นายโจอา เปโดร อาเซเวโด้ โอลิวิเอร่า หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงาน AI Revolution SHIFT 2026 Shaking the Global Economy เขย่าโลก พลิกเกมธุรกิจ จัดโดยหนังสือพิมพ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า แม้ปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์ AI ยังไม่ถึงขั้นเป็นแรงขับหลักของเศรษฐกิจทั้งหมด แต่บทบาทของ AI ได้เริ่มปรากฏชัด โดยเฉพาะในภาคเอกชน ซึ่งองค์กรขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีและยกระดับผลิตภาพของประเทศ
ทรูมองว่าหน้าที่ขององค์กรไม่ได้มีเพียงการสร้างการเติบโตทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังต้องมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของประเทศให้ก้าวเข้าสู่ยุค AI อย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มผลิตภาพ สร้างรายได้ใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก โดยมองว่าการเปลี่ยนผ่านนี้เริ่มต้นมาแล้วประมาณ 4-5 ปี และกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
เขาระบุว่า AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีใหม่ไปสู่ “ซูเปอร์พาวเวอร์” ทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต และทรูเองก็มีความท้าทายในการนำองค์กรไปสู่จุดนั้น
3 เสาหลัก AI สู่ AI Native
สำหรับการก้าวสู่การเป็น AI Native ทรูได้วางยุทธศาสตร์หลักไว้ 3 เสา ได้แก่ “AI for All”, “AI Powered Operations” และ “AI Growth Engine”
เสาแรก “AI for All” มุ่งทำให้บุคลากรขององค์กรพร้อมสำหรับยุค AI เพราะทรูมองว่าผลิตภาพเป็นเรื่องสำคัญ และ AI คือเครื่องมือสำคัญในการยกระดับผลิตภาพขององค์กร พนักงานจึงต้องได้รับการฝึกอบรม มีเครื่องมือ และระบบสนับสนุนที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน AI for All ยังหมายถึงการเปิดโอกาสให้ลูกค้าและประชาชนเข้าถึง AI ได้มากขึ้น มีความรู้เรื่อง AI และใช้งานได้อย่างปลอดภัยและน่าเชื่อถือ
เสาที่สอง “AI Powered Operations” คือการนำ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานขององค์กร โดยเฉพาะงานปฏิบัติการด้านโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งในอดีตแทบไม่สามารถคาดการณ์ปัญหาโครงข่ายล่วงหน้าได้ แต่ปัจจุบัน AI สามารถวิเคราะห์โครงข่าย คาดการณ์ปัญหา และช่วยควบคุมการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างสำคัญคือระบบ AI ในโครงข่ายที่ชื่อ “จีนนี่” (Genie) ซึ่งพัฒนาจาก AI Agent ไปสู่ Agentic AI ที่สามารถดำเนินการแก้ปัญหาได้แบบเรียลไทม์ เช่น เปลี่ยนเส้นทางทราฟฟิกอัตโนมัติเมื่อเกิดปัญหา รวมถึงมีความสามารถด้าน self-healing หรือการฟื้นฟูระบบด้วยตัวเอง ซึ่งช่วยเพิ่มเสถียรภาพโครงข่ายและลดต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ
เสาที่สาม “AI Growth Engine” คือการใช้ AI เป็นเครื่องยนต์สร้างการเติบโตใหม่และรายได้ใหม่ โดยทรูลงทุนด้าน hyper-personalization มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าเชิงลึก รู้ว่าควรสื่อสารอะไร กับใคร และเมื่อใดจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด
รู้จักลูกค้าสูตรความสำเร็จ
เขา กบ่าวว่า ก่อนหน้านี้ทรูใช้ Machine Learning ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า แต่เมื่อ GenAI เข้ามา ทำให้สามารถต่อยอดไปสู่การให้บริการแบบอัตโนมัติได้มากขึ้น เช่น ผู้ช่วยออนไลน์ “มะลิ” (Mali) ซึ่งเป็นระบบ GenAI ที่ให้บริการลูกค้าทั้งแบบแชทและเสียง สามารถตอบคำถาม แก้ปัญหา และจัดการคำขอของลูกค้าได้โดยตรง ทำให้ลูกค้าไม่ต้องรอคอลเซ็นเตอร์หรือเดินทางไปหน้าร้านเหมือนในอดีต ส่งผลให้ความพึงพอใจของลูกค้าเพิ่มขึ้น ขณะที่องค์กรสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้
ผมมองว่าโมเดลนี้เป็น “สูตรแห่งความสำเร็จ” เพราะองค์กรสามารถเติบโตได้พร้อมกับรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าไว้ได้ในระยะยาว
ในมุมของการสร้างรายได้ใหม่ เขามองว่า AI ส่งผลอย่างมากต่อสายงานซอฟต์แวร์เอนจิเนียริ่งและการเขียนโค้ด เพราะ AI สามารถเพิ่มผลิตภาพได้อย่างมหาศาล และกำลังสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ขึ้นมา ขณะเดียวกัน AI ยังมีบทบาทอย่างมากในวงการการตลาดและดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เนื่องจากสามารถสร้างงานสร้างสรรค์จำนวนมาก วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย และเพิ่มประสิทธิภาพการหาลูกค้าได้ดีขึ้น
ทุนมนุษย์สร้างความแตกต่าง
เขาเชื่อว่าความเร็วของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เร็วมาก เมื่อเทียบกับการปฏิวัติทางเศรษฐกิจในอดีตที่ใช้เวลาหลายทศวรรษ แต่ AI ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีในการเปลี่ยนภูมิทัศน์เทคโนโลยี ตั้งแต่ระดับชิป โมเดล ไปจนถึงรูปแบบธุรกิจในอนาคต และอีก 5 ปีข้างหน้า โลกอาจเปลี่ยนไปอย่างมากจนผู้คนอาจมองย้อนกลับมาว่า ยุคนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
สำหรับสิ่งที่ทรูเชื่อว่าเป็นความได้เปรียบที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย คือ “คน” เพราะความแตกต่างที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ทุนมนุษย์และทีมงานที่องค์กรสร้างขึ้นมา โดยทรูได้ลงทุนด้าน Data Analytics และ Machine Learning มาอย่างต่อเนื่องหลายปี ก่อนจะขยับมาสู่ AI อย่างเต็มรูปแบบในระยะหลัง ทำให้มีทีมงานที่เป็นกระดูกสันหลังสำคัญขององค์กรในวันนี้
ท้ายที่สุด เขาย้ำว่าในยุค AI สิ่งที่ไม่ควรหยุดคือ “การเรียนรู้” ทุกคนต้องเปิดใจต่อวิธีคิดและวิธีทำงานแบบใหม่ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยสติปัญญามนุษย์ ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยสติปัญญาของเครื่องจักร และผู้ที่เรียนรู้ได้เร็ว จะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในยุคเศรษฐกิจ AI ที่กำลังมาถึงอย่างรวดเร็ว

