โอเพนเอไอ (OpenAI) ประกาศยุติให้บริการแอปสร้างวิดีโอด้วยเอไอ “Sora” อย่างเป็นทางการ ครอบคลุมทั้งแอปสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนา พร้อมกันนั้นยังยุติความร่วมมือด้านคอนเทนต์กับ The Walt Disney Company ที่เพิ่งประกาศดีลร่วมกันไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน บริษัทสัญญาว่าจะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกำหนดการปิดตัว รวมถึงวิธีที่ผู้ใช้จะสามารถส่งออกและเก็บรักษาวิดีโอที่ตนสร้างไว้ได้
เพียงหนึ่งวันก่อนหน้านั้น โอเพนเอไอเพิ่งเผยแพร่บล็อกโพสต์ชื่อ “Creating with Sora safely” ที่อธิบายมาตรการความปลอดภัยใหม่บนแพลตฟอร์มอย่างละเอียด ทั้งระบบป้องกันเนื้อหาสำหรับวัยรุ่น การกรองสื่อเชิงเพศ โฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มก่อการร้าย และเนื้อหาที่ส่งเสริมการทำร้ายตนเอง โดยไม่มีสัญญาณใดบ่งชี้เลยว่ากำลังจะปิดตัว
การตัดสินใจครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่โอเพนเอไอกำลังปรับยุทธศาสตร์องค์กร บริษัทระบุว่ายุติ Sora เพราะต้องการมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการใช้งานจริงมากกว่า โดยเฉพาะหุ่นยนต์และ Agentic AI ซึ่งหมายถึง เอไอที่สามารถดำเนินงานแทนมนุษย์ได้โดยแทบไม่ต้องมีการควบคุม เช่น การเขียนโปรแกรม การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการจัดการงานซับซ้อนบนคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้
โฆษกของโอเพนเอไอระบุว่า เทคโนโลยีที่ใช้ฝึกให้ Sora สร้างวิดีโอสมจริงจะถูกนำไปต่อยอดกับการพัฒนาหุ่นยนต์ เพื่อช่วยแก้ปัญหาในโลกจริงที่เป็นงานเชิงกายภาพ ขณะที่ฟีเจอร์สร้างภาพใน ChatGPT ยังคงให้บริการตามปกติและไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
ด้านดิสนีย์ แถลงว่า เคารพการตัดสินใจของโอเพนเอไอที่จะยุติธุรกิจด้านวิดีโอ และจะแสวงหาพันธมิตรเอไอรายอื่นแทน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีโดยไม่กระทบลิขสิทธิ์และสิทธิ์ของผู้สร้างผลงาน
จากความสำเร็จสู่การปิดตัวในเวลาไม่ถึงปี
Sora เปิดตัวครั้งแรกในปลายปี 2567 ท่ามกลางความสนใจจากทั่วโลก ด้วยความสามารถที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นคือการสร้างวิดีโอคุณภาพสูงที่ดูเหมือนผลิตโดยสตูดิโอมืออาชีพ เพียงจากคำสั่งข้อความธรรมดาไม่กี่ประโยค ทั้งแสง เงา การเคลื่อนไหวของกล้อง และความต่อเนื่องของฉาก ล้วนสมจริงในแบบที่คู่แข่งยังทำไม่ได้
จนกระทั่งเดือนกันยายน 2568 โอเพนเอไอยกระดับ Sora ขึ้นอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวเวอร์ชันใหม่ พร้อมแอปที่แยกออกมาใช้งานโดยเฉพาะ ไม่ได้รวมอยู่ใน ChatGPT อีกต่อไป
ภายในแอปมีหน้าฟีดสำหรับเลื่อนดูวิดีโอขึ้นลง ผู้ใช้สามารถสร้างวิดีโอของตัวเอง นำผลงานของผู้อื่นมาปรับหรือดัดแปลงต่อ และแชร์วิดีโอผ่านหน้าฟีดเดียวกันได้ในที่เดียว คล้ายรูปแบบการใช้งานของ TikTok
ผลตอบรับทันทีหลังเปิดตัวคือแอปขึ้นอันดับ 1 บน App Store และมียอดดาวน์โหลดมากกว่า 1 ล้านครั้งในเวลาไม่ถึง 5 วัน ผู้ใช้สร้างวิดีโอหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่คลิปเจ้าหญิงไดอานา กระโดด parkour ไปจนถึงสุนัขขับรถยนต์ ซึ่งเป็นภาพที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง แต่เอไอสร้างออกมาได้อย่างสมจริงน่าทึ่ง
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จด้านตัวเลขนั้นมาพร้อมกับปัญหาที่ตามมาไม่ขาด Sora ถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องวิดีโอที่มีเนื้อหารุนแรงและเหยียดเชื้อชาติ การใช้ตัวละครที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต การสร้างวิดีโอปลอมที่ใช้ใบหน้าบุคคลจริง และการแพร่กระจายข้อมูลเท็จ
ในช่วงเวลาเดียวกัน คู่แข่งก็เริ่มทยอยเข้ามาในตลาด โดยเฉพาะ Seedance จากจีนที่สร้างกระแสในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หลังวิดีโอเอไอที่สร้างจากตัวละคร Hollywood แพร่ไวรัลทั่วโซเชียลมีเดีย สะท้อนให้เห็นว่าความได้เปรียบของ Sora กำลังถูกตามทัน
ดีลกับดิสนีย์ ข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่แต่ไม่เคยปิดจริง
เดือนธันวาคม 2567 โอเพนเอไอดึงไพ่ใบใหญ่ที่สุดออกมา เมื่อดิสนีย์กลายเป็นบริษัทบันเทิงรายใหญ่รายแรกที่ยอมอนุญาตให้โอเพนเอไอนำตัวละครและผลงานของตนไปใช้กับเอไออย่างเป็นทางการ โดยตกลงลงทุนประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์
โดยเปิดให้ใช้ตัวละครมากกว่า 200 ตัวจาก Disney, Marvel, Pixar และ Star Wars บนแพลตฟอร์ม Sora เป็นระยะเวลา 3 ปี ผู้ใช้จะสามารถสร้างวิดีโอต่อสู้คู่กับ Luke Skywalker หยิบเลเซอร์ซอร์ด หรือโผล่ตัวเองเข้าไปในโลกของ Toy Story ได้
ข้อตกลงนี้ถูกมองว่าเป็นจุดพลิกผันสำคัญ เพราะก่อนหน้านั้น ดิสนีย์คือหนึ่งในบริษัทที่ปกป้องลิขสิทธิ์อย่างเข้มงวดที่สุดในโลก และสตูดิโอใหญ่หลายแห่งยังอยู่ในโหมดฟ้องร้องบริษัทเอไอเรื่องการนำผลงานไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
การที่ดิสนีย์ยื่นมือมาร่วมมือกับโอเพนเอไอจึงถูกตีความว่า ฮอลลีวูดเริ่มเปิดรับเทคโนโลยีนี้แทนที่จะต่อสู้กับมัน และเป้าหมายระยะยาวของดิสนีย์คือนำเอไอมาสร้างประสบการณ์ใหม่บน Disney+ ให้แฟนๆ ได้มีปฏิสัมพันธ์กับตัวละครที่ตนรักในแบบที่ไม่เคยเป็นไปได้มาก่อน
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ไม่เคยปิดสัญญาอย่างเป็นทางการ เงิน 1 พันล้านดอลลาร์ไม่เคยโอน ดังนั้นเมื่อโอเพนเอไอประกาศยุติ Sora ดิสนีย์จึงยืนยันทันทีว่าจะยุติความร่วมมือนี้เช่นกัน โดยระบุว่า เคารพการตัดสินใจของโอเพนเอไอ และจะแสวงหาพันธมิตรเอไอรายอื่นเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปโดยไม่ละเมิดสิทธิ์นักสร้างสรรค์
ต้นทุนสูง รายได้ไม่ชัด และแรงกดดันจากตลาด
แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของโอเพนเอไอ ประกาศต่อพนักงานว่าบริษัทจะยุติผลิตภัณฑ์ที่ใช้โมเดลวิดีโอทั้งหมด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่เพื่อเตรียมตัวก่อนการเสนอขายหุ้นครั้งแรก (IPO) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2569 นี้
เป้าหมายคือ เปลี่ยนทรัพยากรคอมพิวเตอร์และบุคลากรชั้นนำมาสู่เครื่องมือที่สร้างรายได้จริงจากกลุ่มองค์กรและผู้ใช้ระดับมืออาชีพ
ฟิดจิ ซิโม (Fidji Simo) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายแอปพลิเคชันของโอเพนเอไอ ได้จัดประชุมกับพนักงานทั้งบริษัทเมื่อไม่นานมานี้ เธอพูดตรงๆ ว่าบริษัทกำลังหันมาจริงจังกับงานที่สร้างรายได้จริง และไม่มีเวลาเสียไปกับโปรเจกต์ที่ไม่ใช่หัวใจหลักของธุรกิจอีกแล้ว โดยเตือนพนักงานว่าไม่อาจเสียสมาธิไปกับ “ภารกิจรอง” ได้
ภารกิจหลักที่ว่าคือ การแข่งขันกับแอนโทรปิก (Anthropic) ในตลาดองค์กรและผู้ใช้ระดับมืออาชีพ แอนโทรปิกสร้างฐานลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ได้จาก Claude Code ที่กลายเป็นเครื่องมือโปรดของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลก
โอเพนเอไอรู้ดีว่าตลาดนั้นคือ ตลาดที่จ่ายเงินจริง และมีมาร์จิ้นสูงกว่าการให้คนทั่วไปสร้างวิดีโอขำขันฟรีมาก นอกจากนี้บริษัทยังประกาศแผนรวม ChatGPT เบราว์เซอร์ เดสก์ท็อป และแอปเขียนโค้ด Codex เข้าเป็นซูเปอร์เดียว เพื่อให้ทีมงานทุกคนมีทิศทางเดียวกัน แทนที่จะกระจายออกเป็นหลายทีมที่แย่งทรัพยากรกันเอง
นอกจากนี้ การรัน Sora แพงมาก แพงกว่าที่หลายคนจินตนาการไว้ การสร้างวิดีโอเอไอหนึ่งคลิปต้องใช้พลังการประมวลผลมากกว่าการสร้างภาพหรือการตอบข้อความหลายเท่าตัว เนื่องจากต้องคำนวณทุกเฟรมของวิดีโอให้สอดคล้องกัน และเมื่อมีผู้ใช้หลักล้านคนใช้งานพร้อมกัน ตัวเลขบนบิลค่าเซิร์ฟเวอร์พุ่งสูงในแบบที่ทำให้แม้แต่บริษัทที่มีมูลค่าถึง 1.57 ล้านล้านบาทต้องสะดุ้ง
พนักงานบางส่วนในโอเพนเอไอเคยรู้สึกประหลาดใจกับปริมาณทรัพยากรที่บริษัทลงทุนกับ Sora ตั้งแต่ต้น เพราะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าตลาดต้องการผลิตภัณฑ์นี้ในระดับนั้น กล่าวง่ายๆ คือคนดาวน์โหลดเยอะ แต่ไม่มีใครจ่ายเงินเพียงพอที่จะคุ้มต้นทุน
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องลิขสิทธิ์ Sora เปิดตัวมาโดยไม่มีระบบป้องกันทรัพย์สินทางปัญญาที่เพียงพอ ผู้ใช้สามารถสร้างวิดีโอโดยดึงตัวละครจากหนัง ใช้ใบหน้าของนักแสดงที่ยังมีชีวิตอยู่ และนำทรัพย์สินทางปัญญาของสตูดิโอใหญ่มาใช้ได้อย่างเสรี
สตูดิโอและสหภาพแรงงานบันเทิงออกมาประท้วงอย่างรุนแรง โอเพนเอไอจึงต้องรีบเพิ่มระบบควบคุมในภายหลัง แต่ความเสียหายด้านความสัมพันธ์กับฮอลลีวูดเกิดขึ้นแล้วและยากจะแก้คืน
เทคโนโลยี Sora ไม่ได้ตาย แค่เปลี่ยนบทบาท
แม้ตัวแอปจะปิดตัวลง แต่ความรู้และเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง Sora ไม่ได้หายไปไหน โอเพนเอไอวางแผนนำมันไปต่อยอดในสิ่งที่บริษัทมองว่าใหญ่กว่ามาก นั่นคือ “หุ่นยนต์”
เหตุผลที่สองเรื่องนี้เชื่อมกันได้ คือการที่เอไอสร้างวิดีโอได้สมจริงไม่ใช่แค่เรื่องภาพสวย แต่หมายความว่าเอไอต้องเข้าใจโลกกายภาพในระดับลึก ต้องรู้ว่าแสงตกกระทบวัตถุอย่างไร วัตถุเคลื่อนที่แบบไหนเมื่อมีแรงกระทำ ผ้าจะพลิ้วอย่างไรเมื่อโดนลม หรือน้ำจะไหลอย่างไรบนพื้นผิวต่างๆ ความสามารถในการจำลองโลกซึ่งตรงกับสิ่งที่หุ่นยนต์ต้องการพอดี
หุ่นยนต์ที่ทำงานในโลกจริงต้องเข้าใจฟิสิกส์แบบเดียวกันทุกประการ เช่น ถ้าจะหยิบแก้วน้ำต้องรู้ว่าต้องออกแรงแค่ไหนจึงจะไม่บี้หรือทำหล่น ถ้าเดินบนพื้นลื่นต้องรู้วิธีปรับสมดุล หรือถ้าต้องประกอบชิ้นส่วนละเอียดต้องรู้ว่าจะใช้มือทั้งสองข้างให้แม่นยำอย่างไร
อัลท์แมนระบุว่า ทีมที่พัฒนา Sora จะนำความรู้เรื่องการจำลองโลกนี้ไปใช้กับการพัฒนาหุ่นยนต์ รวมถึงการสร้างอุปกรณ์เอไอฮาร์ดแวร์รูปแบบใหม่ที่บริษัทกำลังพัฒนาอยู่และมีแผนจะเปิดตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ดังนั้น Sora ในฐานะแอปสร้างวิดีโออาจจบแล้ว แต่มรดกทางเทคโนโลยีของมันกำลังถูกนำไปเป็นรากฐานของเดิมพันที่ใหญ่กว่าเดิมมาก
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเอไอและสื่อ
การปิดตัวของ Sora ส่งผลให้กูเกิล (Google) กลายเป็นผู้เล่นหลักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดสร้างวิดีโอด้วยเอไอโดยปริยาย เพราะคู่แข่งรายสำคัญถอยออกไปแล้ว แม้ว่ากูเกิลเองยังคงเผชิญกับคดีฟ้องร้องจากเจ้าของลิขสิทธิ์หลายรายและยังไม่มีข้อตกลงกับสตูดิโอรายใดก็ตาม
ส่วนดิสนีย์ แม้จะเสียโอกาสและเวลาที่ลงทุนไปกับความร่วมมือครั้งนี้ แต่ในทางตัวเลขการเงินโดยตรงไม่ขาดทุน เพราะเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ไม่เคยโอนจริง และบริษัทยังคงเปิดรับการเจรจากับแพลตฟอร์มเอไอรายอื่นๆ เพื่อหาทางนำเทคโนโลยีมาใช้บริการแฟนๆ โดยไม่ละเมิดสิทธิ์ของนักสร้างสรรค์ต่อไป
อ้างอิง: BBC The Guardian Hollywood Reporter WSJ และ CNBC





