บลูมเบิร์กเผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง Bonanza or Bubble? Where AI Goes From Here โดยตั้งคำถามต่ออุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้คือ โอกาสครั้งใหญ่หรือกำลังเข้าใกล้ “ฟองสบู่รอบใหม่” ของโลกเทคโนโลยี
บทวิเคราะห์ชี้ว่า ในช่วงเวลาเพียง 3 ปี เอไอได้เปลี่ยนจากเครื่องมือที่หลายคนรู้จักในรูปแบบแชตบอต มาสู่การเป็นระบบที่สามารถทำงานซับซ้อนและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโปรแกรม ร่างเอกสารทางกฎหมาย วิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ ไปจนถึงการช่วยจัดการงานด้านการตลาดและคอนเทนต์
ความสามารถที่เพิ่มขึ้นทำให้บริษัทเทคโนโลยีเร่งขยายการใช้งานเอไอไปยังอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น การเงิน กฎหมาย สาธารณสุข และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ซึ่งเป็นตลาดที่เคยถูกครอบครองโดยซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม แต่ในขณะเดียวกัน การขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้ก็มาพร้อมคำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่า “เงินมหาศาลที่บริษัทต่างๆ ทุ่มลงทุนไป จะสร้างผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่?”
เงินไหลเข้าเอไอระดับล้านล้านดอลลาร์
ตลอดช่วงที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ตอัปเอไอทุ่มงบลงทุนจำนวนมาก ทั้งในด้านชิปประมวลผลขั้นสูง ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ระบบไฟฟ้า และบุคลากรเฉพาะทาง เพื่อรองรับการพัฒนาโมเดลเอไอที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เม็ดเงินลงทุนรวมถูกประเมินว่าอาจแตะระดับ “ล้านล้านดอลลาร์” ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ผลกระทบของการลงทุนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทผู้พัฒนาเอไอ แต่ยังขยายไปถึงบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้ผลิตชิป ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ให้บริการพลังงาน และภาคการเงินที่เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนเงินทุน โดยบางการประเมินชี้ว่า การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ได้กลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงหลัง
โมเดลธุรกิจยังลองผิดลองถูก
อย่างไรก็ตาม แม้การใช้งานเอไอจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่โมเดลการสร้างรายได้ของบริษัทในอุตสาหกรรมนี้ยังอยู่ในช่วงทดลอง ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่ใช้รูปแบบค่าสมาชิก โดยตั้งราคาเป็นระดับขั้น ตั้งแต่ผู้ใช้ทั่วไปไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ที่อาจต้องจ่ายค่าบริการหลายร้อยดอลลาร์ต่อเดือน
โอเพนเอไอ (OpenAI) ผู้พัฒนาแชตจีพีที (ChatGPT) เคยส่งสัญญาณว่าเอไอขั้นสูงในอนาคตอาจมีราคาสูงถึงหลักพันดอลลาร์ต่อเดือน ขณะเดียวกันบริษัทก็เริ่มทดลองใช้โฆษณากับผู้ใช้บางกลุ่ม เพื่อเปิดให้ใช้งานฟรีและสร้างรายได้เพิ่มเติม
ฝั่งแอนโทรปิก (Anthropic) ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของโอเพนเอไอก็เริ่มปรับท่าทีเช่นกัน โดยระบุว่า จะไม่ชะลอการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ แม้จะมีความเสี่ยง หากการชะลอนั้นส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
รายได้โตเร็ว แต่ต้นทุนโตเร็วกว่า
ด้านการใช้งาน จำนวนผู้ใช้เอไอกำลังเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด แชตจีพีทีมีผู้ใช้งานมากกว่า 900 ล้านคนต่อสัปดาห์ ขณะที่เจมิไน (Gemini) ของกูเกิล (Google) มีผู้ใช้งานมากกว่า 750 ล้านคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปีก่อนหน้า รายได้ของบริษัทเอไอก็เติบโตตามไปด้วย
โดยโอเพนเอไอมีรายได้ต่อปีมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 จากเดิมประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนแอนโทรปิกก็มีแนวโน้มสร้างรายได้ใกล้เคียงกัน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ต้นทุนในการพัฒนาและให้บริการเอไอกลับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอย่างมาก เนื่องจากต้องใช้ชิปจำนวนมหาศาลและดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานสูง บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ได้แก่ อัลฟาเบท (Alphabet) เมตา (Meta) ไมโครซอฟท์ (Microsoft) และอเมซอน (Amazon) คาดว่าจะใช้งบลงทุนรวมกันราว 650,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 เพื่อเร่งพัฒนาเอไอ
โอเพนเอไอมีแผนใช้เงินมากกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ขณะที่แอนโทรปิกวางแผนลงทุน 50,000 ล้านดอลลาร์ในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐ
บริษัทที่ปรึกษา Bain & Company ประเมินว่า อุตสาหกรรมเอไอจำเป็นต้องมีรายได้รวมถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2573 เพื่อรองรับต้นทุนการประมวลผล แต่คาดว่ารายได้จริงอาจยังต่ำกว่าระดับดังกล่าวราว 800,000 ล้านดอลลาร์
ช่องว่างระหว่างของที่ทำได้กับของที่ใช้จริง
หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ถูกพูดถึงคือ ช่องว่างระหว่าง “ความสามารถของเอไอ” กับ “การใช้งานจริงในองค์กร” โดยผู้บริหารของโอเพนเอไอระบุว่า เอไอยังไม่ได้ถูกนำไปใช้ในกระบวนการทำงานขององค์กรอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจยังไม่เกิดขึ้นเต็มที่
ขณะเดียวกัน ภายในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเองก็ยังมีความเห็นแตกต่างกัน บางฝ่ายเชื่อว่าเอไอกำลังเข้าใกล้จุดที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ในหลายด้าน ขณะที่อีกฝ่ายมองว่ายังต้องใช้เวลาอีกนาน และอาจต้องมีนวัตกรรมใหม่เพิ่มเติมจึงจะไปถึงจุดนั้นได้
ด้านความเสี่ยง บลูมเบิร์กระบุว่า มีทั้งปัจจัยด้านการเงินและโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากเริ่มพึ่งพาการกู้เงินเพื่อใช้ลงทุนในเอไอ โดย Morgan Stanley คาดว่าบริษัทคลาวด์ขนาดใหญ่จะมีการกู้เงินรวมกันถึง 400,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 165,000 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน
บริษัทผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการคลาวด์ เช่น อินวิเดีย (Nvidia) ไมโครซอฟท์ และอเมซอน เริ่มมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดกับบริษัทเอไอที่ยังไม่ทำกำไร ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงหากความต้องการในตลาดไม่เป็นไปตามที่คาด
อีกข้อจำกัดสำคัญคือ เรื่องพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน International Energy Agency เตือนว่า การขยายดาต้าเซ็นเตอร์อาจเผชิญปัญหาการเชื่อมต่อไฟฟ้าล่าช้า การขออนุญาตก่อสร้างที่ใช้เวลานาน และข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ เช่น หม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่
ปัญหานี้อาจทำให้เกิดจังหวะไม่ตรงกัน ระหว่างการลงทุนกับการใช้งานจริง คือบริษัทต้องจ่ายเงินไปก่อน ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม และอุปกรณ์อาจล้าสมัยก่อนสร้างรายได้จริง
แรงกดดันจากเอไอราคาถูก โดยเฉพาะจากจีน
เอไอแบบโอเพนซอร์ส โดยเฉพาะจากจีน กำลังกลายเป็นแรงกดดัน เนื่องจากมีต้นทุนต่ำหรือเปิดให้ใช้ฟรี การศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) กับแพลตฟอร์ม Hugging Face พบว่า เอไอจากจีนมีสัดส่วนการดาวน์โหลดทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 17% และแซงหน้าสหรัฐเป็นครั้งแรก แนวโน้มนี้อาจกระทบต่อความสามารถในการตั้งราคาของบริษัทเอไอสหรัฐในระยะยาว
ผลกระทบต่อแรงงาน
สำหรับผลกระทบต่อแรงงาน แม้บางบริษัทจะเริ่มลดพนักงานโดยอ้างว่าใช้เอไอแทนได้ แต่ข้อมูลในภาพรวมยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงชัดเจน การศึกษาพบว่า แรงงานในตลาดโดยรวมยังไม่ได้รับผลกระทบ และมีเพียงส่วนน้อยของบริษัทที่เลิกจ้างเพราะใช้เอไอจริง
ในบางกรณี บริษัทที่ทดลองใช้เอไอแทนพนักงานยังต้องกลับมาจ้างคนเพิ่ม เนื่องจากคุณภาพงานลดลง สะท้อนว่า เอไอยังไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้เต็มรูปแบบในหลายงาน
ด้านประสิทธิภาพการทำงาน ผลลัพธ์ยังไม่สม่ำเสมอ บางการศึกษาพบว่า พนักงานสามารถทำงานได้เร็วขึ้น เช่น กลุ่มบริการลูกค้าที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15% แต่ในอีกด้าน นักพัฒนาซอฟต์แวร์บางกลุ่มกลับใช้เวลาทำงานนานขึ้นเมื่อใช้เอไอ
แม้จะมีสัญญาณบวกจากบางบริษัทที่ระบุว่าประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเมื่อใช้เอไออย่างต่อเนื่อง แต่ในภาพรวมยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเอไอสามารถเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจได้
บทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กสรุปว่า เอไอกำลังอยู่ในจุดที่ “ศักยภาพสูงมาก แต่ความไม่แน่นอนก็สูงมากเช่นกัน” ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันมีลักษณะคล้ายกับยุคฟองสบู่ดอตคอมในอดีต และยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเอไอจะกลายเป็นโครงสร้างหลักของเศรษฐกิจโลก หรือจะเป็นเพียงกระแสการลงทุนที่ร้อนแรงเกินจริงในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น





