วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

ดีอีลุยปิดกั้นเว็บผิดกฎหมาย 5 เดือนทะลุ 4.3 แสน URLs พนันออนไลน์พุ่งหนักกว่า 3.6 แสนรายการ

ดีอีลุยปิดกั้นเว็บผิดกฎหมาย 5 เดือนทะลุ 4.3 แสน URLs พนันออนไลน์พุ่งหนักกว่า 3.6 แสนรายการ

กระทรวงดีอีเผยผลปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ช่วง 5 เดือนแรกปีงบประมาณ 2569 ปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ผิดกฎหมายกว่า 437,000 URLs โดย “พนันออนไลน์” ครองสัดส่วนสูงสุดกว่า 3.6 แสนรายการ สะท้อนแนวโน้มภัยไซเบอร์ยังรุนแรง เดินหน้าดึงเทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลช่วยเร่งกระบวนการตรวจจับและสั่งปิดกั้น

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เร่งยกระดับมาตรการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ หลังพบการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นช่องทางกระทำผิดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโลกอินเทอร์เน็ต

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดีอี ฝ่ายข้าราชการประจำ เปิดเผยว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มุ่งยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์ รวมถึงภัยทางสังคมที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางหลักที่มิจฉาชีพใช้ก่อเหตุหลอกลวงประชาชน

ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า กระทรวงดีอีได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายแล้วรวม 437,473 รายการ โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพียงเดือนเดียว สามารถปิดกั้น URLs ได้สูงถึง 132,842 รายการ สะท้อนถึงการเร่งปราบปรามอย่างเข้มข้นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามประเภทความผิด พบว่า “พนันออนไลน์” เป็นกลุ่มที่ถูกปิดกั้นมากที่สุดถึง 362,482 รายการ คิดเป็นสัดส่วนหลักของทั้งหมด รองลงมาคือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า 41,850 รายการ การโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 13,734 รายการ การซื้อ–ขายกัญชา 4,841 รายการ อาวุธปืน 3,797 รายการ ค้าประเวณี 2,148 รายการ และเนื้อหาประเภทอื่น ๆ เช่น การบิดเบือนข้อมูล หลอกลวง อนาจาร หรือ hate speech รวม 8,621 รายการ

นายเวทางค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้โครงการตรวจจับและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยีบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งสามารถสแกน ตรวจจับ และวิเคราะห์ URLs ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว

โดยระบบดังกล่าวจะประมวลผลข้อมูลและตรวจสอบความแม่นยำ ก่อนส่งต่อผ่าน API เข้าสู่แพลตฟอร์ม WebD เพื่อเร่งกระบวนการดำเนินคดีและขอคำสั่งศาลในการปิดกั้นเว็บไซต์แบบ Paperless ลดขั้นตอนเอกสารและระยะเวลาการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ กระทรวงยังพัฒนาระบบ “Suspend” เพื่อใช้ส่งคำสั่งศาลไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ให้ดำเนินการระงับเว็บไซต์ผิดกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่กับระบบ “URL Checker” ที่ใช้ติดตามตรวจสอบผลการปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกลับมาเปิดใช้งานซ้ำของเว็บไซต์เดิม

การนำเทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ ทำให้กระบวนการตรวจจับและปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถลดภาระของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มจำนวนการตรวจพบ URLs ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่ยังคงเป็นภัยไซเบอร์สำคัญของสังคมไทยในปัจจุบัน

ทั้งนี้ กระทรวงดีอียืนยันว่าจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเฝ้าระวังและปิดกั้นเนื้อหาผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยให้กับประชาชนและผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศ