วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม 2569

Login
Login

Amity ปิดระดมทุน 100 ล้านดอลลาร์ ดัน AI องค์กร ขยายตลาดยุโรป-อาเซียน

Amity ปิดระดมทุน 100 ล้านดอลลาร์ ดัน AI องค์กร ขยายตลาดยุโรป-อาเซียน

อะมิตี้ (Amity) กลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีเอไอสัญชาติไทย ประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series D มูลค่ารวม 100 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3,600 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการระดมทุนด้านเอไอเชิงสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นการระดมทุนของบริษัทซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

การระดมทุนครั้งนี้นำโดย EDBI บริษัทการลงทุนภายใต้ SG Growth Capital ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ร่วมด้วย Asia Partners จากสิงคโปร์, SMDV จากอินโดนีเซีย รวมถึงนักลงทุนรายใหม่อย่าง CMLIM Capital จากมาเลเซีย ส่งผลให้ยอดเงินระดมทุนสะสมของอะมิตี้เพิ่มขึ้นเป็น 160 ล้านดอลลาร์

เงินทุนจะถูกนำไปใช้ใน 2 ด้านหลัก ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาเอไอ และการขยายธุรกิจในต่างประเทศ โดยในส่วนของงานวิจัยจะมุ่งเสริมศักยภาพศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้เอไอ (ARAC) ที่สิงคโปร์ ขณะที่การขยายธุรกิจจะเน้นการเข้าซื้อกิจการบริษัทซอฟต์แวร์ในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าและช่องทางการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริง

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนระยะยาวในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2570 โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาตลาดที่เหมาะสม

ยุโรปฐานกำไรหลัก ‘สเกล-ลูกค้า-กฎระเบียบ’ หนุนธุรกิจโต

ข้อมูลของบริษัทระบุว่า มากกว่า 75% ของกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในปีที่ผ่านมา มาจากธุรกิจในยุโรป 

กรวัฒน์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง อธิบายว่า ปัจจัยสำคัญมาจากขนาดตลาด อาเซียนเป็นตลาดที่เล็กมาก การใช้ซอฟต์แวร์องค์กรยังน้อยกว่าประเทศอังกฤษประเทศเดียว ขณะที่ยุโรปมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ ทำให้สามารถสร้าง “สเกล” ที่จำเป็นต่อการพัฒนาเอไอได้

อีกปัจจัยคือ ความสำเร็จจากการเข้าซื้อกิจการ เช่น Tollring ในสหราชอาณาจักร ซึ่งมีฐานลูกค้าเดิมอยู่แล้ว ก่อนที่บริษัทจะนำเอไอเข้าไปปรับใช้จนกำไรเพิ่มขึ้นถึง 50%

นอกจากนี้ บริษัทยังมีฐานลูกค้าองค์กรในยุโรปจำนวนมาก เช่น โรงพยาบาลกว่า 600 แห่ง หน่วยงานรัฐระดับท้องถิ่น และพันธมิตรอย่าง British Telecom (BT) ซึ่งช่วยเป็นช่องทางกระจายสินค้า

กรวัฒน์ยังระบุว่า ยุโรปมีความหลากหลายด้านภาษาและกฎระเบียบ ซึ่งกลายเป็นกำแพงป้องกันที่เอื้อต่อผู้พัฒนาเอไอเฉพาะทาง “การทำ Vertical AI ในอาเซียนหรือยุโรปมี defensibility ที่ดีกว่า” เขากล่าว 

ใช้โมเดล ‘สร้าง-ซื้อ-เชื่อม’ พัฒนาเอไอเฉพาะทางสำหรับองค์กร

อะมิตี้ใช้กลยุทธ์การเติบโตภายใต้แนวคิด “3Bs” ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีภายในองค์กร (Build) การเข้าซื้อกิจการ (Buy) และการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับระบบเดิม (Bridge) โดยทั้ง 3 ส่วนทำงานต่อเนื่องกัน

ในขั้นแรก บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีเอไอผ่านศูนย์วิจัยของตน เพื่อสร้างระบบเอไอเฉพาะทาง หรือ Vertical AI ที่ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ค้าปลีกและโทรคมนาคม โดยใช้ข้อมูลขององค์กรเป็นฐาน ทำให้ระบบสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงได้มากกว่าระบบเอไอทั่วไป

จากนั้น บริษัทใช้กลยุทธ์เข้าซื้อกิจการซอฟต์แวร์ที่มีลูกค้าและรายได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ได้ทั้งฐานลูกค้าและข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาเอไอได้ทันที

ขั้นตอนสุดท้ายคือ การเชื่อมโยงเทคโนโลยี โดยนำเอไอที่พัฒนาขึ้นเข้าไปปรับใช้กับระบบของบริษัทที่เข้าซื้อ หรือระบบที่ลูกค้าใช้งานอยู่เดิม ทำให้ซอฟต์แวร์เดิมถูกยกระดับเป็นระบบเอไอ และสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

ตัวอย่างของแนวทางนี้คือ การเข้าซื้อบริษัท Tollring ในสหราชอาณาจักร ซึ่งให้บริการวิเคราะห์การสื่อสารในองค์กร

หลังการเข้าซื้อ อะมิตี้ได้นำเอไอเข้าไปพัฒนาให้ระบบสามารถฟังเสียง สรุปบทสนทนา และวิเคราะห์คุณภาพการให้บริการได้ ส่งผลให้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นประมาณ 50%

ในด้านเทคโนโลยี บริษัทมุ่งพัฒนาเอไออีกประเภทหนึ่งคือ Agentic AI ซึ่งเป็นระบบที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ในบางกระบวนการ เช่น การตอบลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการดำเนินงานบางขั้นตอนโดยอัตโนมัติ

แนวทางนี้เน้นการนำเอไอไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจ โดยฝังอยู่ในระบบที่องค์กรใช้งานอยู่แล้ว แทนการพัฒนาเครื่องมือใหม่แยกออกมา ทำให้สามารถลดข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีไปใช้เชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายองค์กรยังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

โฟกัสตลาดองค์กร สร้างรายได้ต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงธุรกิจ

กรวัฒน์อธิบายว่า เลือกมุ่งเน้นตลาดลูกค้าองค์กร (B2B) แทนตลาดผู้บริโภคทั่วไป โดยแนวทางนี้ช่วยให้บริษัทสามารถสร้างรายได้ในลักษณะต่อเนื่องจากการให้บริการซอฟต์แวร์และเอไอ ซึ่งแตกต่างจากตลาดผู้บริโภคที่รายได้อาจผันผวนและต้องใช้ต้นทุนสูงในการหาผู้ใช้งานจำนวนมาก

อีกปัจจัยคือ ลูกค้าองค์กรมีความต้องการใช้งานเอไอที่ชัดเจนและสามารถวัดผลได้ เช่น การลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หรือการเพิ่มยอดขาย ทำให้บริษัทสามารถแสดงผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเอื้อต่อการตัดสินใจใช้งานในระยะยาว

นอกจากนี้ การทำตลาดองค์กรยังเปิดโอกาสให้บริษัทเข้าถึง “ข้อมูลเฉพาะทาง” ของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ข้อมูลจากคอลเซ็นเตอร์ ข้อมูลธุรกิจค้าปลีก หรือข้อมูลด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าสูงและไม่เปิดเผยสู่สาธารณะ โดยข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้พัฒนาเอไอให้มีความแม่นยำและตอบโจทย์การใช้งานจริงได้มากขึ้น

ด้านโครงสร้างรายได้ กรวัฒน์ระบุว่า โมเดลธุรกิจลักษณะนี้ช่วยให้บริษัทสามารถสร้างกำไรได้โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากเพื่อขยายฐานผู้ใช้งานแบบรวดเร็วเหมือนธุรกิจผู้บริโภค ส่งผลให้มีสถานะทางการเงินที่มั่นคงกว่า ไม่ต้องพึ่งพาการ “เผาเงิน” เพื่อแข่งขัน

ปัจจุบัน บริษัทมีรายได้ต่อปีแตะระดับ 100 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2565 และตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2569 โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป

กรวัฒน์ระบุว่า โครงสร้างธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้และกำไรได้ต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีความพร้อมสำหรับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งต้องอาศัยทั้งการเติบโตของรายได้ ความสามารถในการทำกำไร และความชัดเจนของโมเดลธุรกิจ

เคง เถ็ก ก๋วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ระบุว่า การระดมทุนครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากสตาร์ตอัปไปสู่ช่วง Growth & Scale โดยจะใช้เงินลงทุนเพื่อขยายตลาดและสร้างรายได้ระยะยาว

ด้าน ทัชพล ไกรสิงขร ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานศูนย์วิจัยเอไอ ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาเอไอที่สามารถลงมือปฏิบัติงานและขับเคลื่อนกระบวนการทางธุรกิจได้จริง เพื่อแก้ปัญหาการใช้งานเอไอในองค์กรที่ยังไม่เกิดผลลัพธ์

ในตอนท้าย กรวัฒน์ยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการพัฒนาเอไอ โดยระบุว่า “อยากให้เปิดกว้างในแง่ของกฎหมาย ไม่กำกับดูแลจนเข้มงวดเกินไป”