วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

อาลีบาบาเผชิญจุดเปลี่ยนใหม่ หลังหัวหน้าทีม Qwen ลาออกกลางแผนลงทุนขนาดใหญ่

อาลีบาบาเผชิญจุดเปลี่ยนใหม่ หลังหัวหน้าทีม Qwen ลาออกกลางแผนลงทุนขนาดใหญ่

การลาออกของผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์คนสำคัญของ อาลีบาบา (Alibaba) กลายเป็นข่าวที่ถูกพูดถึงอย่างมากในวงการเทคโนโลยี หลังเจ้าตัวประกาศลงจากตำแหน่งแบบกะทันหัน โดยไม่ได้อธิบายเหตุผล ขณะที่บริษัทกำลังเร่งเดินหน้าธุรกิจ เอไอ อย่างจริงจังเพื่อเป็นอนาคตใหม่ขององค์กร

บลูมเบิร์กรายงานว่า จุนหยาง หลิน (Junyang Lin) หรือ จัสติน หลิน (Justin Lin) หัวหน้าทีมเทคโนโลยีของโครงการ Qwen ซึ่งเป็นแชตบอตเอไอหลักของอาลีบาบา ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุสั้นๆ ว่าเขาจะลาออก พร้อมเขียนว่า “ผมจะลงจากตำแหน่ง ลาก่อน Qwen ที่รักของผม” โดยไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุ

หลังข้อความถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้ามาตอบกลับมากกว่าพันข้อความภายในเวลาไม่นาน ส่วนใหญ่เป็นนักพัฒนาและผู้ใช้งานในชุมชนโอเพนซอร์สที่ร่วมแสดงความขอบคุณและสอบถามถึงสาเหตุการตัดสินใจครั้งนี้

ในวันเดียวกัน ราคาหุ้นของอาลีบาบา ในตลาดฮ่องกงปรับตัวลดลงระหว่างวันสูงสุด 5.3% ซึ่งถือว่าลดลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นักลงทุนบางส่วนเริ่มขายหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเอไอ เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและทิศทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก

หลังการประกาศลาออก ยังมีวิศวกรของอาลีบาบาอีกอย่างน้อยหนึ่งคนประกาศออกจากบริษัทตามมา ขณะที่ มินิแม็กซ์ (MiniMax) บริษัทด้านเอไอที่อาลีบาบาเข้าไปลงทุน โพสต์ขอบคุณหลินสำหรับบทบาทที่ช่วยผลักดันการพัฒนาเอไอแบบโอเพนซอร์สให้คนทั่วไปเข้ามาร่วมพัฒนาได้

จุนหยาง หลิน ถือเป็นหนึ่งในบุคคลหลักที่ช่วยผลักดันให้อาลีบาบาเริ่มเปลี่ยนตัวเองจากบริษัทอีคอมเมิร์ซที่คนรู้จักจากแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ ไปสู่บริษัทเทคโนโลยีเอไอ เขาเริ่มทำงานพัฒนาโมเดลเอไอของบริษัทตั้งแต่ปี 2565 และดูแลโครงการที่เปิดซอร์สโค้ดให้นักพัฒนาทั่วโลกสามารถนำไปใช้งานหรือพัฒนาต่อได้ ตามข้อมูลใน LinkedIn

แชตบอต Qwen ที่หลินดูแล กลายเป็นหัวใจของบริการเอไอหลายอย่างของอาลีบาบา และถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มแพลตฟอร์มเอไอที่มีประสิทธิภาพสูงในระดับโลกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความก้าวหน้าของ Qwen ยังได้รับความสนใจจาก อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซึ่งเคยแสดงความเห็นว่าโมเดลนี้มีความสามารถที่น่าประทับใจ

การพัฒนา Qwen ทำให้อาลีบาบากลายเป็นหนึ่งในบริษัทจีนที่พยายามแข่งขันกับบริษัทเอไอจากสหรัฐ เช่น โอเพนเอไอ (OpenAI) และ แอนโทรปิก (Anthropic) ซึ่งกำลังเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเอไอของโลก

ก่อนลาออกไม่นาน หลินเคยกล่าวในเวทีเสวนาที่กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนมกราคม 2569 ว่า บริษัทจีนยังไม่น่าจะสร้างความก้าวหน้าครั้งใหญ่ด้านเอไอที่แซงหน้าบริษัทสหรัฐได้ภายในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า

เขาอธิบายว่า บริษัทอย่างโอเพนเอไอมีทรัพยากรคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาลสำหรับการวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ ขณะที่บริษัทจีนต้องใช้ทรัพยากรส่วนใหญ่ไปกับการให้บริการผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีเวลาหรือกำลังเหลือสำหรับงานวิจัยระยะยาวน้อยกว่า

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุผลที่หลินตัดสินใจลาออก ทั้งตัวเขาและบริษัทอาลีบาบาไม่ได้ตอบคำถามจากสื่อ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยิ่งสร้างความประหลาดใจ เพราะก่อนหน้าเพียงหนึ่งวัน หลินยังโพสต์อัปเดตเกี่ยวกับ Qwen ตามปกติ และไม่นานก่อนหน้านั้น อาลีบาบา เพิ่งเปิดตัวการอัปเกรดครั้งใหญ่ของระบบ เพื่อให้เอไอสามารถทำงานซับซ้อนหลายขั้นตอน และรองรับข้อมูลได้ทั้งข้อความ รูปภาพ และวิดีโอ

นอกจากนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา หลินยังเริ่มตั้งทีมพัฒนาหุ่นยนต์ภายในบริษัทอีกด้วย

อาลีบาบาถือเป็นหนึ่งในบริษัทจีนที่ลงทุนด้านเอไออย่างหนัก โดยเฉพาะหลังการเกิดขึ้นของบริษัทเอไอรายใหม่อย่าง ดีปซีก (DeepSeek) ที่ช่วยกระตุ้นการแข่งขันภายในประเทศ ในปี 2568 บริษัทประกาศว่าจะเดินหน้าเอไออย่างเต็มรูปแบบ และตั้งเป้าพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความสามารถใกล้เคียงสติปัญญามนุษย์ พร้อมสร้างบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี Qwen เป็นศูนย์กลาง

เอ็ดดี วู (Eddie Wu) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอาลีบาบา ให้คำมั่นว่าจะลงทุนมากกว่า 53,000 ล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเอไอ และอาจเพิ่มงบลงทุนมากกว่านี้ในอนาคต

ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 อาลีบาบาปรับปรุงแอป Qwen บนมือถือครั้งใหญ่ เพื่อขยายจากเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาไปสู่บริการสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป โดยมีเป้าหมายให้กลายเป็นผู้ช่วยดิจิทัลที่ทำได้หลายอย่างในแอปเดียว

ต่อมาในเดือนมกราคม 2569 บริษัทได้เชื่อมบริการช้อปปิ้งออนไลน์และบริการท่องเที่ยวเข้ากับ Qwen ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานบริการต่างๆ ของอาลีบาบาผ่านระบบเอไอได้ในที่เดียว

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ได้แก่ โรเบิร์ต ลี (Robert Lea) และ จัสมิน ลวี่ (Jasmine Lyu) มองว่า การลาออกของหลินไม่น่าจะทำให้การพัฒนาเอไอของอาลีบาบาหยุดชะงัก

พวกเขาระบุว่า ความท้าทายสำคัญของอาลีบาบา รวมถึงบริษัทจีนรายอื่นอย่าง ไป่ตู้ (Baidu) และ เทนเซนต์ (Tencent) คือการทำให้เอไอสร้างรายได้จริง เนื่องจากปัจจุบันมีแอปเอไอจำนวนมากที่เปิดให้ใช้งานฟรีและมีความสามารถใกล้เคียงกัน

แม้ธุรกิจคลาวด์และเอไอของอาลีบาบาจะเริ่มสร้างรายได้เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยแรงกดดันจากธุรกิจหลักอย่างอีคอมเมิร์ซและบริการส่งอาหาร

อ้างอิง: Bloomberg และ Reuters