การลาออกของผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์คนสำคัญของ อาลีบาบา (Alibaba) กลายเป็นข่าวที่ถูกพูดถึงอย่างมากในวงการเทคโนโลยี หลังเจ้าตัวประกาศลงจากตำแหน่งแบบกะทันหัน โดยไม่ได้อธิบายเหตุผล ขณะที่บริษัทกำลังเร่งเดินหน้าธุรกิจ เอไอ อย่างจริงจังเพื่อเป็นอนาคตใหม่ขององค์กร
บลูมเบิร์กรายงานว่า จุนหยาง หลิน (Junyang Lin) หรือ จัสติน หลิน (Justin Lin) หัวหน้าทีมเทคโนโลยีของโครงการ Qwen ซึ่งเป็นแชตบอตเอไอหลักของอาลีบาบา ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุสั้นๆ ว่าเขาจะลาออก พร้อมเขียนว่า “ผมจะลงจากตำแหน่ง ลาก่อน Qwen ที่รักของผม” โดยไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุ
หลังข้อความถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้ามาตอบกลับมากกว่าพันข้อความภายในเวลาไม่นาน ส่วนใหญ่เป็นนักพัฒนาและผู้ใช้งานในชุมชนโอเพนซอร์สที่ร่วมแสดงความขอบคุณและสอบถามถึงสาเหตุการตัดสินใจครั้งนี้
ในวันเดียวกัน ราคาหุ้นของอาลีบาบา ในตลาดฮ่องกงปรับตัวลดลงระหว่างวันสูงสุด 5.3% ซึ่งถือว่าลดลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นักลงทุนบางส่วนเริ่มขายหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเอไอ เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและทิศทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก
หลังการประกาศลาออก ยังมีวิศวกรของอาลีบาบาอีกอย่างน้อยหนึ่งคนประกาศออกจากบริษัทตามมา ขณะที่ มินิแม็กซ์ (MiniMax) บริษัทด้านเอไอที่อาลีบาบาเข้าไปลงทุน โพสต์ขอบคุณหลินสำหรับบทบาทที่ช่วยผลักดันการพัฒนาเอไอแบบโอเพนซอร์สให้คนทั่วไปเข้ามาร่วมพัฒนาได้
จุนหยาง หลิน ถือเป็นหนึ่งในบุคคลหลักที่ช่วยผลักดันให้อาลีบาบาเริ่มเปลี่ยนตัวเองจากบริษัทอีคอมเมิร์ซที่คนรู้จักจากแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ ไปสู่บริษัทเทคโนโลยีเอไอ เขาเริ่มทำงานพัฒนาโมเดลเอไอของบริษัทตั้งแต่ปี 2565 และดูแลโครงการที่เปิดซอร์สโค้ดให้นักพัฒนาทั่วโลกสามารถนำไปใช้งานหรือพัฒนาต่อได้ ตามข้อมูลใน LinkedIn
แชตบอต Qwen ที่หลินดูแล กลายเป็นหัวใจของบริการเอไอหลายอย่างของอาลีบาบา และถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มแพลตฟอร์มเอไอที่มีประสิทธิภาพสูงในระดับโลกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความก้าวหน้าของ Qwen ยังได้รับความสนใจจาก อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซึ่งเคยแสดงความเห็นว่าโมเดลนี้มีความสามารถที่น่าประทับใจ
การพัฒนา Qwen ทำให้อาลีบาบากลายเป็นหนึ่งในบริษัทจีนที่พยายามแข่งขันกับบริษัทเอไอจากสหรัฐ เช่น โอเพนเอไอ (OpenAI) และ แอนโทรปิก (Anthropic) ซึ่งกำลังเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเอไอของโลก
ก่อนลาออกไม่นาน หลินเคยกล่าวในเวทีเสวนาที่กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนมกราคม 2569 ว่า บริษัทจีนยังไม่น่าจะสร้างความก้าวหน้าครั้งใหญ่ด้านเอไอที่แซงหน้าบริษัทสหรัฐได้ภายในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า
เขาอธิบายว่า บริษัทอย่างโอเพนเอไอมีทรัพยากรคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาลสำหรับการวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ ขณะที่บริษัทจีนต้องใช้ทรัพยากรส่วนใหญ่ไปกับการให้บริการผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีเวลาหรือกำลังเหลือสำหรับงานวิจัยระยะยาวน้อยกว่า
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุผลที่หลินตัดสินใจลาออก ทั้งตัวเขาและบริษัทอาลีบาบาไม่ได้ตอบคำถามจากสื่อ
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยิ่งสร้างความประหลาดใจ เพราะก่อนหน้าเพียงหนึ่งวัน หลินยังโพสต์อัปเดตเกี่ยวกับ Qwen ตามปกติ และไม่นานก่อนหน้านั้น อาลีบาบา เพิ่งเปิดตัวการอัปเกรดครั้งใหญ่ของระบบ เพื่อให้เอไอสามารถทำงานซับซ้อนหลายขั้นตอน และรองรับข้อมูลได้ทั้งข้อความ รูปภาพ และวิดีโอ
นอกจากนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา หลินยังเริ่มตั้งทีมพัฒนาหุ่นยนต์ภายในบริษัทอีกด้วย
อาลีบาบาถือเป็นหนึ่งในบริษัทจีนที่ลงทุนด้านเอไออย่างหนัก โดยเฉพาะหลังการเกิดขึ้นของบริษัทเอไอรายใหม่อย่าง ดีปซีก (DeepSeek) ที่ช่วยกระตุ้นการแข่งขันภายในประเทศ ในปี 2568 บริษัทประกาศว่าจะเดินหน้าเอไออย่างเต็มรูปแบบ และตั้งเป้าพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความสามารถใกล้เคียงสติปัญญามนุษย์ พร้อมสร้างบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี Qwen เป็นศูนย์กลาง
เอ็ดดี วู (Eddie Wu) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอาลีบาบา ให้คำมั่นว่าจะลงทุนมากกว่า 53,000 ล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเอไอ และอาจเพิ่มงบลงทุนมากกว่านี้ในอนาคต
ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 อาลีบาบาปรับปรุงแอป Qwen บนมือถือครั้งใหญ่ เพื่อขยายจากเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาไปสู่บริการสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป โดยมีเป้าหมายให้กลายเป็นผู้ช่วยดิจิทัลที่ทำได้หลายอย่างในแอปเดียว
ต่อมาในเดือนมกราคม 2569 บริษัทได้เชื่อมบริการช้อปปิ้งออนไลน์และบริการท่องเที่ยวเข้ากับ Qwen ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานบริการต่างๆ ของอาลีบาบาผ่านระบบเอไอได้ในที่เดียว
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ได้แก่ โรเบิร์ต ลี (Robert Lea) และ จัสมิน ลวี่ (Jasmine Lyu) มองว่า การลาออกของหลินไม่น่าจะทำให้การพัฒนาเอไอของอาลีบาบาหยุดชะงัก
พวกเขาระบุว่า ความท้าทายสำคัญของอาลีบาบา รวมถึงบริษัทจีนรายอื่นอย่าง ไป่ตู้ (Baidu) และ เทนเซนต์ (Tencent) คือการทำให้เอไอสร้างรายได้จริง เนื่องจากปัจจุบันมีแอปเอไอจำนวนมากที่เปิดให้ใช้งานฟรีและมีความสามารถใกล้เคียงกัน
แม้ธุรกิจคลาวด์และเอไอของอาลีบาบาจะเริ่มสร้างรายได้เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยแรงกดดันจากธุรกิจหลักอย่างอีคอมเมิร์ซและบริการส่งอาหาร





