วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม 2569

Login
Login

ปิดฉาก Sora ต้นทุนพุ่ง รายได้ไม่ชัด OpenAI ตัดโมเดลไม่ทำเงินก่อน IPO ดีล Disney ล่ม

ปิดฉาก Sora ต้นทุนพุ่ง รายได้ไม่ชัด OpenAI ตัดโมเดลไม่ทำเงินก่อน IPO ดีล Disney ล่ม

โอเพนเอไอ (OpenAI) ประกาศยุติให้บริการแอปสร้างวิดีโอด้วยเอไอ “Sora” อย่างเป็นทางการ ครอบคลุมทั้งแอปสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนา พร้อมกันนั้นยังยุติความร่วมมือด้านคอนเทนต์กับ The Walt Disney Company ที่เพิ่งประกาศดีลร่วมกันไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน บริษัทสัญญาว่าจะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกำหนดการปิดตัว รวมถึงวิธีที่ผู้ใช้จะสามารถส่งออกและเก็บรักษาวิดีโอที่ตนสร้างไว้ได้

เพียงหนึ่งวันก่อนหน้านั้น โอเพนเอไอเพิ่งเผยแพร่บล็อกโพสต์ชื่อ “Creating with Sora safely” ที่อธิบายมาตรการความปลอดภัยใหม่บนแพลตฟอร์มอย่างละเอียด ทั้งระบบป้องกันเนื้อหาสำหรับวัยรุ่น การกรองสื่อเชิงเพศ โฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มก่อการร้าย และเนื้อหาที่ส่งเสริมการทำร้ายตนเอง โดยไม่มีสัญญาณใดบ่งชี้เลยว่ากำลังจะปิดตัว

การตัดสินใจครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่โอเพนเอไอกำลังปรับยุทธศาสตร์องค์กร บริษัทระบุว่ายุติ Sora เพราะต้องการมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการใช้งานจริงมากกว่า โดยเฉพาะหุ่นยนต์และ Agentic AI ซึ่งหมายถึง เอไอที่สามารถดำเนินงานแทนมนุษย์ได้โดยแทบไม่ต้องมีการควบคุม เช่น การเขียนโปรแกรม การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการจัดการงานซับซ้อนบนคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้

โฆษกของโอเพนเอไอระบุว่า เทคโนโลยีที่ใช้ฝึกให้ Sora สร้างวิดีโอสมจริงจะถูกนำไปต่อยอดกับการพัฒนาหุ่นยนต์ เพื่อช่วยแก้ปัญหาในโลกจริงที่เป็นงานเชิงกายภาพ ขณะที่ฟีเจอร์สร้างภาพใน ChatGPT ยังคงให้บริการตามปกติและไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด

ด้านดิสนีย์ แถลงว่า เคารพการตัดสินใจของโอเพนเอไอที่จะยุติธุรกิจด้านวิดีโอ และจะแสวงหาพันธมิตรเอไอรายอื่นแทน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีโดยไม่กระทบลิขสิทธิ์และสิทธิ์ของผู้สร้างผลงาน

จากความสำเร็จสู่การปิดตัวในเวลาไม่ถึงปี

Sora เปิดตัวครั้งแรกในปลายปี 2567 ท่ามกลางความสนใจจากทั่วโลก ด้วยความสามารถที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นคือการสร้างวิดีโอคุณภาพสูงที่ดูเหมือนผลิตโดยสตูดิโอมืออาชีพ เพียงจากคำสั่งข้อความธรรมดาไม่กี่ประโยค ทั้งแสง เงา การเคลื่อนไหวของกล้อง และความต่อเนื่องของฉาก ล้วนสมจริงในแบบที่คู่แข่งยังทำไม่ได้

จนกระทั่งเดือนกันยายน 2568 โอเพนเอไอยกระดับ Sora ขึ้นอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวเวอร์ชันใหม่ พร้อมแอปที่แยกออกมาใช้งานโดยเฉพาะ ไม่ได้รวมอยู่ใน ChatGPT อีกต่อไป

ภายในแอปมีหน้าฟีดสำหรับเลื่อนดูวิดีโอขึ้นลง ผู้ใช้สามารถสร้างวิดีโอของตัวเอง นำผลงานของผู้อื่นมาปรับหรือดัดแปลงต่อ และแชร์วิดีโอผ่านหน้าฟีดเดียวกันได้ในที่เดียว คล้ายรูปแบบการใช้งานของ TikTok

ผลตอบรับทันทีหลังเปิดตัวคือแอปขึ้นอันดับ 1 บน App Store และมียอดดาวน์โหลดมากกว่า 1 ล้านครั้งในเวลาไม่ถึง 5 วัน ผู้ใช้สร้างวิดีโอหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่คลิปเจ้าหญิงไดอานา กระโดด parkour ไปจนถึงสุนัขขับรถยนต์ ซึ่งเป็นภาพที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง แต่เอไอสร้างออกมาได้อย่างสมจริงน่าทึ่ง

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จด้านตัวเลขนั้นมาพร้อมกับปัญหาที่ตามมาไม่ขาด Sora ถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องวิดีโอที่มีเนื้อหารุนแรงและเหยียดเชื้อชาติ การใช้ตัวละครที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต การสร้างวิดีโอปลอมที่ใช้ใบหน้าบุคคลจริง และการแพร่กระจายข้อมูลเท็จ 

ในช่วงเวลาเดียวกัน คู่แข่งก็เริ่มทยอยเข้ามาในตลาด โดยเฉพาะ Seedance จากจีนที่สร้างกระแสในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หลังวิดีโอเอไอที่สร้างจากตัวละคร Hollywood แพร่ไวรัลทั่วโซเชียลมีเดีย สะท้อนให้เห็นว่าความได้เปรียบของ Sora กำลังถูกตามทัน

ดีลกับดิสนีย์ ข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่แต่ไม่เคยปิดจริง

เดือนธันวาคม 2567 โอเพนเอไอดึงไพ่ใบใหญ่ที่สุดออกมา เมื่อดิสนีย์กลายเป็นบริษัทบันเทิงรายใหญ่รายแรกที่ยอมอนุญาตให้โอเพนเอไอนำตัวละครและผลงานของตนไปใช้กับเอไออย่างเป็นทางการ โดยตกลงลงทุนประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์

โดยเปิดให้ใช้ตัวละครมากกว่า 200 ตัวจาก Disney, Marvel, Pixar และ Star Wars บนแพลตฟอร์ม Sora เป็นระยะเวลา 3 ปี ผู้ใช้จะสามารถสร้างวิดีโอต่อสู้คู่กับ Luke Skywalker หยิบเลเซอร์ซอร์ด หรือโผล่ตัวเองเข้าไปในโลกของ Toy Story ได้

ข้อตกลงนี้ถูกมองว่าเป็นจุดพลิกผันสำคัญ เพราะก่อนหน้านั้น ดิสนีย์คือหนึ่งในบริษัทที่ปกป้องลิขสิทธิ์อย่างเข้มงวดที่สุดในโลก และสตูดิโอใหญ่หลายแห่งยังอยู่ในโหมดฟ้องร้องบริษัทเอไอเรื่องการนำผลงานไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต 

การที่ดิสนีย์ยื่นมือมาร่วมมือกับโอเพนเอไอจึงถูกตีความว่า ฮอลลีวูดเริ่มเปิดรับเทคโนโลยีนี้แทนที่จะต่อสู้กับมัน และเป้าหมายระยะยาวของดิสนีย์คือนำเอไอมาสร้างประสบการณ์ใหม่บน Disney+ ให้แฟนๆ ได้มีปฏิสัมพันธ์กับตัวละครที่ตนรักในแบบที่ไม่เคยเป็นไปได้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ไม่เคยปิดสัญญาอย่างเป็นทางการ เงิน 1 พันล้านดอลลาร์ไม่เคยโอน ดังนั้นเมื่อโอเพนเอไอประกาศยุติ Sora ดิสนีย์จึงยืนยันทันทีว่าจะยุติความร่วมมือนี้เช่นกัน โดยระบุว่า เคารพการตัดสินใจของโอเพนเอไอ และจะแสวงหาพันธมิตรเอไอรายอื่นเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปโดยไม่ละเมิดสิทธิ์นักสร้างสรรค์

ต้นทุนสูง รายได้ไม่ชัด และแรงกดดันจากตลาด

แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของโอเพนเอไอ ประกาศต่อพนักงานว่าบริษัทจะยุติผลิตภัณฑ์ที่ใช้โมเดลวิดีโอทั้งหมด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่เพื่อเตรียมตัวก่อนการเสนอขายหุ้นครั้งแรก (IPO) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2569 นี้ 

เป้าหมายคือ เปลี่ยนทรัพยากรคอมพิวเตอร์และบุคลากรชั้นนำมาสู่เครื่องมือที่สร้างรายได้จริงจากกลุ่มองค์กรและผู้ใช้ระดับมืออาชีพ

ฟิดจิ ซิโม (Fidji Simo) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายแอปพลิเคชันของโอเพนเอไอ ได้จัดประชุมกับพนักงานทั้งบริษัทเมื่อไม่นานมานี้ เธอพูดตรงๆ ว่าบริษัทกำลังหันมาจริงจังกับงานที่สร้างรายได้จริง และไม่มีเวลาเสียไปกับโปรเจกต์ที่ไม่ใช่หัวใจหลักของธุรกิจอีกแล้ว โดยเตือนพนักงานว่าไม่อาจเสียสมาธิไปกับ “ภารกิจรอง” ได้

ภารกิจหลักที่ว่าคือ การแข่งขันกับแอนโทรปิก (Anthropic) ในตลาดองค์กรและผู้ใช้ระดับมืออาชีพ แอนโทรปิกสร้างฐานลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ได้จาก Claude Code ที่กลายเป็นเครื่องมือโปรดของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลก 

โอเพนเอไอรู้ดีว่าตลาดนั้นคือ ตลาดที่จ่ายเงินจริง และมีมาร์จิ้นสูงกว่าการให้คนทั่วไปสร้างวิดีโอขำขันฟรีมาก นอกจากนี้บริษัทยังประกาศแผนรวม ChatGPT เบราว์เซอร์ เดสก์ท็อป และแอปเขียนโค้ด Codex เข้าเป็นซูเปอร์เดียว เพื่อให้ทีมงานทุกคนมีทิศทางเดียวกัน แทนที่จะกระจายออกเป็นหลายทีมที่แย่งทรัพยากรกันเอง

นอกจากนี้ การรัน Sora แพงมาก แพงกว่าที่หลายคนจินตนาการไว้ การสร้างวิดีโอเอไอหนึ่งคลิปต้องใช้พลังการประมวลผลมากกว่าการสร้างภาพหรือการตอบข้อความหลายเท่าตัว เนื่องจากต้องคำนวณทุกเฟรมของวิดีโอให้สอดคล้องกัน และเมื่อมีผู้ใช้หลักล้านคนใช้งานพร้อมกัน ตัวเลขบนบิลค่าเซิร์ฟเวอร์พุ่งสูงในแบบที่ทำให้แม้แต่บริษัทที่มีมูลค่าถึง 1.57 ล้านล้านบาทต้องสะดุ้ง

พนักงานบางส่วนในโอเพนเอไอเคยรู้สึกประหลาดใจกับปริมาณทรัพยากรที่บริษัทลงทุนกับ Sora ตั้งแต่ต้น เพราะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าตลาดต้องการผลิตภัณฑ์นี้ในระดับนั้น กล่าวง่ายๆ คือคนดาวน์โหลดเยอะ แต่ไม่มีใครจ่ายเงินเพียงพอที่จะคุ้มต้นทุน

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องลิขสิทธิ์ Sora เปิดตัวมาโดยไม่มีระบบป้องกันทรัพย์สินทางปัญญาที่เพียงพอ ผู้ใช้สามารถสร้างวิดีโอโดยดึงตัวละครจากหนัง ใช้ใบหน้าของนักแสดงที่ยังมีชีวิตอยู่ และนำทรัพย์สินทางปัญญาของสตูดิโอใหญ่มาใช้ได้อย่างเสรี

สตูดิโอและสหภาพแรงงานบันเทิงออกมาประท้วงอย่างรุนแรง โอเพนเอไอจึงต้องรีบเพิ่มระบบควบคุมในภายหลัง แต่ความเสียหายด้านความสัมพันธ์กับฮอลลีวูดเกิดขึ้นแล้วและยากจะแก้คืน

เทคโนโลยี Sora ไม่ได้ตาย แค่เปลี่ยนบทบาท

แม้ตัวแอปจะปิดตัวลง แต่ความรู้และเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง Sora ไม่ได้หายไปไหน โอเพนเอไอวางแผนนำมันไปต่อยอดในสิ่งที่บริษัทมองว่าใหญ่กว่ามาก นั่นคือ “หุ่นยนต์

เหตุผลที่สองเรื่องนี้เชื่อมกันได้ คือการที่เอไอสร้างวิดีโอได้สมจริงไม่ใช่แค่เรื่องภาพสวย แต่หมายความว่าเอไอต้องเข้าใจโลกกายภาพในระดับลึก ต้องรู้ว่าแสงตกกระทบวัตถุอย่างไร วัตถุเคลื่อนที่แบบไหนเมื่อมีแรงกระทำ ผ้าจะพลิ้วอย่างไรเมื่อโดนลม หรือน้ำจะไหลอย่างไรบนพื้นผิวต่างๆ ความสามารถในการจำลองโลกซึ่งตรงกับสิ่งที่หุ่นยนต์ต้องการพอดี

หุ่นยนต์ที่ทำงานในโลกจริงต้องเข้าใจฟิสิกส์แบบเดียวกันทุกประการ เช่น ถ้าจะหยิบแก้วน้ำต้องรู้ว่าต้องออกแรงแค่ไหนจึงจะไม่บี้หรือทำหล่น ถ้าเดินบนพื้นลื่นต้องรู้วิธีปรับสมดุล หรือถ้าต้องประกอบชิ้นส่วนละเอียดต้องรู้ว่าจะใช้มือทั้งสองข้างให้แม่นยำอย่างไร

อัลท์แมนระบุว่า ทีมที่พัฒนา Sora จะนำความรู้เรื่องการจำลองโลกนี้ไปใช้กับการพัฒนาหุ่นยนต์ รวมถึงการสร้างอุปกรณ์เอไอฮาร์ดแวร์รูปแบบใหม่ที่บริษัทกำลังพัฒนาอยู่และมีแผนจะเปิดตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า 

ดังนั้น Sora ในฐานะแอปสร้างวิดีโออาจจบแล้ว แต่มรดกทางเทคโนโลยีของมันกำลังถูกนำไปเป็นรากฐานของเดิมพันที่ใหญ่กว่าเดิมมาก

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเอไอและสื่อ

การปิดตัวของ Sora ส่งผลให้กูเกิล (Google) กลายเป็นผู้เล่นหลักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดสร้างวิดีโอด้วยเอไอโดยปริยาย เพราะคู่แข่งรายสำคัญถอยออกไปแล้ว แม้ว่ากูเกิลเองยังคงเผชิญกับคดีฟ้องร้องจากเจ้าของลิขสิทธิ์หลายรายและยังไม่มีข้อตกลงกับสตูดิโอรายใดก็ตาม

ส่วนดิสนีย์ แม้จะเสียโอกาสและเวลาที่ลงทุนไปกับความร่วมมือครั้งนี้ แต่ในทางตัวเลขการเงินโดยตรงไม่ขาดทุน เพราะเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ไม่เคยโอนจริง และบริษัทยังคงเปิดรับการเจรจากับแพลตฟอร์มเอไอรายอื่นๆ เพื่อหาทางนำเทคโนโลยีมาใช้บริการแฟนๆ โดยไม่ละเมิดสิทธิ์ของนักสร้างสรรค์ต่อไป

อ้างอิง: BBC The Guardian Hollywood Reporter WSJ และ CNBC