การสำรวจดัชนีคลาวด์โดย “นูทานิคซ์” เผยว่า องค์กรทั่วเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญวิกฤติ “โครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อม” ซึ่งกลายเป็นคอขวดสำคัญของการพัฒนา AI และความได้เปรียบทางการแข่งขัน
เจย์ ทูเซธ รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น นูทานิคซ์ กล่าวว่า แม้ความต้องการใช้ AI จะพุ่งสูงขึ้น แต่โครงสร้างพื้นฐานไอทีส่วนใหญ่กลับยังไม่พร้อมรองรับ
โดย 3 เทรนด์ใหญ่ที่กำลังเขย่าโครงสร้างพื้นฐานไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประกอบด้วย
เทรนด์ที่ 1. เมื่อ AI ออกจากสำนักงานใหญ่: AI รุ่นใหม่หรือ Agentic AI จะไม่ได้อยู่แค่ในดาต้าเซนเตอร์แต่จะกระจายไปยัง “Edge” ส่งผลทำให้เกิดอุปสรรคเรื่องคอขวดของประสิทธิภาพ (Latency) และความซับซ้อนในการติดตั้งในพื้นที่ที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญไอที
แนวโน้มดังกล่าวทำให้องค์กรต้องการ Containers เพื่อบรรจุโมเดล AI ให้สามารถย้ายไปรันที่ไหนก็ได้ โดย 85% ขององค์กรทั่วโลกเห็นว่า AI เป็นตัวเร่งการใช้งานคอนเทนเนอร์อย่างมีนัยสำคัญ
ระวัง! ความเสี่ยง ‘Shadow AI’
เทรนด์ที่ 2. การอุบัติขึ้นของ Shadow AI: เมื่อระบบไอทีส่วนกลางตอบสนองความต้องการธุรกิจไม่ทัน พนักงานจึงแอบใช้เครื่องมือ AI ภายนอกเอง (Shadow AI) ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและการละเมิดข้อบังคับ
ปัญหา “Shadow AI” กำลังกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ที่อาจสร้างความเสียหายต่อข้อมูลองค์กร กว่า 87% ของผู้บริหารมองว่านี่เป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่ร้ายแรง เกือบ 4 ใน 5 ของผู้นำไอทีในภูมิภาคนี้ตรวจพบการใช้เครื่องมือ AI นอกเหนือการควบคุม
สำหรับทางออกต้องเปลี่ยนจาก “ตัวขัดขวาง” เป็น “ผู้สนับสนุน” นวัตกรรม โดยสร้างระบบ Self-service ที่มีธรรมาภิบาลในตัวเพื่อให้หน่วยงานธุรกิจทดลอง AI ได้อย่างรวดเร็วแต่ปลอดภัย
เทรนด์ที่ 3. ก้าวข้าม Automation สู่ AI Agents: AI Agents นับเป็นขุมทรัพย์ใหม่ของการสร้างรายได้ ขณะนี้องค์กรกำลังก้าวข้ามแค่การทำระบบอัตโนมัติไปสู่การใช้ AI Agents ที่ทำงานได้เองเพื่อสร้างบริการใหม่ๆ โดย 57% ของผู้บริหารเล็งเห็นศักยภาพในการสร้างรายได้ใหม่จากเทคโนโลยีนี้
องค์กรกำลังเปลี่ยนผ่านจากการทดลอง AI ในห้องแล็บ ไปสู่การสร้าง AI Agents ที่ทำงานได้ด้วยตัวเองเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และช่องทางรายได้ใหม่ ไม่ใช่แค่ลดต้นทุน
ผลสำรวจพบว่า 57% ขององค์กร มองเห็นศักยภาพของ AI Agents ในการสร้างผลิตภัณฑ์หรือช่องทางรายได้ใหม่ ซึ่งหากต้องการสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น และรองรับข้อมูลที่กระจัดกระจายทั่วทั้งคลาวด์และ Edge
‘ไฮบริดมัลติคลาวด์’ คือ ทางออก
เจย์ระบุว่า ผู้บริหารระดับ C-level กำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลในการตั้งเป้าหมายด้านผลิตภาพและนวัตกรรมผ่าน AI แต่พวกเขากลับพบว่าโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้
โครงสร้างพื้นฐานได้กลายเป็นหัวข้อหลักในการสนทนาระดับบอร์ดบริหาร เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน AI ขององค์กร ความท้าทายนี้ยังรวมถึงการจัดการความปลอดภัยและอธิปไตยของข้อมูลซึ่งเป็นประเด็นสำคัญอันดับหนึ่งในการพูดคุยกับลูกค้าในปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี การที่จะแก้ช่องว่างด้านความพร้อมได้นั้น องค์กรต้องเลือกแพลตฟอร์มที่ให้ความคล่องตัวแบบไฮบริดมัลติคลาวด์ เพื่อให้สามารถย้ายเวิร์กโหลด AI ระหว่างคลาวด์สาธารณะและ On-premises ได้อย่างยืดหยุ่น ตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้
‘Agentic AI’ ปลดล็อกคุณค่าใหม่
ขณะที่ Agentic AI จะช่วยปลดล็อกมูลค่าทางธุรกิจใหม่ ๆ โดยการเปลี่ยนจากงานที่ต้องใช้แรงงานคนซ้ำๆ ไปสู่นวัตกรรม จากการสำรวจพบว่า 70% ของผู้นำไอทีในภูมิภาคคาดหวังว่า AI Agents จะช่วยเพิ่มผลิตภาพบนโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ได้
สำหรับประเทศไทย ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญคือ “กฎระเบียบที่เข้มงวด” ผู้บริหารในไทยต้องระมัดระวังเรื่องกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และแนวทางการจัดการความเสี่ยงด้าน AI ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกโครงสร้างพื้นฐาน
เพื่อที่จะรอดพ้นจากภาวะ “AI Sprawl” หรือการกระจายตัวของ AI จนคุมไม่ได้ องค์กรไทยต้องสร้างไฮบริดมัลติคลาวด์แพลตฟอร์มที่เป็นหนึ่งเดียวเพื่อลดช่องว่างระหว่างคำสั่งระดับนโยบายและความเป็นจริงในเชิงปฏิบัติการ
การขับเคลื่อน AI ให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่เรื่องของโมเดล แต่คือการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ “มองไม่เห็นแต่ทรงพลัง” (Invisible Infrastructure) บริหารจัดการง่ายทั้งที่ Edge, Core และ Cloud เพื่อให้ธุรกิจสามารถทดลองและขยายผล AI ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยในระยะยาว





