วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

'สภาผู้บริโภค' ชงรัฐฝัง Caller ID ในซิม หลังสแกมคอลพุ่ง 168 ล้านครั้ง สกัดภัยต้นทาง

'สภาผู้บริโภค' ชงรัฐฝัง Caller ID ในซิม หลังสแกมคอลพุ่ง 168 ล้านครั้ง สกัดภัยต้นทาง

สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ในประเทศไทยยังคงทวีความรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านโทรศัพท์และข้อความสั้น (SMS) ที่กลายเป็นเครื่องมือหลักของมิจฉาชีพ ล่าสุดข้อมูลจาก Whoscall ระบุว่า มีสถิติการหลอกลวงผ่านสายโทรศัพท์และ SMS สูงถึง 168 ล้านครั้ง ซึ่งนับว่าสูงสุดในรอบ 5 ปี สะท้อนความเปราะบางของระบบสื่อสารที่ยังเปิดช่องให้เกิดการปลอมแปลงตัวตนได้ง่าย

ขณะเดียวกัน ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) รายงานว่า ในช่วง 5 เดือนระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 มีการแจ้งเหตุอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรวม 147,188 เคส ในจำนวนนี้เป็นการหลอกลวงผ่านโทรศัพท์ถึง 15,969 เคส หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 100 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 2,136 ล้านบาท

ท่ามกลางตัวเลขความเสียหายที่เพิ่มขึ้น “สภาผู้บริโภค” จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งพัฒนาระบบยืนยันตัวตนผู้โทร (Caller ID) ให้เป็น “บริการพื้นฐาน” ที่ติดตั้งมาพร้อมกับซิมการ์ดหรือระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้งานได้ฟรี ลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงตั้งแต่ต้นทาง

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค ระบุว่า แม้ปัจจุบันจะมีแอปพลิเคชันจากภาคเอกชนช่วยตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์มิจฉาชีพ แต่หลายบริการยังมีค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงฟังก์ชันเต็มรูปแบบ ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง

ข้อเสนอเชิงนโยบายของสภาผู้บริโภคจึงมุ่ง “ยกระดับการป้องกันภัย” จากระดับแอปพลิเคชันสู่โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่

   •   ผลักดันให้ระบบ Caller ID เป็นฟังก์ชันอัตโนมัติที่ติดมากับซิมหรือเครื่องโทรศัพท์ ใช้งานได้ฟรี

   •   ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และฐานข้อมูลภาครัฐ เช่น ข้อมูลซิมเถื่อนหรือซิมบ็อกซ์ ตรวจจับความผิดปกติ และแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์

   •   ให้หน่วยงานกำกับดูแลรับรองแอปพลิเคชันป้องกันมิจฉาชีพ เพื่อลดความสับสนและความเสี่ยงจากแอปปลอม

   •   กำหนดมาตรการเยียวยาและบทลงโทษ หากผู้ให้บริการปล่อยให้เกิดความเสียหายต่อผู้บริโภค

ทั้งนี้ เสนอให้สำนักงาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ  กสทช. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ผู้ให้บริการโทรคมนาคม รวมถึงตำรวจไซเบอร์และตำรวจสืบสวนกลาง ร่วมกันเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อน พร้อมกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่น การลดจำนวนการเข้าถึงของมิจฉาชีพ และมูลค่าความเสียหายที่ลดลง

ความปลอดภัยดิจิทัลไม่ควรเป็นภาระที่ประชาชนต้องจ่ายเอง เครื่องมือเตือนภัยควรถูกออกแบบให้เป็นบริการพื้นฐานของระบบสื่อสาร

ด้านนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ชี้ว่า สถิติการโทรเข้าข่ายมิจฉาชีพกว่า 168 ล้านครั้ง หรือเฉลี่ยประมาณ 3 ครั้งต่อคนต่อปี ถือเป็นระดับที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยรูปแบบการหลอกลวงมักแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ หรือหน่วยงานราชการ รวมถึงใช้วิธีสร้างความคุ้นเคยเพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อ

ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ “ภาระต้นทุน” ซึ่งสภาผู้บริโภคมองว่า การป้องกันภัยไม่ควรถูกผลักไปยังผู้ใช้บริการ เนื่องจากสิทธิด้านความปลอดภัยในการสื่อสารเป็นสิทธิพื้นฐานตามกฎหมายที่มีมานาน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้พัฒนาระบบฐานข้อมูล Caller ID ระดับประเทศ เพื่อลดปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย และเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบการปลอมแปลงหมายเลข รวมถึงมาตรการบล็อกสายจากต่างประเทศที่มีความเสี่ยง

ขณะที่ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร อนุกรรมการด้านการสื่อสารฯ ระบุว่า การบังคับใช้ระบบแสดงชื่อผู้โทรไม่ถือเป็นการละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เนื่องจากเป็นอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อประโยชน์ด้านความปลอดภัยสาธารณะ โดย กสทช. สามารถกำหนดให้ผู้ลงทะเบียนซิมต้องเปิดเผยตัวตนเมื่อโทรออกได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากการใช้ “ซิมม้า” หรือการจดทะเบียนในนามนิติบุคคลปลอม ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุม เช่น การยืนยันตัวตนก่อนซื้อซิมอย่างเข้มงวด และการจำกัดจำนวนหมายเลขที่สามารถถือครองได้

อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือ การจัดตั้ง “ศูนย์ข้อมูลกลางด้านโทรคมนาคม” หรือ Telecom Data Bureau โดยให้ผู้ให้บริการหลักทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมพัฒนา เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ซิมม้า บัญชีม้า และนิติบุคคลนอมินี

โดยแนวคิดดังกล่าวต่อยอดจากโมเดลของภาคธนาคารอย่าง Central Fraud Registry (CFR) ซึ่งช่วยให้การติดตามและป้องกันการทุจริตทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังมีข้อเสนอเสริม เช่น การบังคับให้หมายเลขเสี่ยงต้องยืนยันตัวตนใหม่ (Re-KYC) การตรวจสอบบริษัทที่เปิดซิมจำนวนมากผ่านข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และการยึดคืนหมายเลขที่ไม่มีการใช้งานเกิน 3 ปี