“วีเอสที อีซีเอส” ผนึกกำลัง “เอชพีอี” เปิดบริการ Co-Location As-a-Service เดินเกมโมเดลเช่าใช้โครงสร้างพื้นฐานครบวงจร ลดภาระลงทุน-ต้นทุนไอที เปิดทางพาร์ตเนอร์เข้าถึงโซลูชันระดับเอ็นเตอร์ไพรส์ รองรับ AI และมัลติคลาวด์
สมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาคธุรกิจและพาร์ตเนอร์กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนไอทีที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งระบบจัดเก็บข้อมูล เซิร์ฟเวอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกันยังต้องลงทุนต่อเนื่องในฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ความปลอดภัยไซเบอร์ และบุคลากรเฉพาะทาง
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ล่าสุด วีเอสที อีซีเอส ร่วมมือกับ บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (HPE) เปิดตัวบริการ “VST ECS Co-Location As-a-Service” ที่รวมโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบครบวงจรไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
เป้าหมายสำคัญมุ่งทรานส์ฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานไอทีสู่รูปแบบเช่าใช้ (End-to-End As-a-Service) เพื่อลดต้นทุนฮาร์ดแวร์และค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการ พร้อมลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการ
ขณะเดียวกัน สร้างโอกาสให้พาร์ตเนอร์สามารถเข้าถึงโซลูชันระดับเอ็นเตอร์ไพรส์ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ด้วยตนเอง คาดว่าจะเปิดบริการได้อย่างเป็นทางการประมาณต้นเดือนพ.ค.2569 โดยในปีแรกเตรียมจัดทำโปรโมชันเพื่อตอบแทนดีลเลอร์แบบไม่คิดค่าบริการ และในปีที่ 2 จ่าย 50%
AI เครื่องมือสำคัญในการติดสปีดการเติบโต
กลุ่มเป้าหมายหลักคือพาร์ตเนอร์ผู้ติดตั้งระบบ (SI) รวมถึงเครือข่ายพาร์ตเนอร์ เชื่อว่าความร่วมมือดังกล่าวจะมีส่วนสนับสนุนการทำธุรกิจที่ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักคือ คอนซูเมอร์ คอมเมอร์เชียล โซลูชัน ดีไวซ์และไลฟ์สไตล์
เขากล่าวว่า AI คือเครื่องมือสำคัญในการติดสปีดการเติบโต วีเอสที อีซีเอสมองว่าประโยชน์ที่จะได้รับมีทั้งการเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สนับสนุนและวิเคราะห์ข้อมูลและการตัดสินใจทางธุรกิจ เสริมศักยภาพทีมงานให้สร้างผลงานได้มากขึ้น ขณะเดียวกันช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการให้บริการ ทั้งยังเปิดโอกาสสู่โซลูชันใหม่ในโลกธุรกิจดิจิทัล
บริษัทเตรียมความพร้อม AI เซิร์ฟเวอร์ในทุกสาขา รองรับการใช้งานของลูกค้าโดยตรง สำหรับสาขาที่รองรับปัจจุบันมีอยู่ 11 สาขา ปีนี้ตั้งเป้าจะเพิ่มไปเป็น 16 สาขา เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคู่ค้า โดยแต่ละแห่งมีคลังสินค้าที่สามารถส่งสินค้าได้ภายใน 3 ชั่วโมงโดยไม่จำเป็นต้องสต็อกสินค้าจำนวนมาก
พร้อมระบุว่า ความกังวลเรื่องสงครามและต้นทุนค่าพลังงาน ขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบ ทว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อมีโอกาสที่จะกระทบกับต้นทุนค่าขนส่งแน่นอน ส่วนการรับมือปัญหาชิปขาดแคลนได้เตรียมแผนการบริหารจัดการสต็อกสินค้าให้มีประสิทธิภาพและทำงานใกล้ชิดกับคู่ค้ามากขึ้น
การลงทุนในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมศักยภาพให้กับพาร์ตเนอร์อีโคซิสเตมของวีเอสทีอีซีเอส ทำให้สามารถนำเสนอโซลูชันที่มีความยืดหยุ่นสูง มีความปลอดภัยระดับโลก พร้อมตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนให้กับลูกค้าองค์กรได้ทันที โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านการลงทุนในระยะเริ่มต้น
โมเดล ‘As-a-Service’ ทางรอดธุรกิจยุคต้นทุนพุ่ง
วีเอสที อีซีเอส ระบุว่า บริการดังกล่าวผสานเทคโนโลยีเซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ และระบบคอมพิวต์จาก HPE มากกว่านั้น ได้รับการเสริมแกร่งด้านการป้องกันข้อมูลและไซเบอร์ซีเคียวริตี้จากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่วีเอสที อีซีเอส ได้รับสิทธิ์เป็นผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ประกอบด้วย
- วีม (Veeam) ทำหน้าที่สำรองข้อมูลและกู้คืนข้อมูลที่รวดเร็ว
- ฟอร์ติเน็ต (Fortinet) โซลูชันความปลอดภัยไซเบอร์ประสิทธิภาพสูง
- แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) ระบบป้องกันภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ ตรวจจับมัลแวร์ ไวรัส และแรนซัมแวร์ ได้อย่างแม่นยำ
ช่วยให้พาร์ตเนอร์สามารถต่อยอดบริการระดับเอ็นเตอร์ไพรส์ให้กับลูกค้าองค์กรได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ควบคู่กับการสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ขององค์กรยุคใหม่
ด้วยโมเดลการให้บริการรูปแบบ As-a-Service ที่รวมโครงสร้างพื้นฐานไว้ในแพลตฟอร์มเดียว สามารถลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการ และเปลี่ยนจากการลงทุนก้อนใหญ่ (CapEx) เป็นค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง
HPE ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วย AI-Native
พลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทยและเวียดนาม ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (HPE) กล่าวเสริมว่า HPE ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วย AI-Native และความยั่งยืน
โครงสร้างหลักของบริการนี้มาพร้อมซอฟแวร์บริหารจัดการแบบมัลติคลาวด์ ให้อิสระในการขยายเซิร์ฟเวอร์ หรือสตอเรจ ได้ตามการเติบโตของธุรกิจ ทั้งมีระบบรักษาความปลอดภัยที่สามารถปกป้องข้อมูลจากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต
นอกเหนือจากการเสริมศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีของ HPE ยังตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดย HPE GreenLake ช่วยให้องค์กรมองเห็นการใช้งานโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมีตัวชี้วัดด้านพลังงานแบบชัดเจน





