ท่ามกลางกระแส AI ที่เร่งให้ความต้องการข้อมูลพุ่งทั่วโลก “ซีเกท” ย้ำความเชื่อมั่นไทย พร้อมเดินหน้าลงทุน ปักหมุดเป็นฐานการผลิตระดับโลก
เค.เอฟ. ชอง รองประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการระดับโลก ซีเกท เทคโนโลยี ผู้พัฒนาเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลระดับโลก กล่าวว่า ยังคงมีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย และพร้อมขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องในอนาคต
ปัจจุบัน ไทยมีบทบาทสำคัญในเครือข่ายการผลิตระดับโลกของซีเกท โดยมีการดำเนินงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนขั้นสูงไปจนถึงการประกอบฮาร์ดไดรฟ์ทั้งระบบ
เหตุผลที่ซีเกทเลือกไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์มานานกว่า 40 ปี ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ 1. ทำเลที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาค 2. การสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากภาครัฐและสถาบันต่าง ๆ และ 3. ความพร้อมของกลุ่มบุคลากรที่มีความสามารถ
ยืนยันว่าจะไม่ย้ายฐานการผลิตแม้ค่าแรงปรับตัว เพราะการตัดสินใจของซีเกทอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีและระบบนิเวศ ไม่ใช่เพียงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ
ดังนั้นแม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของบุคลากรและศักยภาพด้านปฏิบัติการ ทำให้ไทยยังคงเป็นตัวเลือกหลัก
ซีเกทไม่เปิดเผยสัดส่วนการผลิตในไทย แต่ยืนยันว่าเป็นฐานสำคัญที่มีมูลค่าสูงในซัพพลายเชนทั่วโลก หลังจากนี้พร้อมเดินหน้าลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถการผลิต โดยมุ่งเพิ่มทั้งคุณภาพ กำลังการผลิต และเทคโนโลยี
ที่ผ่านมามีการนำเทคโนโลยีล่าสุดมาใช้ในการผลิตที่ไทยอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการลงทุนในกระบวนการผลิต เทคโนโลยี และหัวอ่าน รวมถึงการพัฒนาบุคลากร
ดาต้าบูม เขย่าโครงสร้างสตอเรจโลก
ผู้บริหารซีเกทมีมุมมองต่อภูมิทัศน์ธุรกิจสตอเรจว่า มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รับอานิสงส์การเติบโตของ AI รวมไปถึงคลาวด์ วิดีโอ ระบบออโตเมชัน การเชื่อมต่อกันของอุปกรณ์ และบริการต่าง ๆ บนดิจิทัล
วันนี้การเติบโตของข้อมูลไม่ได้เป็นไปตามวัฏจักรแต่เป็น “เชิงโครงสร้าง”คาดว่าสิ้นทศวรรษนี้โลกจะมีข้อมูลเพิ่มขึ้นหลายร้อยเซตตะไบต์
ไอดีซี ระบุว่า นวัตกรรมทางเทคโนโลยีกำลังสร้าง ข้อมูลในปริมาณที่มากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จากปี 2548 ที่มีปริมาณน้อยกว่า 1 เซตตะไบต์ เมื่อถึงปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 72 เซตตะไบต์ และมีการคาดการณ์ว่าปี 2572 จะเพิ่มขึ้นไปแตะ 527 เซตตะไบต์
AI ได้ทำให้ข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล
แม้เทคโนโลยีการเก็บข้อมูลจะก้าวหน้าไปมาก แต่ปัจจุบัน 87% ของพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ยังคงทำงานบนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์เป็นหลัก และคาดว่าในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าความต้องการความจุของฮาร์ดไดรฟ์ประเภทเนียร์ไลน์จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 20%
ดันโรดแมป 100TB รับดีมานด์ข้อมูล
ชองเผยว่า กลยุทธ์ของซีเกทเน้นการเพิ่มความจุข้อมูลต่อหนึ่งดิสก์เพื่อให้ใช้พื้นที่และใช้พลังงานน้อยลง ขณะเดียวกันลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน
อย่าง Mozaic™ 4+ เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการจัดเก็บข้อมูลที่ใช้เทคโนโลยี Heat-Assisted Magnetic Recording (HAMR) เพียงรายเดียวของอุตสาหกรรมที่ได้รับการติดตั้งใช้งานในระดับการผลิตจริง มอบทั้งขีดความสามารถในการขยายระบบ ประสิทธิภาพการทำงาน และความคุ้มค่า
พร้อมเดินหน้าต่อสู่โรดแมปการพัฒนาเพื่อเพิ่มความจุต่อแผ่นดิสก์จากระดับมากกว่า 4TB ในปัจจุบัน ไปสู่เป้าหมาย 10TB ต่อแผ่นในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้สามารถพัฒนาฮาร์ดไดรฟ์ที่มีความจุรวมสูงสุดถึง 100TB ได้
จุดต่างของซีเกทไม่ใช่เรื่องของความจุ แต่เป็นการคาดการณ์อนาคตที่สามารถรองรับการจัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโฉมสถาปัตยกรรม ตอบโจทย์ทั้งด้านความจุ พลังงาน รองรับโครงสร้างพื้นฐานไอทียุคใหม่รวมถึง AI
ท่ามกลางสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอน ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์มีพลวัตตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษี (Tariffs) หรือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ซีเกทมีการเตรียมแผนบรรเทาผลกระทบ และมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
ยืนยันว่าสถานะปัจจุบันยังคงมีเสถียรภาพ ความท้าทายจากภายนอกยังไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ การดำเนินงานยังเป็นไปตามปกติ สามารถส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้ตามพันธสัญญา และบริษัทยังอยู่ในสภาวะที่มั่นคง
ไทยฮับ ‘ผลิต-วิจัย’ ครบวงจร
นรเชษฐ์ แซ่ตั้ง ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย และรองประธานอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า ฐานการผลิตในประเทศไทยเป็นระบบที่สมบูรณ์ (Vertical Integration) ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ
ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรม 4.0 โดยนำ AI และแมชีนเลิร์นนิงมาใช้ในกระบวนการผลิตหัวอ่านที่มีความละเอียดสูงระดับนาโนเมตรเพื่อประสิทธิภาพและคุณภาพสูงสุด
ขณะเดียวกัน มีความยั่งยืนเป็นแกนหลัก ให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันต่าง ๆ ในประเทศ เพื่อส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม และพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ อันเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตในระยะยาว
นอกเหนือจากการเป็นฐานการผลิตแล้ว ซีเกท ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางสำคัญด้านการวิจัยและพัฒนา โดยทั้งโรงงานเทพารักษ์และโรงงานโคราชมีบทบาทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การปรับปรุงกระบวนการผลิต และการศึกษาเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง
จุดเด่นของซีเกทในไทย คือการผสานความเชี่ยวชาญทางเทคนิค เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติขั้นสูง การให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยบริษัทฯ เป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าจะเป็นวิศวกร นักวิจัย และช่างเทคนิคจำนวนมาก
ต่อข้อซักถามเรื่องที่สหรัฐฯ พยายามดึงบริษัทเทคโนโลยีกลับไปผลิตในประเทศนั้น มองว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะการสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูงต้องใช้ระยะเวลาในการสั่งสมประสบการณ์และความรู้ ซึ่งประเทศไทยมีความแข็งแกร่งในจุดนี้และมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ทำให้ไทยยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกสำหรับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล
ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอก ซีเกทมีการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมีแผนสำรองฉุกเฉิน ทั้งในด้านการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง และการจัดการซัพพลายต่าง ๆ
พร้อมระบุว่า ธุรกิจฮาร์ดดิสก์ไม่ใช่ขาลง แม้ตลาดผู้บริโภคชะลอ แต่ดีมานด์ข้อมูลจากคลาวด์ ดาต้าเซนเตอร์ และ AI ยังเติบโตอย่างมหาศาล





