เมตา (Meta) เปิดเผยความคืบหน้าในการพัฒนาชิปปัญญาประดิษฐ์ที่บริษัทออกแบบขึ้นเอง โดยประกาศเปิดตัวชิปเอไอใหม่ 4 รุ่น ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับงานด้านเอไอโดยเฉพาะ การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเมตาเพิ่งทำข้อตกลงขนาดใหญ่เพื่อจัดหาชิปจากผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกอย่าง อินวิเดีย (Nvidia) และ เอเอ็มดี (AMD) สำหรับใช้ในศูนย์ข้อมูลของบริษัท
ชิปทั้ง 4 รุ่นเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลชิปที่เรียกว่า Meta Training and Inference Accelerator (MTIA) โดยเมตาเปิดเผยโครงการนี้ต่อสาธารณะครั้งแรกในปี 2566 และต่อมาได้เปิดตัวชิปรุ่นที่สองของโครงการในปี 2567
ชิปตระกูล MTIA ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในศูนย์ข้อมูลของเมตา ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและเอไอที่ทำงานอยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์มของบริษัท เช่น Facebook และ Instagram
ชิป MTIA รุ่นใหม่ รองรับเอไอสร้างภาพและวิดีโอ
ยี๋ จวิน ซ่ง (Yee Jiun Song) รองประธานฝ่ายวิศวกรรมของเมตา ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซีว่า การออกแบบชิปขึ้นมาใช้เองช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมทั้งต้นทุนและประสิทธิภาพของระบบได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับการพึ่งพาชิปจากผู้ผลิตภายนอกเพียงอย่างเดียว
เมื่อเมตาออกแบบชิปเอง แล้วส่งให้ผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่าง Taiwan Semiconductor Manufacturing Company เป็นผู้ผลิตตามแบบที่กำหนด บริษัทจะสามารถปรับสมดุลระหว่างราคาและประสิทธิภาพของระบบในศูนย์ข้อมูลได้ดีขึ้น
ซ่งยังกล่าวด้วยว่า การมีชิปที่พัฒนาขึ้นเองช่วยให้เมตามีแหล่งจัดหาชิปที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาผู้ผลิตรายเดียว และยังช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาชิปในตลาดได้ในระดับหนึ่ง
ในบรรดาชิปใหม่ที่เปิดตัว รุ่นแรกคือ MTIA 300 ซึ่งเมตาเริ่มนำไปใช้งานจริงแล้วเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ซ่งอธิบายว่า ชิปรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ฝึกโมเดลเอไอขนาดเล็ก โดยเฉพาะโมเดลที่ใช้กับระบบจัดอันดับและระบบแนะนำเนื้อหาในแพลตฟอร์มของบริษัท ระบบเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่คัดเลือกเนื้อหาให้ผู้ใช้งานเห็นในฟีด เช่น การเลือกโพสต์ วิดีโอ หรือบทความที่ปรากฏในหน้าฟีด รวมถึงการเลือกโฆษณาออนไลน์ที่มีแนวโน้มตรงกับความสนใจของผู้ใช้ในแพลตฟอร์มต่างๆ ของเมตา
นอกจาก MTIA 300 แล้ว เมตายังเปิดเผยแผนพัฒนาชิปอีก 3 รุ่น ได้แก่ MTIA 400, MTIA 450 และ MTIA 500 โดยชิปทั้งสามรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับงานด้าน Generative AI หรือระบบเอไอที่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ขึ้นมาได้จากคำสั่งของผู้ใช้งาน เช่น การสร้างภาพ วิดีโอ หรือสื่อรูปแบบอื่นจากข้อความที่ผู้ใช้พิมพ์เข้าไป
MTIA by Meta
ซ่งอธิบายว่า งานประเภทนี้เรียกว่า “inference” ซึ่งหมายถึงขั้นตอนที่ระบบเอไอใช้โมเดลที่ผ่านการฝึกแล้วเพื่อสร้างผลลัพธ์ให้ผู้ใช้งาน อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าชิป MTIA จะไม่ได้ถูกใช้ในการฝึกโมเดลภาษาขนาดใหญ่
เมตาระบุในบล็อกของบริษัทว่า ขณะนี้การทดสอบชิปรุ่น MTIA 400 เสร็จสิ้นแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนเตรียมนำไปติดตั้งใช้งานในศูนย์ข้อมูลของบริษัท ส่วนชิปรุ่น MTIA 450 และ MTIA 500 มีแผนจะเริ่มใช้งานได้ภายในปี 2570
ซ่งกล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วบริษัทเซมิคอนดักเตอร์มักใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาชิปแต่ละรุ่น แต่สำหรับโครงการ MTIA ของเมตา บริษัทกำลังพัฒนาชิปรุ่นใหม่ในช่วงเวลาห่างกันประมาณ 6 เดือน ซึ่งถือเป็นจังหวะการพัฒนาที่รวดเร็วมากสำหรับอุตสาหกรรมนี้
เหตุผลสำคัญคือ เมตากำลังขยายศูนย์ข้อมูลอย่างรวดเร็ว และมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ดังนั้น บริษัทจึงต้องการให้ศูนย์ข้อมูลที่กำลังก่อสร้างสามารถติดตั้งชิปที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดในช่วงเวลานั้น
เมตาประเมินว่าชิปแต่ละรุ่นจะมีอายุการใช้งานในศูนย์ข้อมูลประมาณ 5 ปีหรือมากกว่านั้น ซึ่งถือเป็นระยะเวลามาตรฐานของอุปกรณ์ประมวลผลในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาชิปเอไอของเมตาเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการลงทุนจำนวนมากในการสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่หลายแห่งในสหรัฐ โดยปัจจุบัน เมตากำลังก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในรัฐ Louisiana และยังมีโครงการศูนย์ข้อมูลอีกสองแห่งในรัฐ Ohio และ Indiana
นอกจากนี้ รายงานของบลูมเบิร์กยังระบุว่า เมตากำลังพิจารณาเช่าพื้นที่ในโครงการศูนย์ข้อมูลเอไอชื่อ Stargate ที่ตั้งอยู่ในรัฐ Texas หลังจากบริษัท โอเพนเอไอ (OpenAI) และ ออราเคิล (Oracle) ยกเลิกแผนการขยายศูนย์ข้อมูลในโครงการดังกล่าว
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เร่งพัฒนาชิปเอง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่มพัฒนาชิปของตัวเองเพื่อนำไปใช้ในศูนย์ข้อมูล เนื่องจากชิปประมวลผลกราฟิก (GPU) ที่ใช้สำหรับงานเอไอมีราคาสูง และมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต
บริษัทขนาดใหญ่อย่าง กูเกิล (Google) และ อเมซอน (Amazon) จึงหันมาพัฒนาชิปประเภทที่เรียกว่า Application-Specific Integrated Circuit (ASIC) ซึ่งเป็นชิปที่ออกแบบมาเพื่อทำงานเฉพาะด้าน
ชิปประเภทนี้มักมีขนาดเล็กกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่า และมีต้นทุนต่ำกว่าชิป GPU แต่ข้อจำกัดคือ สามารถทำงานได้เฉพาะบางประเภทเท่านั้น ไม่ได้มีความยืดหยุ่นเท่าชิปประมวลผลทั่วไป โดยกูเกิลเป็นบริษัทแรกที่พัฒนาชิปประเภทนี้ ได้เปิดตัว Tensor Processing Unit (TPU) รุ่นแรกในปี 2558 ขณะที่อเมซอนเปิดตัวชิปที่ออกแบบเองครั้งแรกในปี 2561
กูเกิลและอเมซอนนำชิปที่พัฒนาขึ้นเองไปให้ลูกค้าใช้งานผ่านบริการคลาวด์ แต่เมตาเลือกใช้ชิป MTIA ภายในระบบของบริษัทเท่านั้น โดยไม่ได้เปิดให้ลูกค้าภายนอกใช้งาน
ความต้องการหน่วยความจำ HBM เพิ่มสูง อาจกระทบห่วงโซ่อุปทาน
เมตาระบุว่าชิปรุ่นใหม่ของ MTIA จะติดตั้งหน่วยความจำความเร็วสูงที่เรียกว่า High-Bandwidth Memory (HBM) ในปริมาณมากขึ้น เพื่อรองรับงานประมวลผลของระบบ Generative AI อย่างไรก็ตาม การแข่งขันพัฒนาเอไออย่างเข้มข้นในอุตสาหกรรมทำให้ความต้องการชิปหน่วยความจำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดความกังวลเรื่องปริมาณการจัดหาในตลาด
ซ่งกล่าวว่า เมตามีความกังวลเกี่ยวกับปริมาณหน่วยความจำ HBM ที่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม แต่บริษัทเชื่อว่ายังสามารถจัดหาหน่วยความจำได้เพียงพอสำหรับแผนการพัฒนาระบบของบริษัท
หน่วยความจำประเภทนี้มักถูกจัดหาจากผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น Samsung Electronics, SK Hynix และ Micron Technology โดยปกติแล้วบริษัทเทคโนโลยีจะทำสัญญาจัดหาหน่วยความจำกับผู้ผลิตเหล่านี้ในระยะสั้น เนื่องจากตลาดหน่วยความจำมีลักษณะเป็นวัฏจักรที่ราคาและอุปทานเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ซ่งไม่ได้เปิดเผยว่าเมตาได้ทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตหน่วยความจำเหล่านี้หรือไม่ แต่ระบุว่าบริษัทใช้แนวทางกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้สามารถจัดหาชิปและส่วนประกอบต่างๆ ได้จากหลายแหล่ง
เมตายังคงซื้อจีพียูจากอินวิเดียและเอเอ็มดีจำนวนมาก
แม้เมตาจะพัฒนาชิปของตัวเอง แต่บริษัทก็ยังคงลงทุนซื้อจีพียูจากผู้ผลิตรายใหญ่เช่นเดิม เมตาได้ทำข้อตกลงเพื่อจัดหาชิปจากอินวิเดียจำนวนหลายล้านตัว และยังมีข้อตกลงกับเอเอ็มดี เพื่อจัดหาชิปที่มีกำลังประมวลผลรวมสูงถึง 6 กิกะวัตต์สำหรับใช้ในศูนย์ข้อมูลของบริษัทในช่วงหลายปีข้างหน้า
ซ่งอธิบายว่า เนื่องจากลักษณะของงานเอไอเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เมตาจึงต้องการมีทางเลือกหลายแบบสำหรับระบบประมวลผล เพื่อให้สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับงานแต่ละประเภทได้
เมตาระบุว่าชิป MTIA ถูกผลิตโดย Taiwan Semiconductor Manufacturing Company ซึ่งเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลก โดยมีฐานการผลิตหลักอยู่ในไต้หวัน และกำลังสร้างโรงงานผลิตชิปขนาดใหญ่แห่งใหม่ในรัฐ Arizona สหรัฐ
เมตาไม่ได้เปิดเผยว่าชิป MTIA จะถูกผลิตที่โรงงานในรัฐแอริโซนาหรือไม่ ซ่งกล่าวว่า ทีมวิศวกรที่ทำงานด้านการออกแบบชิปของเมตามีจำนวนหลายร้อยคน และส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันเมตามีศูนย์ข้อมูลที่เปิดใช้งานหรืออยู่ระหว่างวางแผนทั้งหมด 30 แห่งทั่วโลก และในจำนวนนี้มีถึง 26 แห่งที่ตั้งอยู่ในสหรัฐ





