ญี่ปุ่นกำลังเดิมพันครั้งใหญ่กับเอไอ ท่ามกลางความหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวและวิกฤติแรงงานขาดแคลนที่ยืดเยื้อมานาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความเป็นจริงกลับสะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น เมื่อแรงงานจำนวนมากในประเทศยังแทบไม่เคยใช้งานเอไออย่างจริงจัง แม้รัฐบาลและภาคธุรกิจจะเร่งลงทุนมหาศาลก็ตาม
เจแปนไทมส์รายงานภาพความตึงเครียดระหว่างเทคโนโลยีกับคุณค่าทางวัฒนธรรม โดยเริ่มปรากฏชัดตั้งแต่ปี 2559 ฮายาโอะ มิยาซากิ (Hayao Miyazaki) ผู้ร่วมก่อตั้ง Studio Ghibli และผู้กำกับภาพยนตร์แอนิเมชันชื่อดังอย่าง Princess Mononoke และ Spirited Away ได้ชมการสาธิตระบบเอไอที่สร้างแอนิเมชันแบบหยาบๆ
มิยาซากิตอบสนองอย่างตรงไปตรงมาว่า “รู้สึกรังเกียจอย่างที่สุด” และเรียกเทคโนโลยีดังกล่าวว่าเป็น “การดูหมิ่นชีวิต” คำพูดนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายที่ตั้งคำถามต่อศิลปะที่สร้างโดยเครื่องจักร
ในเวลานั้น เอไอยังดูห่างไกลจากความสามารถระดับมืออาชีพ แต่ไม่กี่ปีต่อมา เทคโนโลยีได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังบริษัท OpenAI อัปเดต ChatGPT ให้สามารถสร้างภาพจากข้อความได้ภายในไม่กี่วินาที โลกออนไลน์จึงเต็มไปด้วยภาพและมีมจำนวนมากที่เลียนแบบสไตล์ภาพวาดแบบ Ghibli ซึ่งจุดชนวนข้อถกเถียงใหม่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์และขอบเขตของความคิดสร้างสรรค์
แม้กฎหมายลิขสิทธิ์ญี่ปุ่นจะไม่คุ้มครอง “สไตล์ศิลปะ” โดยตรง และมาตรา 30-4 ของกฎหมายลิขสิทธิ์ยังเปิดช่องให้ใช้ผลงานเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลได้ ซึ่งถูกตีความว่ารวมถึงการฝึกโมเดลเอไอ โดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของผลงาน แต่ประเด็นที่สร้างความกังวลจริงๆ สำหรับนักวาดจำนวนมากไม่ใช่ภาพที่เอไอสร้างขึ้น หากเป็นขั้นตอนการนำผลงานของพวกเขาไปใช้เป็นข้อมูลฝึกระบบโดยไม่ได้รับความยินยอม
สมาคม Freelance League of Japan ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนครีเอเตอร์อิสระ จึงผลักดันให้เกิดกลไกคุ้มครองสิทธิ์ในการนำผลงานไปใช้ฝึกเอไอ ขณะที่ มิสึรุ ยาคุ (Mitsuru Yaku) นักวาดมังงะและประธานกิตติมศักดิ์ขององค์กร เสนอแนวคิดว่า หากเอไอสามารถสร้างผลงานในสไตล์ของเขาได้ เขาควรมีสิทธิ์ได้รับค่าธรรมเนียมการใช้งานหรือค่าความคิดสร้างสรรค์ด้วย
สำหรับญี่ปุ่น เอไอไม่ใช่ศัตรู แต่คือ ‘ความจำเป็น’
แม้จะมีข้อกังวล แต่บรรยากาศโดยรวมในญี่ปุ่นกลับค่อนข้างเปิดรับเอไอ ฮิโรมิ โยโกยามะ (Hiromi Yokoyama) นักวิจัยด้านจริยธรรมเอไอจากมหาวิทยาลัยโตเกียว อธิบายว่าคนญี่ปุ่นจำนวนมากไม่ได้มองเอไอเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาแข่งขันกับมนุษย์โดยตรง แต่กลับมองว่าเป็นเครื่องมือจำเป็นสำหรับแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศกำลังเผชิญ
โดยเฉพาะวิกฤติแรงงานขาดแคลนซึ่งรุนแรงขึ้นทุกปีจากอัตราการเกิดต่ำและสังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ประชากรวัยทำงานลดลงต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจจำนวนมากเริ่มประสบปัญหาขาดคนทำงานในแทบทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ภาคบริการ โรงงาน ไปจนถึงงานสำนักงาน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าภายในปี 2583 ประเทศอาจขาดแรงงานถึง 11 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใหญ่พอจะกระทบศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยตรง
ในบริบทเช่นนี้ เอไอจึงถูกมองไม่ใช่ในฐานะ “ภัยคุกคามต่ออาชีพ” แต่เป็นกลไกชดเชยกำลังแรงงานที่หายไป กล่าวคือ แทนที่จะแย่งงานจากมนุษย์เอไอถูกคาดหวังให้เข้ามาทำงานที่ไม่มีคนเหลือพอจะทำ
ผลสำรวจยังพบว่า ประชาชนญี่ปุ่นมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเอไอในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งช่วยลดความหวาดกลัวต่อเทคโนโลยีใหม่ ขณะเดียวกัน ความคาดหวังต่อประโยชน์ของเอไอก็มีมากกว่าความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นด้านการเพิ่มผลิตภาพ การดูแลผู้สูงอายุ หรือการแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร
สตีเวน พิคเคอริง (Steven Pickering) นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ อธิบายว่า คนญี่ปุ่นมองเอไอเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจมากกว่าจะมองว่าเป็นภัยคุกคาม แม้จะรู้ว่าเอไออาจแทนที่งานของตนเองก็ตาม
รัฐบาลและภาคธุรกิจเร่งลงทุนเต็มที่
รัฐบาลญี่ปุ่นเลือกแนวทางเร่งใช้งานมากกว่าการควบคุม โดยจัดสรรงบประมาณราว 340,000 ล้านเยน (ประมาณ 6.8 หมื่นล้านบาท) ภายใต้โครงการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล หรือ Digital Transformation เพื่อช่วยให้บริษัทและองค์กรต่างๆ นำเอไอเข้าไปปรับปรุงกระบวนการทำงาน
งบประมาณดังกล่าวไม่ได้มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เน้นการนำไปใช้จริงในองค์กร เช่น การปรับระบบงานเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ การทำงานอัตโนมัติในสำนักงาน และการยกระดับประสิทธิภาพของแรงงาน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับญี่ปุ่นที่กำลังเผชิญปัญหาคนทำงานลดลงต่อเนื่องจากโครงสร้างประชากรสูงวัย
ในระดับภาครัฐ หน่วยงาน Digital Agency ซึ่งเป็นองค์กรกลางด้านนโยบายดิจิทัลของญี่ปุ่น ได้ร่วมมือกับบริษัท OpenAI พัฒนาเครื่องมือ Generative AI ภายในชื่อ “Gennai” เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ช่วยงานประจำวัน เช่น การสรุปรายงาน การร่างเอกสารราชการ การค้นหาข้อมูล และการวิเคราะห์เนื้อหานโยบาย
การนำเอไอเข้ามาใช้ในหน่วยงานรัฐยังสะท้อนแนวทางของรัฐบาลญี่ปุ่นที่เลือก “ทดลองใช้งานจริงก่อนออกกฎควบคุมเข้มงวด” ต่างจากบางประเทศที่เริ่มจากการกำกับดูแลเป็นหลัก โดยรัฐบาลมองว่าการสร้างประสบการณ์ใช้งานจริงภายในองค์กรจะช่วยให้เข้าใจทั้งประโยชน์และความเสี่ยงของเทคโนโลยีได้ชัดเจนขึ้น
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจก็เริ่มลงทุนในทิศทางเดียวกัน บริษัท SoftBank ประกาศแผนใช้งบประมาณประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ต่อปี เพื่อนำเทคโนโลยีของ OpenAI ไปใช้ในบริษัทในเครือจำนวนมาก ตั้งแต่ธุรกิจโทรคมนาคม การเงิน ไปจนถึงบริการดิจิทัล การลงทุนระดับนี้สะท้อนว่าเอไอไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือทดลอง แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจใหม่ที่บริษัทขนาดใหญ่ต้องเร่งนำมาใช้เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
เคนสุเกะ โอซาวะ (Kensuke Ozawa) ซึ่งทำงานด้านการให้คำปรึกษาและอบรมองค์กร ระบุว่า ธุรกิจญี่ปุ่นไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้เอไอได้อีกต่อไป เพราะการแข่งขันในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติ
เขามองว่าในระยะยาว งานสำนักงานจำนวนมาก โดยเฉพาะงานซ้ำๆ เช่น การจัดการข้อมูล การเขียนรายงานเบื้องต้น หรือการประมวลผลเอกสาร อาจถูกเอไอเข้ามาดำเนินการแทน ขณะที่มนุษย์จะเปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้ตรวจสอบ ตัดสินใจ กำกับทิศทางของระบบ
ประเทศที่เชื่อในเอไอมาก แต่คนทำงานยังใช้มันน้อย
แม้ภาพในระดับนโยบายของญี่ปุ่นจะสะท้อนความตื่นตัวต่อเอไออย่างชัดเจน ทั้งการลงทุนของรัฐและการประกาศแผนใช้งานจากบริษัทขนาดใหญ่ แต่งานศึกษาขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) กลับพบว่าการใช้งานจริงในระดับพนักงานยังอยู่ในวงจำกัด
ผลสำรวจแรงงานในบริษัทญี่ปุ่นพบว่า มีพนักงานเพียง 8.4% ที่ใช้เอไอในการทำงาน และมีเพียง 6.4% ที่ใช้ Generative AI เช่น แชตบอตหรือระบบสร้างเนื้อหาอัตโนมัติ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนช่องว่างระหว่างนโยบายระดับประเทศกับการนำไปใช้ในชีวิตการทำงานประจำวันของแรงงานจำนวนมาก
เมื่อพิจารณาแยกตามอุตสาหกรรม ความแตกต่างยิ่งเห็นได้ชัด ภาคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีอัตราการใช้เอไอสูงที่สุด เนื่องจากลักษณะงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลดิจิทัลและซอฟต์แวร์โดยตรง ขณะที่ภาคบริการ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการอาหาร มีอัตราการใช้งานต่ำมาก เนื่องจากงานจำนวนมากยังต้องอาศัยแรงงานมนุษย์ การสื่อสารกับลูกค้า และกระบวนการทำงานที่ยังไม่ได้เปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ
รายงาน OECD ระบุว่า อุปสรรคสำคัญไม่ได้เกิดจากการต่อต้านเทคโนโลยี แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างภายในองค์กร
ประการแรก คือการขาดบุคลากรที่มีทักษะด้านเอไอ บริษัทจำนวนมากไม่มีพนักงานที่สามารถประเมิน เลือก หรือออกแบบการใช้งานเอไอให้เหมาะกับกระบวนการทำงานขององค์กรได้ ส่งผลให้แม้ต้องการนำเทคโนโลยีมาใช้ก็ไม่สามารถเริ่มต้นได้จริง
ประการที่สอง คือความเข้าใจต่อเอไอภายในองค์กรยังอยู่ในระดับจำกัด หลายบริษัทมองเอไอเป็นเครื่องมือใหม่ที่ซับซ้อน แต่ยังไม่เห็นภาพชัดเจนว่าจะนำไปแก้ปัญหาการทำงานส่วนใดได้บ้าง ทำให้การตัดสินใจลงทุนหรือปรับกระบวนการทำงานเกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง
อีกปัจจัยหนึ่ง คือทัศนคติด้านความเสี่ยงของแรงงานญี่ปุ่น ซึ่งงานวิจัยระบุว่าพนักงานจำนวนไม่น้อยกังวลเรื่องความผิดพลาดของเอไอ เช่น การให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ความลำเอียงของข้อมูล หรือความเสี่ยงด้านความรับผิดชอบหากเกิดข้อผิดพลาดในการทำงาน ส่งผลให้หลายองค์กรเลือกทดลองใช้ในวงจำกัดแทนการนำมาใช้เต็มรูปแบบ
ทาคาฮิโระ โทดะ (Takahiro Toda) ผู้ร่วมวิจัยของ OECD อธิบายว่า สถานการณ์ปัจจุบันทำให้บริษัทจำนวนมากยังไม่สามารถเปลี่ยนศักยภาพของเอไอให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่กระบวนการเรียนรู้และการปรับองค์กรต้องใช้เวลานานกว่า
ด้านเคนสุเกะ โอซาวะ (Kensuke Ozawa) ผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอซึ่งทำงานด้านการอบรมการใช้งานเทคโนโลยีให้ภาคธุรกิจ ระบุจากประสบการณ์ของเขาว่า ผู้ใช้งานจำนวนมากยังใช้เอไอในลักษณะเดียวกับเครื่องมือค้นหาข้อมูล คือถามคำถามเพื่อหาคำตอบหรือสรุปข้อมูลเท่านั้น ทั้งที่ความสามารถของเอไอสามารถครอบคลุมงานที่ซับซ้อนกว่า เช่น การช่วยวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างเอกสารอัตโนมัติ การเขียนโค้ด หรือการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่
เขาระบุว่า การใช้เอไอเพียงเพื่อค้นหาข้อมูลถือเป็นการใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีเพียงส่วนเล็กน้อย เมื่อเทียบกับความสามารถที่ระบบสามารถทำได้จริงในระดับองค์กร
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ญี่ปุ่นอยู่ในภาวะที่นักวิจัยบางคนอธิบายว่าเป็นช่วง “รอยต่อของการเปลี่ยนผ่าน” คือระดับนโยบายและความคาดหวังต่อเอไอเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประสบการณ์ใช้งานจริงของแรงงานส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังต้องอาศัยเวลาในการพัฒนาทักษะ ความเข้าใจ และรูปแบบการทำงานใหม่ภายในองค์กร
อ้างอิง: Japan Times OECD Kyriba





