วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

ถึงเวลาวางยุทธศาสตร์ปลดล็อก AI สู่กลไกขับเคลื่อนองค์กร

ถึงเวลาวางยุทธศาสตร์ปลดล็อก AI สู่กลไกขับเคลื่อนองค์กร

ท่ามกลางกระแสการนำ AI เข้ามาใช้ในภาคธุรกิจ องค์กรจำนวนไม่น้อยยังคงติดอยู่ใน “กับดัก” ของการทดลองใช้งาน เพราะความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่แค่ตัวเทคโนโลยี หากแต่อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานและระบบไอทีที่ซับซ้อน กระจัดกระจาย และขาดการบูรณาการ

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำ AI เข้ามาใช้ แต่คือการยกระดับจากเครื่องมือทดลอง ไปสู่การเป็นองค์ประกอบหลักในโครงสร้างซอฟต์แวร์ขององค์กรอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

โจ เฟอร์นานเดส รองประธานและผู้จัดการทั่วไป หน่วยธุรกิจ AI ของ เร้ดแฮท (Red Hat) ผู้ให้บริการโซลูชันโอเพ่นซอร์สระดับโลก เผยว่า เพื่อให้ AI สามารถส่งมอบคุณค่าทางธุรกิจที่แท้จริงได้นั้น เทคโนโลยีนี้จำเป็นต้องถูกทำให้กลายเป็นส่วนประกอบหลักในโครงสร้างซอฟต์แวร์ขององค์กร

ปัจจุบัน แลนด์สเคปด้าน AI ขององค์กรกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว จากอินเทอร์เฟซการแชทแบบง่าย ๆ ไปเป็นเวิร์กโฟลว์เอเจนต์อัตโนมัติ (autonomous agentic workflows) ที่มีความซับซ้อนสูง มีปริมาณงานและขีดความสามารถที่มากขึ้น (high-density) ซึ่งต้องการการบูรณาการเทคโนโลยีที่มีอยู่เข้าด้วยกันอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม องค์กรจำนวนมากยังคงติดอยู่กับ “ระยะนำร่อง” เนื่องจากเครื่องมือมากมายที่กระจัดกระจายและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เป็นเอกภาพ

ยิ่งใช้เครื่องมือมาก ปัญหายิ่งมาก

ฮาร์เปอร์ บิวท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ เร้ดแฮท แอนซิเบล ออโตเมชัน แพลตฟอร์ม กล่าวว่า ทีมไอทีกำลังเผชิญกับอุปสรรคเมื่อต้องการนำโซลูชัน AI มาใช้ทั่วทั้งองค์กร รวมไปถึงรับมือกับความจริงที่ยุ่งเหยิงของโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ซับซ้อนมากขึ้น

ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาขององค์กรหลายแห่ง มักพยายามสร้างโซลูชันอัตโนมัติขึ้นเองด้วยการนำเครื่องมือต่าง ๆ มาเชื่อมต่อกันแบบเฉพาะหน้า ซึ่งแม้จะเป็นความตั้งใจที่ดี แต่อาจส่งผลเสียต่อระบบได้

ผลการศึกษาของเร้ดแฮทร่วมกับ S&P Global Market Intelligence 451 Research ชี้ให้เห็นทางเลือกที่ง่ายกว่า คือการเปลี่ยนมาใช้แพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ (unified platform) แทนการนำเครื่องมือหลายชนิดมาประกอบกัน

ข้อมูลระบุว่า ทีมงานส่วนใหญ่กำลังแบกรับภาระจากเครื่องมือจำนวนมาก ซึ่งมักจบลงด้วยการมีแดชบอร์ดที่ต้องใช้มากเกินไป แต่มีการประสานทำงานร่วมกันเพียงน้อยนิด ผลสำรวจพบว่าองค์กรถึง 72% ใช้เครื่องมือไอทีที่แตกต่างกันมากถึง 50 ชนิด

ขณะที่เกือบหนึ่งในสาม (28%) ต้องบริหารจัดการเครื่องมือมากกว่า 50 ชนิด แนวทางการทำงานที่กระจัดกระจายเช่นนี้ สร้างอุปสรรคสำคัญต่อการทำระบบอัตโนมัติให้มีประสิทธิภาพ

เปลี่ยน AI ให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

สำหรับความท้าทายหลัก ๆ มักจะเป็นเรื่องของ ความซับซ้อนในการติดตั้ง ความท้าทายด้านการเชื่อมโยงระบบ และข้อจำกัดด้านทักษะ

แนวคิดแบบ “ต่างคนต่างสร้างเองใช้เอง” (do-it-yourself) ส่งผลเสียอย่างยิ่งต่อการใช้ AI ในแง่มุมต่าง ๆ เนื่องจากแอปพลิเคชันที่มีความซับซ้อนเช่น AI จะทำงานได้ดีที่สุดกับระบบที่ดำเนินไปอย่างแม่นยำเที่ยงตรง ทั้งในด้านการคาดการณ์ ความสม่ำเสมอ และปรับขนาดการทำงานได้ การจะยกระดับและขยายขีดความสามารถของ AI ให้ใช้งานในวงกว้างย่อมเป็นไปได้ยาก หากขาดระบบอัตโนมัติที่ครอบคลุม

รายงาน 451 Research ชูแนวคิดเรื่องแพลตฟอร์มระบบอัตโนมัติไอทีแบบรวมศูนย์ (unified IT automation platform) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการควบคุม โดยใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาบูรณาการ จัดระเบียบเครื่องมือ กระบวนการ และทรัพยากรด้านไอทีทั้งหมดขององค์กรให้ทำงานร่วมกันโดยอัตโนมัติ

แนวทางนี้แปรเปลี่ยนเป็นคุณประโยชน์ที่จับต้องได้ เช่น AI ที่ใช้งานได้จริงในวงกว้าง โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เป็นมาตรฐานใช้ได้กับทุกสภาพแวดล้อม ช่วยให้กำกับดูแลและบริหารจัดการสภาพแวดล้อม AI ต่าง ๆ ได้อย่างสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ด้านการบังคับใช้นโยบายและการกำกับดูแล AI ช่วยเสริมแกร่งด้านความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ให้กับงานด้าน AI อัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้สามารถควบคุมและคาดการณ์การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กลยุทธ์ AI และระบบอัตโนมัติ มีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ผลสำรวจพบว่าการบริหารจัดการไอที (56%) และ generative AI (53%) คือความสามารถสำคัญมากสำหรับแพลตฟอร์มแบบบูรณาการใด ๆ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าแพลตฟอร์มอัตโนมัติแบบหนึ่งเดียวไม่ได้เป็นเพียง “มีไว้ก็ดี” แต่มันเป็นพื้นฐานเชิงกลยุทธ์สำหรับการใช้แอปพลิเคชัน AI ขององค์กร

เร้ดแฮทแนะว่า องค์กรควรพิจารณาลงทุนในแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในระดับองค์กรและพร้อมที่จะเร่งการเดินทางสู่โลกของการใช้ AI ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่วันเริ่มต้น แทนที่จะต้องใช้เวลาและทรัพยากรที่มีค่าไปกับความเสี่ยงในการสร้างโซลูชันที่กระจัดกระจาย