสูตรหนึ่งก็เป็นตัวอย่างที่ดี นักขับต้องพึ่งพาข้อมูลจากระบบรถเพื่อตัดสินใจเรื่องการจัดการพลังงาน สมรรถนะ และการเบรก แต่ในขณะเดียวกัน สัญชาตญาณ และความคิดสร้างสรรค์ของนักขับก็สามารถพาได้ไปถึงจุดที่ระบบไม่เคยคาดถึง นั่นคือ ความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายต่างเสริมซึ่งกันและกัน
ทักษะที่จะมีค่าในยุคนี้ไม่ใช่ทักษะเทคนิคเป็นหลัก แต่คือ การแก้ปัญหา และจัดการวิกฤติความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและปรับตัว การบริหารเวลา และจัดลำดับความสำคัญ ตลอดจนความเข้าใจพื้นฐานด้านการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้สามารถนำเอไอไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร และต่อตัวเองได้
การคาดการณ์ที่ 5: คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะเปิดพรมแดนใหม่ที่ส่วนใหญ่ยังไม่พร้อม
แอนเดอร์สัน ชี้ให้เห็นช่องว่างน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ผู้บริหาร 59% เชื่อว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมของตนอย่างสิ้นเชิง แต่มีเพียง 27% เท่านั้นที่คาดว่าองค์กรตนเองจะได้ใช้เทคโนโลยีนี้จริง นั่นหมายความว่าคนส่วนใหญ่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น แต่กลับไม่ได้เตรียมตัวรับมืออยู่ดี
คอมพิวเตอร์ควอนตัมนั้นแตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไป มันสามารถประมวลผลข้อมูลได้มากมายมหาศาลในเวลาเดียวกัน ทำให้สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนซึ่งคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมต้องใช้เวลาหลายร้อยปีได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
สิ่งนี้มีนัยสำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องการความเร็ว ความแม่นยำ และการปรับแต่งให้เหมาะสมที่สุด เช่น การบิน โลจิสติกส์ และยา
ไอบีเอ็มดำเนินการระบบนิเวศควอนตัมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีตัวอย่างผลลัพธ์จริงในภาคธุรกิจแล้ว อาทิ บริษัทโลจิสติกส์หลายแห่งกำลังร่วมมือกับไอบีเอ็มสำรวจการใช้ควอนตัมเพื่อปรับปรุงการดำเนินงาน และห่วงโซ่อุปทาน
ขณะที่ธนาคาร เอชเอสบีซี (HSBC) ได้ทดสอบระบบที่ผสมผสานควอนตัมกับคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม และพบว่าสามารถเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์โอกาสที่คำสั่งซื้อพันธบัตรจะถูกดำเนินการในราคาที่ต้องการได้ถึง 34%
ข้อมูลใหม่ที่แอนเดอร์สัน เปิดเผยคือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทั่วโลก 55% มองว่า การนำควอนตัมใช้เชิงพาณิชย์ครั้งแรกจะเกิดขึ้นในด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทาน และโลจิสติกส์ก่อนสาขาอื่น
ดังนั้น สำหรับองค์กรในอุตสาหกรรมเหล่านี้ การเตรียมพร้อมควรเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอให้เทคโนโลยีมาถึงแล้วค่อยตาม เพราะองค์กรที่ได้เปรียบที่สุดจะไม่ใช่องค์กรที่รับเทคโนโลยีเร็วที่สุด แต่คือ องค์กรที่สร้างทักษะ พันธมิตร และสภาพแวดล้อมสำหรับการทดลองไว้ล่วงหน้าก่อนที่เทคโนโลยีจะพร้อมใช้งานจริง
บทสรุปของแอนเดอร์สัน
แอนเดอร์สัน ปิดท้ายการบรรยายด้วยการย้ำว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผู้เข้าร่วมงานทุกคนควรนำกลับไปไม่ใช่การรู้ว่าต้องทำอะไรทุกอย่างอย่างละเอียด แต่คือ การ “รับรู้ถึงความเร่งด่วน” ว่าองค์กรต้องเริ่มลงมือทำบางอย่างเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปี 2030 เวลาสำหรับการรอดู การทดลองแบบไม่จริงจัง หรือการทำแบบไม่เต็มที่นั้นได้หมดลงแล้ว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





