ตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญแรงเทขายฉับพลัน ภายหลังบทวิเคราะห์ของ Citrini Research ถูกเผยแพร่ แม้ผู้จัดทำระบุชัดว่าเป็นการวิเคราะห์ตามสมมติฐาน ไม่ใช่การคาดการณ์อย่างเป็นทางการ แต่เนื้อหากลับแตะประเด็นอ่อนไหวของตลาดทุนโดยตรง นั่นคือ หากเอไอถูกนำมาใช้เพื่อลดต้นทุนอย่างรวดเร็ว ผลกระทบต่อการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และกำลังซื้อ อาจย้อนกลับมากระทบผลประกอบการบริษัท
รายงานของ Citrini ใช้ชื่อบทความว่า “บันทึกเศรษฐกิจ 2571” จำลองวิกฤติปัญญาประดิษฐ์ เตือนวงจรแทนที่แรงงานอาจลุกลามถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยและระบบการเงิน โดยเล่าราวกับเป็นจดหมายจากอนาคต
เศรษฐกิจในภาพนั้นมีลักษณะดังนี้ บริษัทขนาดใหญ่ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ลดพนักงานสายงานซ้ำซ้อนจำนวนมาก เอไอสามารถทำหน้าที่ด้านวิเคราะห์ข้อมูล การบริการลูกค้า การเขียนโค้ด และงานสำนักงานระดับกลางได้เกือบทั้งหมด ต้นทุนบริษัทลดลงอย่างเห็นได้ชัดในระยะสั้น กำไรสุทธิปรับตัวดีขึ้น แต่ผลข้างเคียงคือ อัตราการจ้างงานในภาคแรงงานสายวิชาชีพหรือพนักงานออฟฟิศลดลง รายได้ครัวเรือนหดตัว การบริโภคซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เริ่มชะลอลง บริษัทที่พึ่งพารายได้จากผู้บริโภคโดยตรงเริ่มเผชิญแรงกดดันด้านรายได้ ขณะเดียวกันบางบริษัทซอฟต์แวร์ที่ขยายตัวเร็วเกินไปในยุคเอไอบูม กลับเผชิญปัญหาหนี้สินและกระแสเงินสด
Citrini ใช้คำว่า “Ghost GDP” เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว หมายถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากเอไอซึ่งสะท้อนอยู่ในกำไรบริษัทหรือในตัวเลข GDP แต่ไม่ได้กระจายเป็นรายได้ให้กับคนจำนวนมาก เพราะเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติไม่ได้ออกไปจับจ่ายใช้สอย หากกำไรเพิ่มขึ้นแต่คนมีรายได้น้อยลง เศรษฐกิจจริงที่พึ่งพาการบริโภคอาจอ่อนแรงลง
รายงานยังอธิบายเป็นลำดับว่า เมื่อเอไอมีความสามารถสูงขึ้น บริษัทต้องการแรงงานน้อยลง พนักงานถูกเลิกจ้าง การใช้จ่ายลดลง บริษัทจึงเผชิญแรงกดดันด้านกำไร และหันไปใช้เอไอเพิ่มขึ้นเพื่อลดต้นทุน วงจรนี้อาจเกิดซ้ำไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นสิ่งที่รายงานเรียกว่า “วงจรลบที่ไม่มีตัวหยุดตามธรรมชาติ”
IBM เผชิญแรงขายหนักจากประเด็น COBOL
เมื่อรายงานแตะประเด็นอ่อนไหว ผลสะเทือนที่เห็นชัดที่สุดคือหุ้นของ International Business Machines Corp. (IBM) ซึ่งร่วงลงกว่า 13% ภายในวันเดียว ถือเป็นการปรับตัวลงแรงที่สุดในรอบ 25 ปี ปัจจัยหนึ่งมาจากความเคลื่อนไหวของ บริษัท Anthropic ที่ระบุว่าเครื่องมือเอไอของบริษัทสามารถช่วยปรับปรุงและทำงานร่วมกับระบบที่พัฒนาด้วยภาษา COBOL ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาษา COBOL เป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบธนาคารและองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นฐานลูกค้าหลักของ IBM มายาวนาน
นักลงทุนจึงตั้งคำถามว่า หากเอไอสามารถเข้าไปทำงานกับระบบ COBOL ได้โดยตรง บริการบางส่วนที่เคยต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางของ IBM จะถูกลดบทบาทหรือไม่ และอำนาจในการตั้งราคาของบริษัทอาจถูกกดดันในระยะยาว
รายงานยังยกตัวอย่างบริษัทซอฟต์แวร์องค์กรอย่าง ServiceNow ซึ่งมีโมเดลธุรกิจขายระบบจัดการงานภายในองค์กรให้ลูกค้าแบบคิดค่าบริการตามจำนวนผู้ใช้งาน กล่าวคือ องค์กรมีพนักงานมากเท่าใด ก็ต้องซื้อไลเซนส์มากเท่านั้น รายได้ของบริษัทจึงผูกอยู่กับจำนวนพนักงานของลูกค้าโดยตรง
สถานการณ์สมมติที่ Citrini วาดไว้ บริษัทจำนวนมากเริ่มนำเอไอเข้ามาทำงานแทนพนักงานสายความรู้ ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการประสานงานภายใน เมื่อพนักงานถูกลดจำนวนลง ความต้องการใช้ซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาให้มนุษย์ใช้งานก็ลดลงตามไปด้วย
ผลที่ตามมาคือ ลูกค้าองค์กรอาจไม่ต่อสัญญาในจำนวนเท่าเดิม หรือเจรจาลดจำนวนไลเซนส์ เพราะมีพนักงานเหลือน้อยลง แม้บริษัทซอฟต์แวร์จะเป็นผู้ขายระบบอัตโนมัติ แต่หากเอไอรุ่นใหม่สามารถทำงานแทนคนได้โดยตรง โดยไม่ต้องมีพนักงานคอยกดใช้งานระบบอีกต่อไป โมเดลรายได้แบบคิดค่าบริการต่อผู้ใช้ก็อาจถูกกระทบ
หุ้นกลุ่มตัวกลางทางเศรษฐกิจถูกกดดันพร้อมกัน
แรงเทขายหุ้นยังลุกลามไปยังบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในระบบเศรษฐกิจ ทั้งแพลตฟอร์มเรียกรถและเดลิเวอรี เช่น Uber Technologies Inc. และ DoorDash Inc. รวมถึงเครือข่ายการชำระเงินอย่าง Visa Inc. Mastercard Inc. และ American Express Co.
แนวคิดที่ตลาดกังวลคือ ในอนาคต เอไอเอเจนต์ (AI Agents) อาจทำหน้าที่แทนผู้บริโภค เช่น ค้นหาราคาที่ดีที่สุด เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม และเลือกช่องทางชำระเงินที่ต้นทุนต่ำที่สุดโดยอัตโนมัติ หากเกิดการแข่งขันเชิงอัลกอริทึม ธุรกิจตัวกลางอาจถูกบีบให้ลดค่าธรรมเนียมลงอย่างต่อเนื่อง
ฝั่งการเงินและการลงทุน บริษัทบริหารสินทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่น Blackstone Inc. KKR & Co. Inc. และ Apollo Global Management Inc. ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน สะท้อนความกังวลว่า หากรายได้ผู้บริโภคชะลอ การลงทุนภาคเอกชนและความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทต่างๆ อาจได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่
ตลาดเริ่มเปลี่ยนคำถามเกี่ยวกับเอไอ
นัสซิม ทาเล็บ (Nassim Taleb) นักเขียนและนักคิดด้านความเสี่ยง ออกมาเตือนว่า นักลงทุนควรเตรียมรับมือกับความผันผวนที่อาจรุนแรงขึ้น และความเป็นไปได้ที่บางบริษัทในภาคซอฟต์แวร์อาจเผชิญปัญหาทางการเงิน เขามองว่า ตลาดอาจประเมินความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่ำเกินไปในช่วงที่หุ้นกลุ่มเอไอปรับตัวขึ้นแรงก่อนหน้านี้
โทมัส จอร์จ (Thomas George) ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนจากบริษัท Grizzle Investment Management ให้สัมภาษณ์ว่า รายงานดังกล่าวสะท้อนความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แม้สถานการณ์อาจไม่รุนแรงถึงขั้นเลวร้ายที่สุด แต่การอ่านรายงานเช่นนี้อาจทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นลดลง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายมองว่าปฏิกิริยาของตลาดอาจรุนแรงเกินไป ไมเคิล โอ’รูร์ก (Michael O’Rourke) จาก Jonestrading ระบุว่า รายงานดังกล่าวเป็นเพียงงานเขียนเชิงสมมติ แต่กลับส่งผลให้ตลาดปรับตัวลงแรง
ขณะที่สตีฟ ซอสนิก (Steve Sosnick) จาก Interactive Brokers อธิบายว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนมักมองเอไอในแง่บวก แต่ระยะหลังเริ่มตั้งคำถามว่า เอไออาจกระทบความสามารถทำกำไรของธุรกิจมากกว่าที่เคยคิด
ในประเด็นแรงงาน สถาบันวิจัยของ Deutsche Bank ทดลองใช้เอไอประเมินผลกระทบต่อการจ้างงาน โดยผลลัพธ์คาดว่า อาจมีงานหายไป 92 ล้านตำแหน่งภายในปี 2573 แต่ขณะเดียวกันอาจมีงานใหม่เกิดขึ้นถึง 170 ล้านตำแหน่งในระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้มีเพียงด้านเดียว
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของ World Economic Forum ที่ระบุว่า เทคโนโลยีดิจิทัลมักสร้างงานใหม่ควบคู่กับการลดบทบาทงานบางประเภทในระยะเปลี่ยนผ่าน
รายได้รัฐลดลง ข้อเสนอจัดเก็บภาษีเอไอ
บทความอธิบายว่า รายได้รัฐบาลกลางสหรัฐพึ่งพาภาษีจากแรงงานเป็นหลัก หากส่วนแบ่งรายได้แรงงานต่อ GDP ลดลง รายได้ภาษีก็ลดลงตาม ขณะที่รายจ่ายสวัสดิการเพิ่มขึ้น
จึงมีการพูดถึงข้อเสนอเช่น “Transition Economy Act” เพื่อโอนเงินช่วยเหลือแรงงานที่ถูกแทนที่ และข้อเสนอ “Shared AI Prosperity Act” ซึ่งเสนอให้รัฐมีส่วนแบ่งผลตอบแทนจากโครงสร้างพื้นฐานเอไอเพื่อนำมาจ่ายคืนประชาชน
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนระบุว่า กระบวนการทางการเมืองล่าช้ากว่าความเร็วของเทคโนโลยี
บลูมเบิร์กรายงานว่า ผู้ก่อตั้ง Citrini Research คือ เจมส์ แวน กีเลน (James van Geelen) ซึ่งตามข้อมูลใน LinkedIn ระบุว่า เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ สาขาเตรียมแพทย์ จากมหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัต และเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่แพทย์ฉุกเฉิน ก่อนเข้าสู่วงการวิเคราะห์การลงทุน เขาเคยให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ Odd Lots ของบลูมเบิร์กเกี่ยวกับแนวคิดการประเมินความเสี่ยงระยะยาว
ทั้งนี้ ผู้เขียนระบุว่า บางสถานการณ์ที่นำเสนออาจไม่เกิดขึ้นจริง นักลงทุนยังมีเวลาในการประเมินว่าสมมติฐานใดในพอร์ตการลงทุนอาจไม่สอดคล้องกับทิศทางในทศวรรษข้างหน้า
บทความปิดท้ายด้วยประโยคว่า “นกคีรีบูนยังมีชีวิตอยู่” สื่อว่าระบบยังไม่ถึงจุดล่มสลาย แต่มีสัญญาณเตือนที่ควรจับตา
อ้างอิง: Citrini Research Fortune AFR และ Bloomberg





