ในห้องสนทนาที่พูดถึงเอไอ คำถามที่ถูกตั้งขึ้นไม่ได้เริ่มจากอัลกอริทึมหรือโมเดลภาษา หากแต่เริ่มจากเรื่องที่ดูเป็น “การเมือง” มากกว่าเทคโนโลยี ใครควรควบคุมข้อมูล รัฐควรกำกับอย่างไร และประเทศกำลังพัฒนาจะตามทันการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้หรือไม่
ลิซ่า โมนาโก (Lisa Monaco) ประธานฝ่ายกิจการระดับโลกของไมโครซอฟท์ เยือนประเทศไทยพร้อมทีมงานด้านนโยบายของบริษัท
ได้แก่ ไมค์ เยห์ (Mike Yeh) รองประธานฝ่ายกฎหมายและรัฐกิจสัมพันธ์ ไมโครซอฟท์ เอเชีย และ ดร.จัสมิน เบกัม (Jasmine Begum) ผู้อำนวยการระดับภูมิภาค ฝ่ายกฎหมายและรัฐกิจสัมพันธ์ ไมโครซอฟท์ อาเซียน เพื่อพูดคุยถึงบทบาทของเอไอในระดับรัฐ นโยบายสาธารณะ และอนาคตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สิ่งที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นการสนทนา คือไมโครซอฟท์กำลังพยายามวางกรอบใหม่ให้เอไอ ไม่ใช่ในฐานะผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” แบบเดียวกับไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต หรือระบบคลาวด์ ที่ประเทศต่างๆ ต้องตัดสินใจว่าจะเข้าถึงและกำกับมันอย่างไร
จากการแข่งขันกันสร้างเอไอ สู่การแข่งขัน ‘การนำไปใช้’
ลิซ่าอธิบายว่า ภารกิจหลักของฝ่าย Global Affairs ไม่ได้เกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีโดยตรง แต่คือการทำให้รัฐบาลเชื่อมั่นว่าเอไอสามารถนำไปใช้ได้จริงในระบบเศรษฐกิจและบริการสาธารณะ
แนวคิดที่บริษัทให้ความสำคัญมากที่สุดในเวลานี้คือ AI Diffusion หรือการกระจายการใช้งานเอไอออกไปในวงกว้าง ไม่ให้เทคโนโลยีกระจุกตัวอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือประเทศมหาอำนาจ
รายงาน AI Diffusion Report ของไมโครซอฟท์พบว่า แม้การลงทุนด้านเอไอจะเกิดขึ้นทั่วโลก แต่ความเร็วในการนำไปใช้จริงกลับแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศพัฒนาแล้วสามารถนำเอไอไปใช้ในองค์กรและภาครัฐได้เร็วกว่าเกือบสองเท่า เนื่องจากมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล บุคลากร และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการทดลองใช้งาน
ลิซ่าชี้ว่า ในอดีต เทคโนโลยีอย่างไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต หรือสมาร์ตโฟน ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงทันทีในวันที่ถูกคิดค้น แต่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจเมื่อเริ่มถูกใช้งานในวงกว้าง เอไอกำลังอยู่ในช่วงเดียวกัน ความท้าทายจึงไม่ใช่การทำให้โมเดลฉลาดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ครู ข้าราชการ ผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือแรงงานทั่วไปสามารถใช้มันได้ในชีวิตจริง
ไมค์เสริมว่า หลายประเทศยังเข้าใจเอไอในฐานะอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งที่จริงแล้วมันกำลังกลายเป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การผลิต การเงิน ไปจนถึงภาครัฐ ซึ่งหมายความว่าประเทศตลาดเกิดใหม่ยังมีโอกาสกระโดดข้ามช่วงพัฒนาแบบเดิมได้ หากเริ่มนำไปใช้เร็วพอ
กำกับอย่างไรโดยไม่ฆ่านวัตกรรม
เมื่อเทคโนโลยีเคลื่อนที่เร็วกว่ากฎหมาย คำถามที่รัฐบาลทั่วโลกเผชิญจึงคล้ายกัน คือควรควบคุมก่อนหรือปล่อยให้พัฒนาไปก่อน
ลิซ่าอธิบายว่า แนวทางที่ไมโครซอฟท์ผลักดันคือ risk-based regulation หรือการกำกับตามระดับความเสี่ยง ไม่ใช่ควบคุมทุกการใช้งานในระดับเดียวกัน เช่น ระบบที่ใช้ในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญหรือบริการสาธารณะควรถูกกำกับเข้มงวดกว่าเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานทั่วไป
เธอระบุว่า กฎระเบียบที่ดีไม่ควรทำให้การทดลองนวัตกรรมหยุดชะงัก แต่ต้องช่วยสร้างความไว้วางใจ เพราะหากประชาชนไม่เชื่อมั่น เทคโนโลยีก็จะไม่ถูกนำไปใช้ต่อให้พัฒนาได้ก้าวหน้าเพียงใด
“ไม่มีใครใช้เทคโนโลยีที่พวกเขาไม่ไว้วางใจ” ลิซ่ากล่าว พร้อมย้ำว่าความเชื่อมั่นคือปัจจัยทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงประเด็นจริยธรรม
ในด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เธออธิบายว่าเอไอกำลังเปลี่ยนสมดุลของโลกไซเบอร์ ผู้โจมตีสามารถสร้างฟิชชิงหรือมัลแวร์ได้เร็วขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เอไอฝั่งป้องกันสามารถตรวจจับรูปแบบการโจมตีแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล และตอบสนองอัตโนมัติได้เร็วกว่ามนุษย์
อธิปไตยดิจิทัล ไม่ได้แปลว่าต้องปิดประเทศ
แนวคิดเรื่องอธิปไตยทางดิจิทัลกลายเป็นประเด็นสำคัญของรัฐบาลทั่วโลก โดยเฉพาะคำถามว่าข้อมูลของประเทศควรถูกเก็บไว้ที่ไหน และใครควรควบคุมระบบคลาวด์
ลิซ่าอธิบายว่า อธิปไตยดิจิทัลไม่ได้หมายถึงการสร้างระบบที่แยกขาดจากโลก แต่หมายถึงความสามารถในการกำหนดกติกา ควบคุมข้อมูล และรับประกันความปลอดภัยตามกฎหมายของประเทศตนเอง
เธอชี้ว่า หากระบบไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง การเก็บข้อมูลไว้ภายในประเทศเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ทำให้ข้อมูลปลอดภัยขึ้น
ไมค์เสริมว่า หลายประเทศพยายามสร้าง National Technology Stack ที่พึ่งพาบริษัทภายในประเทศทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง แม้แต่ประเทศมหาอำนาจก็ยังต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลก ตั้งแต่ชิป ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงคลาวด์ การเปิดให้ผู้ให้บริการหลายรายแข่งขันกันภายใต้กติกาที่ชัดเจนอาจเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่
รัฐคือผู้เล่นสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำเอไอ
ลิซ่ามองว่า ภาครัฐมีบทบาทสำคัญที่สุดในการลดช่องว่างการเข้าถึงเอไอ เพราะเป็นหน่วยงานเดียวที่สามารถขยายการใช้งานไปยังประชากรจำนวนมากได้พร้อมกัน
ตัวอย่างที่เธอยกคือ การใช้เอไอในระบบการศึกษาเพื่อช่วยครูเตรียมบทเรียน การใช้ในหน่วยงานแรงงานเพื่อวิเคราะห์ทักษะที่ตลาดต้องการ หรือการใช้ในบริการสาธารณะเพื่อลดขั้นตอนงานเอกสาร ประเทศที่เริ่มนำเอไอไปใช้ในภาครัฐก่อน มักสร้างดีมานด์ให้ตลาดแรงงานและภาคธุรกิจปรับตัวตามอย่างรวดเร็ว
สำหรับประเทศไทย เธอมองว่าปัจจัยพื้นฐานด้านดิจิทัลไม่ได้เป็นอุปสรรคสำคัญ สิ่งที่สำคัญกว่าคือความเร็วในการตัดสินใจและการทดลองใช้งานจริง
ความกังวลของสังคมขณะที่เอไอถูกพัฒนาอย่างรวดเร็ว
แม้เอไอจะถูกผลักดันในฐานะเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ แต่ความกังวลเรื่องงานยังคงเป็นคำถามหลักของสังคม
ลิซ่ายอมรับว่า ความกลัวการถูกแทนที่ไม่ใช่เรื่องเกินจริง และรัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนด้านการพัฒนาทักษะใหม่ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ เธอชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีทุกยุคสร้างทั้งงานใหม่และงานที่หายไป แต่ความแตกต่างของยุคเอไอคือความเร็วของการเปลี่ยนแปลง
เธอไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ชะลอการพัฒนาเอไอ โดยมองว่าการหยุดพัฒนาไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไป แต่จะทำให้บางประเทศตามไม่ทันการแข่งขันแทน
ศาล กฎหมาย และเอไอในชีวิตประจำวัน
บทสนทนาเริ่มเปลี่ยนจากภาพระดับโลกมาสู่ระบบกฎหมายไทย ไมค์กล่าวถึงความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในการใช้เอไอหลายภาษาเพื่อช่วยค้นหา วิเคราะห์ และเปรียบเทียบกฎหมายจำนวนมาก ซึ่งเดิมต้องใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์
ดร.จัสมินอธิบายว่า ความท้าทายสำคัญของไทยคือเอกสารกฎหมายจำนวนมากยังอยู่ในรูปแบบที่เครื่องอ่านไม่ได้ การแปลงข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นดิจิทัลจะเปิดทางให้เอไอช่วยวิเคราะห์ข้อกฎหมาย และทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลทางกฎหมายได้ง่ายขึ้น
เธอระบุว่า คดีไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่จำนวนผู้พิพากษาไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วน แม้ระบบ e-Court จะเริ่มใช้งานแล้ว แต่ยังไม่ถูกใช้เต็มศักยภาพ เอไอจึงอาจช่วยคัดกรองคดี สรุปเอกสาร และลดภาระงานเบื้องต้นของศาลได้
ลิซ่าซึ่งเคยเป็นอัยการในสหรัฐมองว่า เครื่องมือเหล่านี้อาจช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรม โดยเฉพาะสำหรับประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงทนายความได้ง่าย
เอไอในระดับภูมิภาค และข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน
ในระดับภูมิภาค ดร. จัสมินเปิดเผยว่า ไมโครซอฟท์มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาในข้อตกลง ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ซึ่งมีเป้าหมายสร้างมาตรฐานเศรษฐกิจดิจิทัลร่วมกันของอาเซียน
สำนักเลขาธิการอาเซียนใช้เครื่องมือเอไออย่าง Copilot เพื่อช่วยผู้เจรจาจาก 11 ประเทศสรุปเอกสารจำนวนมาก เปรียบเทียบข้อเสนอ และเร่งกระบวนการตัดสินใจที่ปกติอาจใช้เวลาหลายปี
หัวใจของข้อตกลงคือ การกำหนดมาตรฐานร่วมด้านข้อมูล การค้าดิจิทัล และการไหลของข้อมูลข้ามพรมแดน ซึ่งถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจอาเซียนยุคใหม่
วิ่งให้ทันโลกที่เปลี่ยนเร็วกว่าเดิม
เมื่อถูกถามถึงความท้าทายที่สุด ลิซ่าตอบว่าไม่ใช่ตัวเอไอ แต่คือความสามารถของสังคมในการปรับตัวให้ทันกับความเร็วของมัน
เธอเล่าว่าในช่วงทำงานด้านนโยบายของรัฐบาลสหรัฐ เคยเห็นไมโครซอฟท์เข้ามามีบทบาทในการช่วยแก้ปัญหาสาธารณะที่ซับซ้อน และนั่นคือเหตุผลที่เธอเลือกมาทำงานกับบริษัท เพื่อร่วมทำงานกับรัฐบาลและชุมชนต่างๆ ในการรับมือกับคำถามใหม่ของยุคดิจิทัล
บทสนทนาครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการพูดถึงอนาคตของเทคโนโลยี แต่สะท้อนคำถามที่ใหญ่กว่านั้น ว่าในโลกที่เอไอกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของสังคม ใครจะสามารถสร้างความไว้วางใจได้ทัน ก่อนที่เทคโนโลยีจะเดินหน้าไปไกลกว่ากติกาที่มนุษย์ยังออกแบบไม่เสร็จ





