พนักงานของบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐ โดยเฉพาะจาก กูเกิล (Google) และ โอเพนเอไอ (OpenAI) เริ่มเคลื่อนไหวร่วมกันผ่านจดหมายเปิดผนึก เพื่อเรียกร้องให้บริษัทของตนกำหนดขอบเขตชัดเจนเกี่ยวกับการนำเอไอ (AI) ไปใช้ในงานทางทหาร
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสหรัฐเปิดปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน และกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (DOD) จัดให้บริษัทพัฒนาเอไอ แอนโทรปิก (Anthropic) อยู่ในสถานะ “ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน” ซึ่งเป็นมาตรการด้านความมั่นคงที่อาจส่งผลต่อความสามารถของบริษัทในการทำธุรกิจกับภาครัฐ
จดหมายหลายฉบับเริ่มถูกเผยแพร่ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ฉบับที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ “We Will Not Be Divided” ซึ่งมีพนักงานจากกูเกิลและโอเพนเอไอร่วมลงชื่อรวมเกือบ 900 คน ภายในเวลาไม่กี่วัน
จดหมายพนักงาน: ความกังวลต่อแรงกดดันจากรัฐ
เนื้อหาของจดหมายเริ่มจากการอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับแอนโทรปิก ซึ่งผู้ลงชื่อมองว่า บริษัทกำลังเผชิญแรงกดดันจากกระทรวงกลาโหม หลังปฏิเสธไม่ให้เทคโนโลยีของตนถูกใช้ในบางลักษณะ
ตามจดหมาย รัฐบาลสหรัฐขู่ว่าจะใช้อำนาจตามกฎหมาย Defense Production Act ซึ่งเปิดทางให้รัฐสามารถบังคับบริษัทเอกชนให้ให้บริการหรือปรับเทคโนโลยีเพื่อเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อให้โมเดลเอไอของแอนโทรปิกถูกนำไปใช้และปรับแต่งตามความต้องการของกองทัพ
พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังจัดให้บริษัทเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานซึ่งเป็นสถานะที่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางธุรกิจและสัญญากับภาครัฐ
จดหมายอธิบายว่า การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังแอนโทรปิกยืนยันจะรักษา “เส้นแดง” ของบริษัท คือไม่อนุญาตให้เอไอถูกใช้ในสองกรณี ได้แก่ การเฝ้าระวังประชาชนจำนวนมากภายในประเทศ และการใช้อาวุธที่สามารถตัดสินใจสังหารได้เองโดยไม่มีมนุษย์กำกับดูแล
จดหมายยังเรียกกระทรวงกลาโหมว่า “Department of War” และระบุว่าแรงกดดันดังกล่าวมีลักษณะพยายามทำให้บริษัทเทคโนโลยีแต่ละแห่งถูกแยกออกจากกัน
ผู้เขียนจดหมายอธิบายว่า หากแต่ละบริษัทไม่รู้จุดยืนของกันและกัน อาจเกิดความกลัวว่าคู่แข่งจะยอมตกลงก่อน ส่งผลให้บริษัทอื่นต้องยอมตาม จดหมายจึงมีเป้าหมายสร้างความเข้าใจร่วมกันและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างพนักงานในอุตสาหกรรม
ผู้ลงชื่อระบุว่าพวกเขาเป็นพนักงานของกูเกิลและโอเพนเอไอ โดยหวังว่าผู้บริหารของบริษัทจะร่วมกันปฏิเสธการใช้เอไอเพื่อการเฝ้าระวังภายในประเทศและอาวุธอัตโนมัติ
เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมบริบทความขัดแย้งทางทหาร
เหตุการณ์ความเคลื่อนไหวของพนักงานเทคโนโลยีเกิดขึ้นไม่นานหลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจขึ้นบัญชีแอนโทรปิกเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน ก่อนที่ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในอิหร่านจะเริ่มขึ้นไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
รัฐบาลสหรัฐ ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดภัยคุกคามเร่งด่วนจากโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวกลับกระตุ้นให้พนักงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจำนวนมากร่วมลงชื่อในคำร้องต่างๆ เพิ่มขึ้น
ความตึงเครียดที่สะสมในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ความไม่พอใจของพนักงานเทคไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุด แต่สะสมมาหลายเดือน ท่ามกลางความกังวลต่อบทบาทของบริษัทเทคโนโลยีในงานด้านความมั่นคงของรัฐ
บริบทหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงคือ การบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐยิงพลเมืองอเมริกันสองรายในรัฐมินนิโซตาเมื่อต้นปี 2569 ซึ่งยิ่งทำให้พนักงานบางส่วนเรียกร้องความโปร่งใสเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างบริษัทกับหน่วยงานรัฐ
พนักงานเรียกร้องให้บริษัทเปิดเผยรายละเอียดสัญญาคลาวด์และเอไอ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ (Department of Homeland Security) และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (Immigration and Customs Enforcement: ICE)
กูเกิลถูกจับตา หลังเจรจานำ Gemini เข้าระบบลับของเพนตากอน
สำหรับกูเกิล กระแสต่อต้านภายในเกิดขึ้นพร้อมรายงานว่าบริษัทกำลังเจรจากับเพนตากอนเพื่อนำโมเดลเอไอ Gemini ไปใช้งานในระบบลับของกองทัพ ซึ่งทำให้ข้อถกเถียงเรื่องเอไอทางทหารกลับมาอีกครั้ง
กลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านเทคโนโลยี No Tech For Apartheid ออกแถลงการณ์ชื่อ “Amazon, Google, Microsoft Must Reject the Pentagon’s Demands” เรียกร้องให้บริษัทคลาวด์รายใหญ่ปฏิเสธเงื่อนไขที่อาจเปิดทางให้เกิดการเฝ้าระวังจำนวนมากหรือการใช้เอไอในทางที่ละเมิดสิทธิ
แถลงการณ์ยังชี้ว่า ดีลของกูเกิลอาจมีลักษณะคล้ายกรณีที่เพนตากอนสามารถใช้งานโมเดล Grok จากบริษัท เอ็กซ์เอไอ (xAI) ของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ในสภาพแวดล้อมลับ ซึ่งตามข้อมูลที่กลุ่มอ้าง ระบุว่าอาจเกิดขึ้นโดยไม่มีมาตรการกำกับที่ชัดเจน
อัลฟาเบทยังไม่แสดงจุดยืน
แม้แอนโทรปิก และโอเพนเอไอจะออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการเจรจากับกระทรวงกลาโหมหลายครั้ง แต่ อัลฟาเบท (Alphabet) บริษัทแม่ของกูเกิลยังไม่ได้แสดงจุดยืนต่อสาธารณะ และไม่ได้ตอบคำถามจากสื่อหลายครั้งเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว
จดหมายอีกฉบับเรียกร้องถอนการขึ้นบัญชีแอนโทรปิก
นอกจากจดหมาย We Will Not Be Divided ยังมีจดหมายเปิดผนึกอีกฉบับชื่อว่า An Open Letter to the Department of War and Congress โดยมีพนักงานเทคโนโลยีหลายร้อยคนร่วมลงชื่อเรียกร้องให้กระทรวงกลาโหมถอนการจัดประเภทแอนโทรปิกเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน
ผู้ลงชื่อรวมถึงพนักงานจากโอเพนเอไอ และบริษัทเทคโนโลยีอื่น เช่น Salesforce, Databricks, IBM และ Cursor โดยเนื้อหาจดหมายเรียกร้องให้รัฐสภาสหรัฐตรวจสอบว่าการใช้อำนาจพิเศษกับบริษัทเทคโนโลยีเอกชนเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่ และระบุว่าบริษัทเอกชนไม่ควรถูกตอบโต้เพียงเพราะปฏิเสธเงื่อนไขของรัฐบาล
ความกังวลภายในกูเกิล - ประวัติข้อขัดแย้งเรื่องเอไอทางทหาร
รายงาน จากเดอะนิวยอร์กไทมส์ระบุว่า พนักงานกูเกิลมากกว่า 100 คนที่ทำงานด้านเอไอได้ลงชื่อในจดหมายถึงฝ่ายบริหาร เพื่อแสดงความกังวลเกี่ยวกับความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม และขอให้บริษัทกำหนดข้อจำกัดการใช้งานเอไอแบบเดียวกับที่แอนโทรปิกใช้
จดหมายดังกล่าวถูกส่งถึงหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของกูเกิล คือ เจฟฟ์ ดีน (Jeff Dean) ซึ่งต่อมาเขาเขียนข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า การเฝ้าระวังประชาชนจำนวนมากอาจขัดต่อบทแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐ ฉบับที่ 4 และอาจส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงออก พร้อมระบุว่าระบบเฝ้าระวังมีความเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้ในทางการเมืองหรือการเลือกปฏิบัติ
ปี 2561 กูเกิลเผชิญการประท้วงภายในบริษัทจากโครงการ Project Maven ซึ่งเป็นโครงการของเพนตากอนที่ใช้เอไอวิเคราะห์ภาพจากโดรน หลังพนักงานหลายพันคนคัดค้าน บริษัทตัดสินใจไม่ต่อสัญญา และประกาศหลักการใช้งานเอไอหรือ AI Principles เพื่อกำหนดแนวทางการใช้เทคโนโลยี
ต่อมาในปี 2567 กูเกิลปลดพนักงานมากกว่า 50 คน หลังการประท้วงเกี่ยวกับ Project Nimbus ซึ่งเป็นสัญญามูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ร่วมกับอเมซอน เพื่อให้บริการแก่รัฐบาลอิสราเอล เอกสารและรายงานระบุว่าสัญญาดังกล่าวเปิดทางให้มีการใช้เครื่องมือเอไอ เช่น การจำแนกภาพและการติดตามวัตถุ รวมถึงบริการแก่ผู้ผลิตอาวุธของรัฐ
รายงานของเดอะนิวยอร์กไทมส์ในเดือนธันวาคมปีเดียวกันยัง ระบุ ว่า ก่อนลงนามข้อตกลง Nimbus ผู้บริหารบางส่วนของกูเกิลเคยกังวลว่าบริการ Google Cloud อาจถูกเชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งในช่วงต้นปีถัดมา มีรายงานว่า กูเกิลปรับปรุงหลักการเอไอใหม่ โดยลบข้อความที่เคยระบุชัดเจนว่าจะไม่สร้างอาวุธหรือเทคโนโลยีเฝ้าระวัง
ความเคลื่อนไหวของพนักงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างภาครัฐซึ่งต้องการนำเอไอไปใช้ในด้านความมั่นคง กับพนักงานและนักพัฒนาเทคโนโลยีบางส่วนที่พยายามกำหนดขอบเขตการใช้งานของเทคโนโลยีที่ตนมีส่วนสร้างขึ้น
ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงต้องตัดสินใจท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งภาครัฐ ตลาด และพนักงานภายในองค์กรเอง
อ้างอิง: The New York Times และ CNBC





