วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม 2569

Login
Login

Morgan Stanley ชี้ ซอฟต์แวร์โลกเข้าสู่ภาวะสงคราม นักลงทุนจับตาใครได้ประโยชน์จากเอไอ

Morgan Stanley ชี้ ซอฟต์แวร์โลกเข้าสู่ภาวะสงคราม นักลงทุนจับตาใครได้ประโยชน์จากเอไอ

การประชุมด้านเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคมของ Morgan Stanley ในปี 2569 นี้กลายเป็นเวทีสำคัญที่ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต้องออกมาอธิบายทิศทางธุรกิจของตัวเองต่อหน้านักลงทุน ท่ามกลางแรงกดดันจากการมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์

บนเวทีดังกล่าวมีผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เข้าร่วมจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอของ Anthropic, แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของ OpenAI, เจนเซน หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของ Nvidia และสัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ซีอีโอของ Microsoft รวมถึงผู้บริหารจากบริษัทซอฟต์แวร์องค์กรจำนวนมากที่ต้องอธิบายให้นักลงทุนเห็นว่า ธุรกิจของพวกเขาจะปรับตัวอย่างไรในยุคปัญญาประดิษฐ์

หลังจบงาน เดวิด เฉิน (David Chen) หัวหน้าฝ่ายวาณิชธนกิจด้านเทคโนโลยีระดับโลกของ Morgan Stanley ให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศของการประชุม และสิ่งที่เขาเห็นว่าเปลี่ยนไปจากปีที่ผ่านมา เฉินกล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดที่สุดคือ “คำถามของนักลงทุน”

ในการประชุมปี 2569 บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากยังพูดถึงเอไอในฐานะเครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การใช้ผู้ช่วยเอไอหรือระบบอัตโนมัติเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัทลงเล็กน้อย แต่ในปีนี้ นักลงทุนแทบไม่ได้สนใจคำอธิบายในลักษณะนั้นอีกต่อไป

เฉินอธิบายว่า สิ่งที่นักลงทุนอยากรู้จริงๆ คือคำถามที่ตรงไปตรงมามากกว่าเดิม นั่นคือ บริษัทซอฟต์แวร์แต่ละแห่งกำลังอยู่ในตำแหน่งไหนของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยนักลงทุนต้องการรู้ว่า บริษัทนั้น “เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากเอไอ หรือเอไอกำลังกลายเป็นภัยคุกคามต่อธุรกิจของบริษัท”

คำถามนี้มีความสำคัญมากขึ้น หลังจากในช่วงหนึ่งของปีนี้ มูลค่าตลาดของบริษัทซอฟต์แวร์องค์กรทั่วโลกลดลงรวมกันถึงประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ สะท้อนความกังวลของตลาดว่าบริษัทบางแห่งอาจถูกเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่ได้

เฉินอธิบายว่า หากมองในภาพรวม บริษัทซอฟต์แวร์ในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก

กลุ่มแรกคือ บริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับงานที่ต้องการความถูกต้องแม่นยำสูง เช่น ระบบคำนวณเงินเดือน ระบบออกใบแจ้งหนี้ ระบบบัญชี หรือระบบธุรกรรมต่างๆ ขององค์กร
ซอฟต์แวร์ประเภทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แน่นอนและตรวจสอบได้ หากมีความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย เช่น คำนวณเงินเดือนผิดเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ ก็อาจสร้างปัญหาให้กับบริษัทได้ทันที

เฉินมองว่า บริษัทที่อยู่ในกลุ่มนี้ยังคงมี “กำแพงการแข่งขัน” หรือข้อได้เปรียบที่ทำให้คู่แข่งเข้ามาแทนที่ได้ยาก เพราะระบบเหล่านี้ต้องการความแม่นยำสูงและต้องเชื่อมต่อกับระบบภายในองค์กรจำนวนมาก

ในทางตรงกันข้าม ยังมีบริษัทซอฟต์แวร์อีกกลุ่มหนึ่งที่ทำหน้าที่หลักเพื่อรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ จัดระเบียบข้อมูลเหล่านั้น และนำเสนอผ่านหน้าจอหรือแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย

เฉินกล่าวว่า ซอฟต์แวร์ในลักษณะนี้อาจเผชิญแรงกดดันมากกว่า เพราะเอไอสามารถทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลได้ในลักษณะเดียวกัน เขาจึงมองว่า การมาของเอไอไม่ได้ทำลายอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ทั้งหมด แต่กำลังทำให้ตำแหน่งของผู้ชนะและผู้แพ้ในอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม เฉินย้ำว่าบริษัทที่อยู่ในฝั่งเสียเปรียบกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก

เฉินอธิบายสถานการณ์ในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ตอนนี้ว่า ไม่ใช่ช่วงเวลาปกติของการแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับ “ช่วงสงคราม”

คำเปรียบเทียบนี้หมายถึงช่วงเวลาที่บริษัทต้องเร่งปรับตัว เปลี่ยนโครงสร้างเทคโนโลยี และคิดโมเดลธุรกิจใหม่อย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

เฉินยังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงอีกด้านหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นในระดับการบริหารองค์กร เขาสังเกตว่า คณะกรรมการบริษัทหลายแห่งเริ่มให้ความสำคัญกับซีอีโอที่มีพื้นฐานด้านผลิตภัณฑ์หรือวิศวกรรมซอฟต์แวร์มากขึ้น แทนที่จะเป็นผู้บริหารที่เติบโตมาจากสายการขายหรือการตลาด

เหตุผลสำคัญคือ หากบริษัทต้องปรับโครงสร้างระบบเทคโนโลยีทั้งหมดให้รองรับเอไออย่างแท้จริง ผู้บริหารจำเป็นต้องเข้าใจสถาปัตยกรรมของระบบซอฟต์แวร์ ตั้งแต่โครงสร้างหลังบ้านไปจนถึงการเชื่อมต่อข้อมูล

ขณะเดียวกัน ระหว่างการประชุมครั้งนี้ ผู้ผลิตรายการของสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี ชื่อ แจสมิน อู (Jasmine Wu) ได้เสนอคำอธิบายที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในอีกมุมหนึ่ง

เธอใช้คำว่า อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนจาก “SaaS” หรือ Software as a Service ไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “SaaaS” หรือ Software for Agents as a Service แนวคิดนี้หมายถึง ซอฟต์แวร์ในอนาคตอาจไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้มนุษย์ใช้งานเป็นหลักเหมือนที่ผ่านมา แต่ถูกออกแบบมาให้ระบบเอไอหรือ “เอเจนต์อัตโนมัติ” ใช้งานแทนมนุษย์

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของแอรอน เลวี (Aaron Levie) ซีอีโอของ Box ซึ่งก่อนหน้านี้ให้สัมภาษณ์ว่า ในอนาคต ลูกค้าของบริษัทอาจไม่ใช่เพียงผู้ใช้งานมนุษย์ แต่รวมถึงระบบเอไอเอเจนต์ที่ทำงานแทนมนุษย์ด้วย

เลวีอธิบายว่า หากแนวโน้มนี้เกิดขึ้นจริง ธุรกิจซอฟต์แวร์ที่ให้บริการแก่เอไอเอเจนต์อาจเติบโตได้มากกว่าธุรกิจซอฟต์แวร์แบบเดิมหลายเท่า

นอกจากประเด็นด้านซอฟต์แวร์แล้ว เฉินยังถูกถามถึงทิศทางการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของเอไอ ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ได้ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลในการสร้างศูนย์ข้อมูล ระบบประมวลผล และเครือข่ายสำหรับเอไอ

เมื่อถูกถามว่า ในปี 2570 การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเอไอจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง เฉินตอบว่า ระดับการลงทุนอาจยังคงใกล้เคียงกับปัจจุบัน คำตอบนี้สะท้อนมุมมองว่า วงจรการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานเอไอของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อาจกำลังเข้าใกล้จุดสูงสุด

สำหรับแนวโน้มในปีข้างหน้า เฉินคาดว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์องค์กรจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้ชนะและผู้แพ้ชัดเจนมากขึ้น

หนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่เขามองว่ามีโอกาสเติบโตคือ ธุรกิจความปลอดภัยไซเบอร์ หรือไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีข้อได้เปรียบในการแข่งขันสูง และสามารถใช้เอไอเพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจจับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงการเกิดขึ้นของบริษัทเทคโนโลยีรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และระบบคอมพิวเตอร์ ที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาคอขวดสำคัญของระบบเอไอ ปัญหาดังกล่าวรวมถึงข้อจำกัดด้านการเชื่อมต่อข้อมูล ความสามารถในการประมวลผล และพลังงานไฟฟ้าที่ต้องใช้ในการทำงานของศูนย์ข้อมูลเอไอขนาดใหญ่

เฉินกล่าวว่า สิ่งที่เห็นได้ชัดจากการประชุมตลอดทั้งสัปดาห์คือ มุมมองต่อเอไอในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้เปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่หลายบริษัทพูดถึงเอไอในฐานะเทคโนโลยีที่อาจมีบทบาทในอนาคต ตอนนี้อุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับความจริงว่า เอไอได้กลายเป็นแรงเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน

คำถามสำคัญที่นักลงทุนต้องการคำตอบจึงไม่ใช่ว่าเอไอจะสำคัญหรือไม่ แต่คือ บริษัทเทคโนโลยีแต่ละแห่งกำลังแสดงให้เห็นอย่างไรว่า พวกเขากำลังปรับตัวและนำเอไอมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจจริง

อ้างอิง: CNBC