ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐมีคำสั่งให้ รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนการจัดประเภทบริษัทพัฒนาเอไอ แอนโทรปิก (Anthropic) ว่าเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน พร้อมระงับคำสั่งที่ให้หน่วยงานรัฐบาลกลางหยุดใช้เทคโนโลยีของบริษัท “ชั่วคราว” หลังจากบริษัทได้ยื่นฟ้องต่อศาลกรณีความขัดแย้งกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐเกี่ยวกับเงื่อนไขการใช้งานเอไอ
คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี (26 มี.ค.) ผู้พิพากษา ริต้า เอฟ. หลิน (Rita F. Lin) จากศาลแขวงสหรัฐประจำเขตตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ระบุให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศว่า แอนโทรปิกเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคง และต้องยุติคำสั่งที่ให้หน่วยงานรัฐตัดความสัมพันธ์กับบริษัท
ระหว่างการพิจารณาคดี ผู้พิพากษากล่าวว่า การกระทำของรัฐบาล “ดูเหมือนเป็นความพยายามที่จะทำให้แอนโทรปิกไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้” พร้อมระบุว่า คำสั่งของรัฐบาลอาจละเมิดสิทธิด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบริษัทตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ
ที่มาของความขัดแย้ง
คดีนี้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างแอนโทรปิหกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เกี่ยวกับแนวทางการใช้งานเทคโนโลยีเอไอของบริษัทในหน่วยงานรัฐบาล โดยแอนโทรปิกต้องการกำหนดข้อจำกัดบางประการในการใช้โมเดลเอไอของบริษัท เช่น การห้ามนำไปใช้ในระบบอาวุธอัตโนมัติเต็มรูปแบบ หรือการสอดส่องประชาชนจำนวนมาก
รัฐบาลสหรัฐไม่เห็นด้วยกับข้อจำกัดดังกล่าว และได้ประกาศจัดประเภทแอนโทรปิกเป็น “ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน” ซึ่งโดยปกติแล้วสถานะนี้มักใช้กับบริษัทจากประเทศที่ถือเป็นคู่แข่งหรือฝ่ายตรงข้ามทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ มากกว่าบริษัทสัญชาติอเมริกัน
ต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกคำสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลางทั้งหมดหยุดใช้เทคโนโลยีของแอนโทรปิกพร้อมกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่านภายใน 6 เดือน
หลังจากนั้นไม่นาน แอนโทรปิกได้ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐบาลหลายแห่ง รวมถึงรัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซท (Pete Hegseth) โดยระบุว่า การกระทำของรัฐบาลส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัท และละเมิดสิทธิด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
ฝ่ายทำเนียบขาวได้วิพากษ์วิจารณ์แอนโทรปิกอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่าบริษัทเป็น “บริษัทแนวคิดซ้ายจัด” หรือ “woke” และการดำเนินการของบริษัทอาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอของแอนโทรปิก ระบุว่า การที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐขึ้นบัญชีบริษัทเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคง เป็นการตอบโต้และลงโทษบริษัท
ผลของคำสั่งศาลชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี
คำสั่งของผู้พิพากษาครั้งนี้เป็นคำสั่งชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี โดยระบุว่า คำสั่งของรัฐบาลที่ให้หน่วยงานรัฐหยุดใช้เครื่องมือของแอนโทรปิกไม่สามารถบังคับใช้ได้ในช่วงนี้ ส่งผลให้เอไอของบริษัท เช่น Claude ยังคงสามารถใช้งานในหน่วยงานรัฐบาลและบริษัทเอกชนที่ทำงานร่วมกับกองทัพสหรัฐได้จนกว่าคดีจะสิ้นสุด
ในคำสั่งของศาล ผู้พิพากษาหลิน ยังระบุว่า การดำเนินการของรัฐบาลอาจเข้าข่าย “การตอบโต้ต่อการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ” หรือ First Amendment retaliation และอาจมีผลทำให้การอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับการใช้เอไอถูกจำกัด
ก่อนหน้าการฟ้องร้อง แอนโทรปิกได้ทำสัญญากับกระทรวงกลาโหมมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม และเป็นหนึ่งในบริษัทแรกที่นำโมเดลเอไอไปใช้ในเครือข่ายลับของกองทัพสหรัฐ รวมถึงการทำงานร่วมกับผู้รับเหมาด้านกลาโหม เช่น Palantir Technologies
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการเจรจาขยายการใช้งานระบบเอไอบนแพลตฟอร์ม GenAI.mil ของกระทรวงกลาโหมในเดือนกันยายน การเจรจาเริ่มติดขัด เนื่องจากเพนตากอนต้องการให้สัญญาระบุว่าสามารถใช้เทคโนโลยีของบริษัทได้ใน “ทุกวัตถุประสงค์ที่ถูกกฎหมาย”
ฝ่ายแอนโทรปิกแสดงความกังวลว่า หากยอมรับเงื่อนไขที่เปิดทางให้กองทัพใช้เอไอของบริษัทได้ในทุกกรณีที่กฎหมายอนุญาต อาจทำให้เทคโนโลยีของบริษัทถูกนำไปใช้ในระบบอาวุธอัตโนมัติเต็มรูปแบบ หรือใช้เฝ้าระวังประชาชนจำนวนมากในประเทศ จึงปฏิเสธเงื่อนไขดังกล่าว
ความขัดแย้งเริ่มปรากฏต่อสาธารณะในเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อรัฐมนตรีกลาโหมเฮกเซทกำหนดเส้นตายให้บริษัทตอบรับเงื่อนไขสัญญาใหม่ แต่แอนโทรปิกปฏิเสธ ทำให้รัฐบาลประกาศขึ้นบัญชีบริษัทเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในเวลาต่อมา
การประกาศดังกล่าวยังทำให้บริษัทผู้รับเหมาด้านกลาโหมที่ทำงานกับรัฐบาล เช่น Amazon, Microsoft และ Palantir ต้องรับรองว่าไม่ได้ใช้โมเดล Claude ในโครงการที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ
ในคดีนี้ รัฐบาลสหรัฐอ้างอำนาจตามกฎหมายสองฉบับ คือมาตรา 10 U.S.C. § 3252 และ 41 U.S.C. § 4713 เพื่อใช้ประกาศให้แอนโทรปิกเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งทำให้บริษัทต้องยื่นคำร้องในศาลสองแห่งแยกกัน โดยคดีอีกส่วนหนึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์สหรัฐในกรุงวอชิงตัน
ผู้พิพากษาระบุว่า หากเป็นเพียงข้อขัดแย้งเรื่องสัญญา หน่วยงานกลาโหมสามารถหยุดใช้เอไอของแอนโทรปิก และหาบริษัทเอไอรายอื่นที่มีเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่าได้ แต่ประเด็นสำคัญของคดีนี้คือการพิจารณาว่ารัฐบาลได้ละเมิดกฎหมายหรือไม่
ภายหลังคำสั่งศาล แอนโทรปิกระบุในแถลงการณ์ว่า บริษัทรู้สึกขอบคุณศาลที่พิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว และยินดีที่ศาลเห็นว่าบริษัทมีโอกาสชนะคดีในประเด็นสำคัญ โดยบริษัทระบุว่าการฟ้องร้องครั้งนี้มีความจำเป็นเพื่อปกป้องบริษัท ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ
บริษัทยังระบุว่า หลังจากนี้ยังคงต้องการทำงานร่วมกับรัฐบาลสหรัฐต่อไป เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีเอไอที่มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้
ทั้งนี้ ตัวแทนของทำเนียบขาวและกระทรวงกลาโหมยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อคำสั่งศาลดังกล่าว ขณะที่ข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับแอนโทรปิกยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และจะต้องมีการตัดสินขั้นสุดท้ายในกระบวนการต่อไป
อ้างอิง: TechCrunch CNBC และ BBC





