ซัมซุง (Samsung) กำลังพิจารณาปรับรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายชิปหน่วยความจำไปสู่ “สัญญาระยะยาวหลายปี” จากเดิมที่อุตสาหกรรมนี้มักใช้สัญญาระยะสั้นแบบรายไตรมาสหรือรายปี โดยแนวคิดดังกล่าวถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้างเสถียรภาพให้กับทั้งฝั่งอุปทานและราคา ในช่วงที่ความต้องการชิปกำลังเพิ่มขึ้น
จุน ยองฮยอน (Jun Young-hyun) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของซัมซุง ระบุว่า ซัมซุงกำลังพิจารณาขยายระยะเวลาสัญญาออกไปเป็น 3 ถึง 5 ปี ซึ่งถือว่ายาวกว่าปกติในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากความต้องการชิปเอไอมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569
บริบทของการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมชิปทั่วโลกกำลังเปลี่ยนทิศทาง ผู้ผลิตรายใหญ่ ได้แก่ Samsung Electronics, SK Hynix และ Micron Technology ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดหลักของโลก ทยอยปรับกำลังการผลิตไปเน้นชิปเฉพาะทางสำหรับเอไอ โดยเฉพาะชิปที่ใช้ร่วมกับตัวเร่งประมวลผลของอินวิเดีย (Nvidia) ที่กำลังเป็นที่ต้องการสูงในตลาด
การเปลี่ยนโฟกัสดังกล่าว ส่งผลให้กำลังการผลิตชิปแบบทั่วไปลดลง และเริ่มเกิด “ภาวะขาดแคลน” ในบางส่วนของตลาด ซึ่งกำลังส่งผลกระทบทั้งในด้านต้นทุนและการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทต่างๆ ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น แผนธุรกิจที่ต้องปรับเปลี่ยน และราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่โน้ตบุ๊ก สมาร์ตโฟน รถยนต์ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานอย่างศูนย์ข้อมูล
ด้านตลาดทุน หลังการเปิดเผยแผนดังกล่าว หุ้นของซัมซุงในตลาด Korea Exchange ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด 6.5% ต่อเนื่องเป็นวันที่สาม และยังส่งแรงบวกไปยังบริษัทในเครือ โดย Samsung C&T ปรับขึ้นสูงสุด 8.9% และ Samsung Life Insurance เพิ่มขึ้นสูงสุด 13%
ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ผลิตรายอื่นก็เริ่มขยับตัวเช่นกัน เช แทวอน (Chey Tae-won) ประธานกลุ่ม SK Group เปิดเผยว่า SK Hynix อยู่ระหว่างเตรียมมาตรการเพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของราคาในตลาด แม้ยังไม่ได้ให้รายละเอียดเชิงลึก
แทวอน ยังระบุเพิ่มเติมว่า ภาวะขาดแคลนชิประดับโลกอาจยืดเยื้อไปอีก 4 ถึง 5 ปี เนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งรวมถึงความซับซ้อนของกระบวนการผลิต และข้อจำกัดในการขยายกำลังการผลิตให้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระแสเอไอ
อ้างอิง: Bloomberg





