ประเด็น "ความยั่งยืน" และเป้าหมาย "การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์" ภายในองค์กรนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
การจัดการปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการดำเนินงาน หรือ Carbon Footprint กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ประสิทธิภาพการทำงาน และความน่าเชื่อถือขององค์กรในสายตาลูกค้าและนักลงทุน
รายงานจาก World Economic Forum (WEF) ระบุว่า การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมหลักได้สูงสุดประมาณ 20% ภายในปี 2050
โดยเฉพาะในสามอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนในระดับสูง ได้แก่ ภาคพลังงาน การขนส่ง และการผลิตวัสดุอุตสาหกรรม
เส้นทางสู่กลยุทธ์ ‘ESG’
โอเพน เทค (OPEN-TEC) ศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ ทีซีซี เทคโนโลยี กรุ๊ป ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ทำความเข้าใจ และเรียนรู้แนวทางการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ Carbon Footprint อย่างมีประสิทธิภาพ
คาร์บอน ฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) คืออะไร Carbon Footprint คือปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่เกิดจากกิจกรรมขององค์กร ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยสามารถแบ่งตามมาตรฐาน GHG Protocol ออกเป็น 3 ขอบเขต ได้แก่
- ขอบเขต 1: การปล่อยก๊าซโดยตรงจากกิจกรรมหรือทรัพย์สินขององค์กร
- ขอบเขต 2: การปล่อยก๊าซทางอ้อมจากพลังงานที่ซื้อมาใช้
- ขอบเขต 3: การปล่อยก๊าซทางอ้อมจากกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ การวัด Carbon Footprint อย่างเป็นระบบช่วยให้องค์กรเข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างรอบด้าน สามารถกำหนดเป้าหมายและแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีหลักเกณฑ์
ตลอดจนรองรับการรายงานด้าน ESG และการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทคโนโลยีกับ ‘Carbon Footprint’
การวัด Carbon Footprint อย่างแม่นยำ จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง ครอบคลุม และต่อเนื่อง เทคโนโลยีดิจิทัลจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้องค์กรสามารถเก็บ รวบรวม และบริหารจัดการข้อมูลด้านพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ
โดย IoT และเซ็นเซอร์นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเก็บข้อมูล โดยช่วยติดตามการใช้พลังงาน การทำงานของเครื่องจักร หรือการปล่อยก๊าซจากกระบวนการต่าง ๆ แบบอัตโนมัติและเรียลไทม์ ช่วยให้องค์กรเห็นภาพการใช้พลังงานที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลา และในขั้นตอนถัดไป
ข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์เหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังคลาวด์และดาต้าแพลตฟอร์มซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลจากหลายแหล่งไว้ในระบบเดียว ช่วยเพิ่มความสะดวกในการบริหารจัดการข้อมูล รองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว และเอื้อต่อการเชื่อมต่อกับระบบ Carbon Accounting และการรายงานตามมาตรฐานสากล
ขณะเดียวกัน Data Analytics และ AI มีบทบาทในการนำข้อมูลจำนวนมากมาวิเคราะห์ เพื่อช่วยให้องค์กรมองเห็นแนวโน้มการใช้พลังงาน ระบุจุดที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง หรือค้นหาโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม
การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้จำเป็นต้องได้รับการออกแบบและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านประสิทธิภาพและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม
ผสานไอที คลาวด์ ดาต้าแพลตฟอร์ม
สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ การมีพันธมิตรด้านเทคโนโลยีที่สามารถบูรณาการ "ระบบไอที, คลาวด์ และ ดาต้าแพลตฟอร์ม" เข้ากับการบริหารจัดการคาร์บอน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริง โดยผู้ให้บริการด้าน
เทคโนโลยีกับการลด Carbon Footprint เมื่อองค์กรมีข้อมูลด้าน Carbon Footprint ที่ชัดเจนและเชื่อถือได้แล้ว เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถนำมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะในสามอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง ได้แก่ ภาคพลังงาน ภาคการขนส่ง และภาคการผลิตวัสดุอุตสาหกรรม
เป็นไปได้ด้วย ‘เทคโนโลยี’
สำหรับ ภาคพลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการผลิตและการใช้พลังงาน ระบบ Energy Management System ที่ใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์และการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ ช่วยปรับการทำงานของระบบพลังงานให้เหมาะสม ลดการสูญเสีย และสนับสนุนการผสานพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบได้อย่างเป็นระบบ
ขณะที่ ภาคการขนส่ง เทคโนโลยีช่วยสนับสนุนการวางแผนและบริหารจัดการเส้นทางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การวิเคราะห์ข้อมูลช่วยลดระยะทางที่ไม่จำเป็น และเอื้อต่อการใช้รูปแบบการขนส่งที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนลดลง รวมถึง ภาคการผลิตวัสดุอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก ซีเมนต์ หรือเคมีภัณฑ์
เทคโนโลยีอย่าง Data Analytics และ AI ช่วยวิเคราะห์กระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานสูง เพื่อระบุจุดที่สามารถปรับปรุง ลดการใช้พลังงาน และลดของเสีย เทคโนโลยีเหล่านี้ยังช่วยสนับสนุนการพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสอดคล้องกับเป้าหมายการลดคาร์บอนในระยะยาว
จากที่กล่าวไปข้างต้น เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญตลอดกระบวนการบริหารจัดการ Carbon Footprint ตั้งแต่การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการนำข้อมูลมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ขณะที่การประยุกต์ใช้ IoT, คลาวด์, Data Analytics และ AI ช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นภาพการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนอย่างชัดเจน ตัดสินใจได้บนพื้นฐานของข้อมูลจริง และปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการบริหารจัดการเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน ESG และ Net Zero ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว





