หลังจาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดร่างประกาศเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เพื่อกำหนดโครงสร้างอัตราค่าบริการโทรศัพท์มือถือ โดยเสนอแพ็กเกจพื้นฐานราคาถูก (โปรฯธงฟ้า) ไม่เกิน 210 บาทต่อเดือน
ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ นโยบายดังกล่าวถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในฐานะมาตรการช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านการสื่อสารของประชาชน
อย่างไรก็ตาม สภาผู้บริโภค เห็นว่า แพ็กเกจที่ กสทช. เสนอ อาจไม่ใช่ทางเลือกใหม่อย่างแท้จริง เนื่องจากเงื่อนไขและระดับราคามีลักษณะใกล้เคียงกับโปรโมชันที่ผู้ให้บริการมือถือมีอยู่แล้ว รวมถึงมีราคาสูงกว่าบางแพ็กเกจที่มีอยู่ในท้องตลาด จึงอาจไม่ได้ช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคลงอย่างแท้จริง
สภาผู้บริโภคจึงย้ำข้อเสนอ “แพ็กเกจมือถือพื้นฐาน” ที่มุ่งตอบโจทย์ค่าครองชีพของประชาชนมากกว่า โดยเสนอให้กำหนดราคาไม่เกิน 100 บาทต่อเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์ที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ได้แก่ อินเทอร์เน็ตอย่างน้อย 70 GB ที่ความเร็วไม่ต่ำกว่า 5 Mbps ซึ่งสามารถรองรับการดูวิดีโอ การทำงาน และการเรียนออนไลน์ได้อย่างราบรื่น และแม้ใช้ครบตามปริมาณแล้ว ยังสามารถใช้งานต่อเนื่องที่ความเร็ว 512 Kbps รวมถึงมีนาทีโทรอย่างน้อย 100 นาทีต่อเดือน
เมื่อเปรียบเทียบกับร่างของ กสทช. ที่กำหนดราคาไม่เกิน 210 บาทต่อเดือน แต่ให้ปริมาณอินเทอร์เน็ตสูงสุดเพียง 6 GB และโทร 70 นาที ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่มีแพ็กเกจราคาถูกหรือไม่ แต่คือแพ็กเกจนั้นเพียงพอและเป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามสำคัญที่สังคมต้องร่วมกันพิจารณาในช่วงการเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ ก่อนที่ร่างประกาศดังกล่าวจะถูกประกาศใช้จริงต่อไป
นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า จากการที่ กสทช. ออกแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตราคา 210 บาทนั้น ไม่ใช่ราคาใหม่ เนื่องจากเมื่อสำรวจแพ็กเกจและโปรโมชันในปัจจุบัน ค่ายมือถือมีราคาดังกล่าวอยู่แล้ว อีกทั้งเมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคาจะเพิ่มขึ้น ถือว่ายังเป็นราคาแพงสำหรับภาคครัวเรือนในภาวะที่ค่าครองชีพพุ่งสูง
ปัจจุบันประชาชนกำลังเผชิญค่าครองชีพสูง จากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งและราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น กระทบต่อเนื่องทำให้สินค้าทยอยปรับราคาตาม
สภาฯผู้บริโภคจึงเสนอแพ็กเกจเน็ตมือถือ 100 บาทต่อเดือน เพื่อลดค่าครองชีพ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย พร้อมเสนอให้รัฐบาลใหม่ผลักดันให้ กสทช. ดำเนินการปรับแพ็กเกจมือถือให้ลดลงอีก
นอกจากนี้ ความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตของภาคครัวเรือนมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้มีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น และจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการหางานหรือขายสินค้าออนไลน์ ดังนั้นอินเทอร์เน็ตจึงกลายเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานเช่นเดียวกับน้ำและไฟฟ้า ที่รัฐต้องคุ้มครองให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวมทั้งรัฐบาลได้ขอความร่วมมือให้ข้าราชการ พนักงานบริษัท และประชาชนทำงานที่บ้าน ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตทำงาน และรวมทั้งนักเรียน นักศึกษา ต้องใช้เพื่อเรียนออนไลน์
ขณะเดียวกัน ภายหลังการควบรวมของค่ายมือถือที่มีผู้ให้บริการเหลือ 2 ค่าย พบว่าต้นทุนของผู้ประกอบการลดลงอย่างชัดเจน เนื่องจากสามารถบริหารจัดการและดูแลโครงข่ายร่วมกันได้ ดังนั้นต้นทุนที่ลดลงควรถูกนำมาปรับลดราคาให้แก่ผู้บริโภคในช่วงภาวะเศรษฐกิจผันผวน
ทั้งนี้ เมื่ออินเทอร์เน็ตคือสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เหมือนน้ำและไฟที่รัฐต้องคุ้มครอง และขอความร่วมมือจากเอกชนให้ดูแลประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ กลุ่มเปราะบาง และผู้มีรายได้น้อย ที่มีแต่รายจ่ายเพิ่มสูงขึ้นในภาวะโลกปั่นป่วน เกิดสงคราม เสมือนภาวะภัยพิบัติ ที่ประชาชนต้องรัดเข็มขัด แต่การสื่อสารยังเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน ทำให้สามารถใช้สื่อสาร ค้นหางาน และหารายได้ในช่วงนี้
นางสาวสุภิญญา กล่าวต่อว่า กสทช. อยู่ระหว่างจัดทำร่างประกาศกำหนดและกำกับดูแลโครงสร้างอัตราค่าบริการโทรศัพท์มือถือ รายเดือนละไม่เกิน 210 บาท และเปิดรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน จึงควรเปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยมีส่วนร่วมเสนอราคาแพ็กเกจพื้นฐาน เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนได้อย่างทั่วถึง





