วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

'โครงสร้างพื้นฐาน' ไม่พร้อม ฉุดรั้งการพัฒนา AI ขององค์กร

'โครงสร้างพื้นฐาน' ไม่พร้อม ฉุดรั้งการพัฒนา AI ขององค์กร

การสำรวจดัชนีคลาวด์โดย “นูทานิคซ์” เผยว่า องค์กรทั่วเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญวิกฤติ “โครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อม” ซึ่งกลายเป็นคอขวดสำคัญของการพัฒนา AI และความได้เปรียบทางการแข่งขัน

เจย์ ทูเซธ รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น นูทานิคซ์ กล่าวว่า แม้ความต้องการใช้ AI จะพุ่งสูงขึ้น แต่โครงสร้างพื้นฐานไอทีส่วนใหญ่กลับยังไม่พร้อมรองรับ

โดย 3 เทรนด์ใหญ่ที่กำลังเขย่าโครงสร้างพื้นฐานไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประกอบด้วย

'โครงสร้างพื้นฐาน' ไม่พร้อม ฉุดรั้งการพัฒนา AI ขององค์กร

เทรนด์ที่ 1. เมื่อ AI ออกจากสำนักงานใหญ่: AI รุ่นใหม่หรือ Agentic AI จะไม่ได้อยู่แค่ในดาต้าเซนเตอร์แต่จะกระจายไปยัง “Edge” ส่งผลทำให้เกิดอุปสรรคเรื่องคอขวดของประสิทธิภาพ (Latency) และความซับซ้อนในการติดตั้งในพื้นที่ที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญไอที

แนวโน้มดังกล่าวทำให้องค์กรต้องการ Containers เพื่อบรรจุโมเดล AI ให้สามารถย้ายไปรันที่ไหนก็ได้ โดย 85% ขององค์กรทั่วโลกเห็นว่า AI เป็นตัวเร่งการใช้งานคอนเทนเนอร์อย่างมีนัยสำคัญ

ระวัง! ความเสี่ยง ‘Shadow AI’

เทรนด์ที่ 2. การอุบัติขึ้นของ Shadow AI: เมื่อระบบไอทีส่วนกลางตอบสนองความต้องการธุรกิจไม่ทัน พนักงานจึงแอบใช้เครื่องมือ AI ภายนอกเอง (Shadow AI) ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและการละเมิดข้อบังคับ

ปัญหา “Shadow AI” กำลังกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ที่อาจสร้างความเสียหายต่อข้อมูลองค์กร กว่า 87% ของผู้บริหารมองว่านี่เป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่ร้ายแรง เกือบ 4 ใน 5 ของผู้นำไอทีในภูมิภาคนี้ตรวจพบการใช้เครื่องมือ AI นอกเหนือการควบคุม

สำหรับทางออกต้องเปลี่ยนจาก “ตัวขัดขวาง” เป็น “ผู้สนับสนุน” นวัตกรรม โดยสร้างระบบ Self-service ที่มีธรรมาภิบาลในตัวเพื่อให้หน่วยงานธุรกิจทดลอง AI ได้อย่างรวดเร็วแต่ปลอดภัย

เทรนด์ที่ 3. ก้าวข้าม Automation สู่ AI Agents: AI Agents นับเป็นขุมทรัพย์ใหม่ของการสร้างรายได้ ขณะนี้องค์กรกำลังก้าวข้ามแค่การทำระบบอัตโนมัติไปสู่การใช้ AI Agents ที่ทำงานได้เองเพื่อสร้างบริการใหม่ๆ โดย 57% ของผู้บริหารเล็งเห็นศักยภาพในการสร้างรายได้ใหม่จากเทคโนโลยีนี้

องค์กรกำลังเปลี่ยนผ่านจากการทดลอง AI ในห้องแล็บ ไปสู่การสร้าง AI Agents ที่ทำงานได้ด้วยตัวเองเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และช่องทางรายได้ใหม่ ไม่ใช่แค่ลดต้นทุน

ผลสำรวจพบว่า 57% ขององค์กร มองเห็นศักยภาพของ AI Agents ในการสร้างผลิตภัณฑ์หรือช่องทางรายได้ใหม่ ซึ่งหากต้องการสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น และรองรับข้อมูลที่กระจัดกระจายทั่วทั้งคลาวด์และ Edge

‘ไฮบริดมัลติคลาวด์’ คือ ทางออก

เจย์ระบุว่า ผู้บริหารระดับ C-level กำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลในการตั้งเป้าหมายด้านผลิตภาพและนวัตกรรมผ่าน AI แต่พวกเขากลับพบว่าโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้

โครงสร้างพื้นฐานได้กลายเป็นหัวข้อหลักในการสนทนาระดับบอร์ดบริหาร เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน AI ขององค์กร ความท้าทายนี้ยังรวมถึงการจัดการความปลอดภัยและอธิปไตยของข้อมูลซึ่งเป็นประเด็นสำคัญอันดับหนึ่งในการพูดคุยกับลูกค้าในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี การที่จะแก้ช่องว่างด้านความพร้อมได้นั้น องค์กรต้องเลือกแพลตฟอร์มที่ให้ความคล่องตัวแบบไฮบริดมัลติคลาวด์ เพื่อให้สามารถย้ายเวิร์กโหลด AI ระหว่างคลาวด์สาธารณะและ On-premises ได้อย่างยืดหยุ่น ตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้

‘Agentic AI’ ปลดล็อกคุณค่าใหม่

ขณะที่ Agentic AI จะช่วยปลดล็อกมูลค่าทางธุรกิจใหม่ ๆ โดยการเปลี่ยนจากงานที่ต้องใช้แรงงานคนซ้ำๆ ไปสู่นวัตกรรม จากการสำรวจพบว่า 70% ของผู้นำไอทีในภูมิภาคคาดหวังว่า AI Agents จะช่วยเพิ่มผลิตภาพบนโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ได้

สำหรับประเทศไทย ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญคือ “กฎระเบียบที่เข้มงวด” ผู้บริหารในไทยต้องระมัดระวังเรื่องกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และแนวทางการจัดการความเสี่ยงด้าน AI ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกโครงสร้างพื้นฐาน

เพื่อที่จะรอดพ้นจากภาวะ “AI Sprawl” หรือการกระจายตัวของ AI จนคุมไม่ได้ องค์กรไทยต้องสร้างไฮบริดมัลติคลาวด์แพลตฟอร์มที่เป็นหนึ่งเดียวเพื่อลดช่องว่างระหว่างคำสั่งระดับนโยบายและความเป็นจริงในเชิงปฏิบัติการ

การขับเคลื่อน AI ให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่เรื่องของโมเดล แต่คือการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ “มองไม่เห็นแต่ทรงพลัง” (Invisible Infrastructure) บริหารจัดการง่ายทั้งที่ Edge, Core และ Cloud เพื่อให้ธุรกิจสามารถทดลองและขยายผล AI ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยในระยะยาว