วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

รายงาน Citrini เขย่าความเชื่อมั่นนักลงทุน หุ้น IBM ร่วงหนักสุดในรอบ 25 ปี ตลาดกังวล AI แทนแรงงานคน

รายงาน Citrini เขย่าความเชื่อมั่นนักลงทุน หุ้น IBM ร่วงหนักสุดในรอบ 25 ปี ตลาดกังวล AI แทนแรงงานคน

ตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญแรงเทขายฉับพลัน ภายหลังบทวิเคราะห์ของ Citrini Research ถูกเผยแพร่ แม้ผู้จัดทำระบุชัดว่าเป็นการวิเคราะห์ตามสมมติฐาน ไม่ใช่การคาดการณ์อย่างเป็นทางการ แต่เนื้อหากลับแตะประเด็นอ่อนไหวของตลาดทุนโดยตรง นั่นคือ หากเอไอถูกนำมาใช้เพื่อลดต้นทุนอย่างรวดเร็ว ผลกระทบต่อการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และกำลังซื้อ อาจย้อนกลับมากระทบผลประกอบการบริษัท

รายงานของ Citrini ใช้ชื่อบทความว่า “บันทึกเศรษฐกิจ 2571” จำลองวิกฤติปัญญาประดิษฐ์ เตือนวงจรแทนที่แรงงานอาจลุกลามถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยและระบบการเงิน โดยเล่าราวกับเป็นจดหมายจากอนาคต

เศรษฐกิจในภาพนั้นมีลักษณะดังนี้ บริษัทขนาดใหญ่ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ลดพนักงานสายงานซ้ำซ้อนจำนวนมาก เอไอสามารถทำหน้าที่ด้านวิเคราะห์ข้อมูล การบริการลูกค้า การเขียนโค้ด และงานสำนักงานระดับกลางได้เกือบทั้งหมด ต้นทุนบริษัทลดลงอย่างเห็นได้ชัดในระยะสั้น กำไรสุทธิปรับตัวดีขึ้น แต่ผลข้างเคียงคือ อัตราการจ้างงานในภาคแรงงานสายวิชาชีพหรือพนักงานออฟฟิศลดลง รายได้ครัวเรือนหดตัว การบริโภคซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เริ่มชะลอลง บริษัทที่พึ่งพารายได้จากผู้บริโภคโดยตรงเริ่มเผชิญแรงกดดันด้านรายได้ ขณะเดียวกันบางบริษัทซอฟต์แวร์ที่ขยายตัวเร็วเกินไปในยุคเอไอบูม กลับเผชิญปัญหาหนี้สินและกระแสเงินสด

รายงาน Citrini เขย่าความเชื่อมั่นนักลงทุน หุ้น IBM ร่วงหนักสุดในรอบ 25 ปี ตลาดกังวล AI แทนแรงงานคน

Citrini ใช้คำว่า “Ghost GDP” เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว หมายถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากเอไอซึ่งสะท้อนอยู่ในกำไรบริษัทหรือในตัวเลข GDP แต่ไม่ได้กระจายเป็นรายได้ให้กับคนจำนวนมาก เพราะเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติไม่ได้ออกไปจับจ่ายใช้สอย หากกำไรเพิ่มขึ้นแต่คนมีรายได้น้อยลง เศรษฐกิจจริงที่พึ่งพาการบริโภคอาจอ่อนแรงลง

รายงานยังอธิบายเป็นลำดับว่า เมื่อเอไอมีความสามารถสูงขึ้น บริษัทต้องการแรงงานน้อยลง พนักงานถูกเลิกจ้าง การใช้จ่ายลดลง บริษัทจึงเผชิญแรงกดดันด้านกำไร และหันไปใช้เอไอเพิ่มขึ้นเพื่อลดต้นทุน วงจรนี้อาจเกิดซ้ำไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นสิ่งที่รายงานเรียกว่า “วงจรลบที่ไม่มีตัวหยุดตามธรรมชาติ” 

IBM เผชิญแรงขายหนักจากประเด็น COBOL

เมื่อรายงานแตะประเด็นอ่อนไหว ผลสะเทือนที่เห็นชัดที่สุดคือหุ้นของ International Business Machines Corp. (IBM) ซึ่งร่วงลงกว่า 13% ภายในวันเดียว ถือเป็นการปรับตัวลงแรงที่สุดในรอบ 25 ปี ปัจจัยหนึ่งมาจากความเคลื่อนไหวของ บริษัท Anthropic ที่ระบุว่าเครื่องมือเอไอของบริษัทสามารถช่วยปรับปรุงและทำงานร่วมกับระบบที่พัฒนาด้วยภาษา COBOL ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาษา COBOL เป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบธนาคารและองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นฐานลูกค้าหลักของ IBM มายาวนาน

นักลงทุนจึงตั้งคำถามว่า หากเอไอสามารถเข้าไปทำงานกับระบบ COBOL ได้โดยตรง บริการบางส่วนที่เคยต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางของ IBM จะถูกลดบทบาทหรือไม่ และอำนาจในการตั้งราคาของบริษัทอาจถูกกดดันในระยะยาว

รายงานยังยกตัวอย่างบริษัทซอฟต์แวร์องค์กรอย่าง ServiceNow ซึ่งมีโมเดลธุรกิจขายระบบจัดการงานภายในองค์กรให้ลูกค้าแบบคิดค่าบริการตามจำนวนผู้ใช้งาน กล่าวคือ องค์กรมีพนักงานมากเท่าใด ก็ต้องซื้อไลเซนส์มากเท่านั้น รายได้ของบริษัทจึงผูกอยู่กับจำนวนพนักงานของลูกค้าโดยตรง

สถานการณ์สมมติที่ Citrini วาดไว้ บริษัทจำนวนมากเริ่มนำเอไอเข้ามาทำงานแทนพนักงานสายความรู้ ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการประสานงานภายใน เมื่อพนักงานถูกลดจำนวนลง ความต้องการใช้ซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาให้มนุษย์ใช้งานก็ลดลงตามไปด้วย

ผลที่ตามมาคือ ลูกค้าองค์กรอาจไม่ต่อสัญญาในจำนวนเท่าเดิม หรือเจรจาลดจำนวนไลเซนส์ เพราะมีพนักงานเหลือน้อยลง แม้บริษัทซอฟต์แวร์จะเป็นผู้ขายระบบอัตโนมัติ แต่หากเอไอรุ่นใหม่สามารถทำงานแทนคนได้โดยตรง โดยไม่ต้องมีพนักงานคอยกดใช้งานระบบอีกต่อไป โมเดลรายได้แบบคิดค่าบริการต่อผู้ใช้ก็อาจถูกกระทบ

หุ้นกลุ่มตัวกลางทางเศรษฐกิจถูกกดดันพร้อมกัน

แรงเทขายหุ้นยังลุกลามไปยังบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในระบบเศรษฐกิจ ทั้งแพลตฟอร์มเรียกรถและเดลิเวอรี เช่น Uber Technologies Inc. และ DoorDash Inc. รวมถึงเครือข่ายการชำระเงินอย่าง Visa Inc. Mastercard Inc. และ American Express Co. 

แนวคิดที่ตลาดกังวลคือ ในอนาคต เอไอเอเจนต์ (AI Agents) อาจทำหน้าที่แทนผู้บริโภค เช่น ค้นหาราคาที่ดีที่สุด เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม และเลือกช่องทางชำระเงินที่ต้นทุนต่ำที่สุดโดยอัตโนมัติ หากเกิดการแข่งขันเชิงอัลกอริทึม ธุรกิจตัวกลางอาจถูกบีบให้ลดค่าธรรมเนียมลงอย่างต่อเนื่อง

ฝั่งการเงินและการลงทุน บริษัทบริหารสินทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่น Blackstone Inc. KKR & Co. Inc. และ Apollo Global Management Inc. ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน สะท้อนความกังวลว่า หากรายได้ผู้บริโภคชะลอ การลงทุนภาคเอกชนและความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทต่างๆ อาจได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่

ตลาดเริ่มเปลี่ยนคำถามเกี่ยวกับเอไอ

นัสซิม ทาเล็บ (Nassim Taleb) นักเขียนและนักคิดด้านความเสี่ยง ออกมาเตือนว่า นักลงทุนควรเตรียมรับมือกับความผันผวนที่อาจรุนแรงขึ้น และความเป็นไปได้ที่บางบริษัทในภาคซอฟต์แวร์อาจเผชิญปัญหาทางการเงิน เขามองว่า ตลาดอาจประเมินความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่ำเกินไปในช่วงที่หุ้นกลุ่มเอไอปรับตัวขึ้นแรงก่อนหน้านี้

โทมัส จอร์จ (Thomas George) ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนจากบริษัท Grizzle Investment Management ให้สัมภาษณ์ว่า รายงานดังกล่าวสะท้อนความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แม้สถานการณ์อาจไม่รุนแรงถึงขั้นเลวร้ายที่สุด แต่การอ่านรายงานเช่นนี้อาจทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นลดลง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายมองว่าปฏิกิริยาของตลาดอาจรุนแรงเกินไป ไมเคิล โอ’รูร์ก (Michael O’Rourke) จาก Jonestrading ระบุว่า รายงานดังกล่าวเป็นเพียงงานเขียนเชิงสมมติ แต่กลับส่งผลให้ตลาดปรับตัวลงแรง 

ขณะที่สตีฟ ซอสนิก (Steve Sosnick) จาก Interactive Brokers อธิบายว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนมักมองเอไอในแง่บวก แต่ระยะหลังเริ่มตั้งคำถามว่า เอไออาจกระทบความสามารถทำกำไรของธุรกิจมากกว่าที่เคยคิด

ในประเด็นแรงงาน สถาบันวิจัยของ Deutsche Bank ทดลองใช้เอไอประเมินผลกระทบต่อการจ้างงาน โดยผลลัพธ์คาดว่า อาจมีงานหายไป 92 ล้านตำแหน่งภายในปี 2573 แต่ขณะเดียวกันอาจมีงานใหม่เกิดขึ้นถึง 170 ล้านตำแหน่งในระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้มีเพียงด้านเดียว

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของ World Economic Forum ที่ระบุว่า เทคโนโลยีดิจิทัลมักสร้างงานใหม่ควบคู่กับการลดบทบาทงานบางประเภทในระยะเปลี่ยนผ่าน

รายได้รัฐลดลง ข้อเสนอจัดเก็บภาษีเอไอ

บทความอธิบายว่า รายได้รัฐบาลกลางสหรัฐพึ่งพาภาษีจากแรงงานเป็นหลัก หากส่วนแบ่งรายได้แรงงานต่อ GDP ลดลง รายได้ภาษีก็ลดลงตาม ขณะที่รายจ่ายสวัสดิการเพิ่มขึ้น

จึงมีการพูดถึงข้อเสนอเช่น “Transition Economy Act” เพื่อโอนเงินช่วยเหลือแรงงานที่ถูกแทนที่ และข้อเสนอ “Shared AI Prosperity Act” ซึ่งเสนอให้รัฐมีส่วนแบ่งผลตอบแทนจากโครงสร้างพื้นฐานเอไอเพื่อนำมาจ่ายคืนประชาชน

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนระบุว่า กระบวนการทางการเมืองล่าช้ากว่าความเร็วของเทคโนโลยี

บลูมเบิร์กรายงานว่า ผู้ก่อตั้ง Citrini Research คือ เจมส์ แวน กีเลน (James van Geelen) ซึ่งตามข้อมูลใน LinkedIn ระบุว่า เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ สาขาเตรียมแพทย์ จากมหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัต และเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่แพทย์ฉุกเฉิน ก่อนเข้าสู่วงการวิเคราะห์การลงทุน เขาเคยให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ Odd Lots ของบลูมเบิร์กเกี่ยวกับแนวคิดการประเมินความเสี่ยงระยะยาว

ทั้งนี้ ผู้เขียนระบุว่า บางสถานการณ์ที่นำเสนออาจไม่เกิดขึ้นจริง นักลงทุนยังมีเวลาในการประเมินว่าสมมติฐานใดในพอร์ตการลงทุนอาจไม่สอดคล้องกับทิศทางในทศวรรษข้างหน้า

บทความปิดท้ายด้วยประโยคว่า “นกคีรีบูนยังมีชีวิตอยู่” สื่อว่าระบบยังไม่ถึงจุดล่มสลาย แต่มีสัญญาณเตือนที่ควรจับตา

อ้างอิง: Citrini Research Fortune AFR และ Bloomberg